ลองชิม เลอแปง มาร์เบิ้ลเค้กรสราสเบอร์รี่ Raspberry Flavored Marble Cake

เลอแปง มาร์เบิ้ลเค้กรสราสเบอร์รี่ Raspberry Flavored Marble Cake น้ำหนัก 67 กรัม ราคา 13 บาท

เค้กเนยของเลอแปงหรือว่าจะเรียกอะไรก็ตาม ที่เป็นเค้กกลมๆ มีกระดาษรอง เนื้อเค้กนุ่มๆ ฉ่ำๆ รสหอมมันนั้นเป็นหนึ่งในขนมของเลอแปงที่ชอบที่สุด เพราะในความคิดของบล็อกเองรู้สึกว่ามันคุ้มค่าทั้งขนาด และความอร่อย และเมื่อเลอแปงทำเค้กเนยรสใหม่ออกมาก็ไม่พลาดที่จะเอามาลองชิมว่าจะอร่อยหรือเปล่า รสใหม่นี้เป็นรสราสเบอร์รี่ห่อสีชมพู

รสใหม่นี้ตัวเค้กยังคงเหมือนเดิมเป็นเค้กกลมๆ บนแผ่นกระดาษ ตัวเค้กเนยยังคงหอมและชุ่มฉ่ำเหมือนเดิม แต่จะสอดไส้แยมราสเบอร์รี่มา รสแยมอมเปรี้ยว กินกับเค้กแล้วแปลกๆ แต่ก็อร่อยดี ตัวแยมเกาะกันเป็นก้อนไม่ค่อยเกาะกับเนื้อเค้กเวลากินก็จะรู้สึกว่าแยมมันเหนียวเกาะกันไม่ค่อยไปกับเนื้อเค้กสักเท่าไหร่แต่ก็พอกินได้ ส่วนตัวแล้วชอบแบบเดิมมากกว่า แต่เป็นเรื่องดีนะที่ทำออกมาเพราะในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้เห็นเค้กเนยหลากหลายรสให้ลองชิมก็ได้

Advertisements

ลองชิม ฟิชโช Black สไปซี่ซีฟู้ด และ ฟิชโช White ดับเบิ้ลชีสพิซซ่า

ฟิชโช FISHO Black รสสไปซี่ซีฟู้ด, ฟิชโช FISHO White รสดับเบิ้ลชีสพิซซ่า น้ำหนัก 25 กรัม ราคา 20 บาท

วันนี้มาลองชิมปลาเส้นรสใหม่ รู้สึกว่าบล็อกยังไม่เคยลองชิมลงบล็อกมาก่อนเลยมั้ง (รึเปล่าจไม่ได้) งั้นมาเริ่มด้วยปลาเส้น ฟิชโช 2 รสใหม่นี้แล้วกัน 2 รสนี้น่าจะออกมาด้วยกันเพราะหน้าซองเป็นรูปที่เอามาต่อกันได้ และยังมีสีตรงกันข้ามเป็นสีขาวและสีดำอีก สีดำเป็นรส สไปซี่ซีฟูด ที่มีปลาเส้นสีดำ ห่อสีขาวเป็นรส ดับเบิ้ลชีสพิซซ่า ปลาเส้นเป็นสีปกติ

FISHO Black รสสไปซี่ซีฟู้ด
เปิดห่อมาได้กลิ่นเครื่องเทศเป็นอย่างแรกเป็นกลิ่นแปลกใหม่ เหมือนกลิ่นพริกไทยดำ กับเส้นที่มีสีดำ รู้สึกว่าสีดำนี้มาจากผงถ่านที่ใส่เข้าไปดูจากส่วนประกอบหลังห่อ รสชาติเริ่มแรกนั้นเป็นรสเหมือนกลิ่นเครื่องเทศบอกไม่ถูกแล้วตามด้วยรสเผ็ด เมื่อเคี้ยวไปเรื่อยๆ จะได้รสเค็มแบบรสปลาเส้นปกติแต่ยังคงรสเผ็ดเล็กๆ เอาไว้เป็นรสที่ไม่จัดไม่เผ็ดมากเรียกว่าค่อนข้างอร่อยเลย เพราะความแปลกใหม่ด้วยเส้นสีดำ กลิ่นและรส ทำให้รสนี้รู้สึกว่าอร่อยกว่าอีีกรสนะ ส่วนตัวแล้วชอบรสนี้มากกว่ารสชีส

FISHO White รสดับเบิ้ลชีสพิซซ่า
รสนี้เปิดห่อปุ๊บก็ได้กลิ่นชีสหอมมัน หอมรุนแรงมาก เป็นกลิ่นชีสและกลิ่นพิซซ่า รสเริ่มแรกจะรู้สึกเหมือนเป็นรสชีสและซอสพิซซ่า เป็นรสมันๆ แต่เคี้ยวไปสักพักจะเป็นรสปลาเส้นเค็มๆ ธรรมดามีความมันของชีสนิดหน่อย สรุปรสนี้มีจุดเด่นที่กลิ่นที่หอมชีสมาก หอมแบบทำให้อยากกินอีกจริงๆ แต่รสนั้นไม่ได้แปลกใหม่เท่าไหร่

Blog: วันที่ 3 ตุลาคม 2560 ลองใช้กล้องคอมแพค Casio EX-ZR3600

สวัสดีบล็อก! หายไปนานกับการเขียนบล็อกประจำวัน วันนี้มีเรื่องมาเล่าเกี่ยวกับกล้องถ่ายรูป วันนั้นกำลังถ่ายรูปงานอยู่ก็มีความคิดขึ้นมาในใจว่าถ้ามีกล้องที่พับหน้าจอขึ้นมาแล้วถ่ายรูปตัวเอง หรือถ่ายวีดีโอบล็อกได้ก็คงจะดีนะ… อาจจะใช้ถ่ายวีดีโอลงบล็อกได้อีกมุม ทำมุมมองตรงกันข้ามได้ด้วยคงจะสะดวกดีไม่น้อย… แต่ช่วงนี้ต้องประหยัดนี่นา ความคิดเรื่องกล้องก็พับไป จนมาอาทิตย์ก่อนนี้รู้มาว่าทางที่ทำงานกำลังจะมีโครงการไปเที่ยวพักผ่อนประจำปีในช่วงต้นปีหน้า ความคิดเรื่องกล้องที่มีจอพับได้ก็กลับมาอีกครั้ง แต่จะซื้อของใหม่เลยก็ราคาแพง เลยจะลองซื้อกล้องมือสองมาใช้ดู คิดแล้วก็เปิดเว็บ “ขายดี.com” เลื่อนไปเรื่อยๆ กล้องที่พับจอได้ที่คิดไว้ก็น่าจะเป็นกล้อง Canon รุ่น M10 รุ่นนี้เก่าแล้วคงจะหามือสองได้ไม่แพง แต่ดูๆ แล้วราคามือสองก็ยังอยู่ที่หมื่นต้นๆ เลื่อนไปเรื่อยไปเจอกล้องของ Casio เป็นกล้องคอมแพคธรรมดา หรือที่รู้จักกันว่ากล้องฟรุ้งฟริ๊ง มีราคามือสองที่ไม่แพง จอพับขึ้นมาได้ และก็คงถ่ายรูปสวยแน่ๆ เห็นสาวๆ ชอบใช้กัน แต่ลังเลอยู่ที่ว่าตัวเราชอบควบคุมกล้องมากกว่าจึงชอบใช้พวก DSLR เพราะคุณภาพของไฟล์รูปที่สวยตามที่เราควบคุม พอคิดจะมาใช้กล้องคอมแพคแล้วก็เลยลังเลกลัวจะถ่ายแล้วไม่ได้ดั่งใจ แต่ด้วยว่างบที่มีจำกัดและอยากเอามาลองใช้งาน ก็เลยตัดสินใจเลือกกล้อง Casio มา เลือกรุ่น EX-TR3600 เป็นรุ่นของปีที่แล้วที่ตอนนี้ราคามือสองไม่แพงนัก ได้มาจากประกาศลงไว้ที่ราคา 6,500 บาท ดูแล้วสภาพดี มีกล่อง และอุปกรณ์ครบ คิดว่าคงจะโอเค

ในที่สุดกล้องที่เลือกไว้ก็เดินทางมาถึงบ้าน ภายนอกถือว่าสภาพดีเลย น้ำหนักเบา ขนาดเล็ก ค่อนข้างถูกใจ แต่ลุ้นว่าระบบข้างในจะเป็นยังไงนะ? เปิดกล้องลองถ่ายรูปแรก โหมดปกติก็โอเค ลองถ่ายโหมดฟรุ้งฟริ๊งดูมันทำได้ดีเลยนะ ไม่คิดว่าถ่ายรูปตัวเองแล้วจะดูโอเคแบบนี้ ลองถ่ายแบบปิดโหมดปรับสีผิวทุกอย่างก็ยังดูดีอยู่ ทั้งหมดที่ลองถ่ายในโหมดอัตโนมัติแบบพิเศษ แต่พอเปลี่ยนโหมดเท่านั้นแหละมันปรับอะไรไม่ค่อยได้เลย ปรับได้ก็ค่อนข้างยากเพราะไม่ได้แสดงผลแบบทันที ต้องกดโฟกัสก่อนถึงจะแสดงผลที่ตั้งค่าไว้ในแต่ละครั้ง ลองเข้าโหมด M ก็ยังเป็นเหมือนกันถึงจะปรับค่าต่างๆ ได้ก็จริงแต่ดันไม่ได้แสดงผลทันทีเมื่อปรับค่า ต้องค่อยกดปุ่มโฟกัสเพื่อดูภาพพรีวิวก่อนถ่ายจากค่าที่ปรับไว้ก่อนตลอด แถมถ้าถ่ายโหมดอื่นๆ ที่ไม่ใช้โหมดอัตโนมัติพิเศษแล้ว ภาพที่ได้สีก็จะแห้งๆ น๊อยส์เยอะจัด ถ่ายกลางแจ้งก็ได้สีทึมๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนี้ หรือว่าเราใช้ไม่เป็นเหรอ?  แต่การใช้พวกซีนโหมดที่มีให้ถ่ายถือว่าโอเคภาพสวยอยู่ แต่จะให้เปลี่ยนซีนโหมดไปตามสถานการณ์ก็ไม่ไหวนะ แต่เดี๋ยวก่อนกล้องตัวนี้มันมีจุดเด่นที่โหมดอัตโนมัติพิเศษนี่แหละ โหมดนี้ถ่ายภาพอะไรออกมาก็สวย ถ่ายในที่แสงน้อยก็ทำได้ดีมาก เพราะระบบของ Casio ที่จะถ่ายภาพหลายๆ ภาพมารวมกันเป็นภาพเดียว ทำให้ภาพที่ได้สีสวย คมชัด ไม่ค่อยมีน๊อยส์รบกวนเนียนกำลังดี และตัวกล้องจะเลือกซีนโหมดให้โดยอัตโนมัติ แต่ข้อเสียก็คือภาพถ่ายพวกวิวธรรมชาติ หรือซีนโหมดบางอย่างจะมีการปรับสีให้สดพิลึกเกินจริงไปมาก ถึงจะดูสวยก็เถอะ เรื่องการเชื่อมต่อ wifi ถ่ายรูปผ่านมือถือก็ทำได้ดีเลย ดีกว่า Canon EOS M10 อีก ภาพพรีวิวบนมือถือแสดงได้ลื่นไหลชัดเจน ของ Canon มันกระตุกดีเลย์ไม่ชัดเอาซะเลย แต่กล้อง Casio ตัวนี้เซนเซอร์มันเล็กแล้วระยะเลนส์ที่ให้มาสามารถซูมได้ก็จริง แต่มันให้มุมมองของเลนส์ที่ไม่ถูกใจถ่ายออกมาแล้วเหมือนเอากล้องมือถือมาถ่ายมากกว่า ภาพไม่นุ่ม ไม่มีความเบลอหลังสักเท่าไหร่ (เป็นความคิดเห็น และความชอบส่วนตัวนะครับ) เรื่องถ่ายวีดีโอรุ่นนี้ก็บอกว่าแค่ถ่ายได้ก็พอ ปรับอะไรไม่ได้ ปรับได้แค่ขนาดวีดีโอ กับปิดไมค์ คุณภาพโอเคในสภาพแสดงปกติ ถ้าแสงน้อยก็น๊อยส์กระจาย

สรุปแล้วสำหรับตัวเราเองที่ชอบควบคุมระบบกล้อง ชอบออกแบบมุมมองด้วยเลนส์นั้น ก็ค่อนข้างผิดหวังกับการเลือกของตัวเองนิดนึง แต่ก็เป็นความผิดของเราเองที่ลืมคิดเรื่องพวกนี้ไปตอนเลือกซื้อกล้อง แต่ก็ว่าเรื่องถ่ายรูปคน หรือถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องนี้ไม่ได้นะ กล้อง Casio EX-TR3600 ตัวนี้ถ่ายสวยมาก ถ้าปรับสีผิว ปรับความเนียนพอดีๆ นะ อึ้งไปเหมือนกันว่าถ่ายตัวเองแล้วออกมาดูดีอย่างนี้ได้ 555 บทเรียนครั้งนี้ต้องจำเอาไว้แล้วค่อยเก็บเงินซื้อกล้องใหม่เอาดีๆ ไปเลย!

ดังนั้นถ้าใครจะซื้อกล้องใหม่แล้วไม่อยากลองผิดลองถูกอะไรแล้ว ขอให้เลือกโดยยึดกับสิ่งที่ตัวเองถนัด หรือสิ่งที่ตัวเองชอบจะดีกว่า และคุ้มเงินกว่าด้วย ไม่ต้องเสียเงินหลายต่อให้เจ็บใจเปล่าๆ

ลองชิม ไวไว รสหมูย่าง [Wai Wai Grilled Pork Flavour]

ไวไว รสหมูย่าง [Wai Wai Grilled Pork Flavour] น้ำหนัก 70 กรัม ราคา 25 บาท

ในถ้วยจะมีซองผงเครื่องปรุง และซองงาขาวคั่ว และส้อม 1 อัน ตัวเส้นบะหมี่เป็นแบบเส้นแบน สีเข้ม ลองชิมแบบดิบแล้วเส้นมีรสเค็มๆ อร่อยดี ในถ้วยมีผักแห้งใส่มาพร้อมแล้ว

ใส่เครื่องปรุงทั้งหมด เติมน้ำร้อน ปิดฝา 3 นาที คนเครื่องปรุงให้เข้ากันก็จะได้บะหมี่หน้าตาแบบนี้

น้ำซุปมีกลิ่นย่างอ่อนๆ น่าจะเป็นกลิ่นของหมูย่างตามชื่อรส รสชาติน้ำซุปออกหวาน – เค็ม พร้อมกับกลิ่นหมูย่าง น้ำซุปอร่อยดี เส้นแบนเคี้ยวแล้วได้รสสัมผัสที่แปลกไป ในถ้วยมีเนื้อหมูย่างชิ้นกลมเล็กๆ ด้วยเห็นตอนแรกนึกว่าเห็ดอบแห้ง กินรวมๆ แล้วเป็นบะหมี่รสที่ไม่จัดนัก หรือเรียกว่าเป็นรสชาติที่อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ได้อร่อย และไม่ได้แย่อะไร

สรุปแล้วเป็นบะหมี่รสแปลกใหม่ที่ลองชิมสักครั้งก็พอ แต่ถ้าไม่ได้ลองก็ไม่ได้พลาดอะไรไปนะ

ลองชิม ลิตเติ้ลกุ๊ก ราเมงรสไก่เผ็ดเกาหลี [ Little Cook Ramen Korean Hot and Spicy Chicken]

ลิตเติ้ลกุ๊ก ราเมงรสไก่เผ็ดเกาหลี [ Little Cook Ramen Korean Hot and Spicy Chicken] น้ำหนัก 150 กรัม ราคา 55 บาท

ลิตเติ้ลกุ๊ก บะหมี่ถ้วยยี่ห้อนี้มีจุดเด่นที่มีเนื้อสัตว์ ผักจริงๆ ไม่ใช่พวกของอบแห้ง โดยจะอยู่ในซองสุญญากาศ แค่อุ่นบนถ้วย ฉีกซองแล้วเทในบะหมี่ ก็จะได้บะหมี่พร้อมทานทันที คราวนี้มาใหม่ถึง 3 รส หยิบมาลองชิมรสนึงคือรส ไก่เผ็ดเกาหลี มาดูกันว่าจะเผ็ดสู้บะหมี่เกาหลีแท้ๆ ได้รึเปล่า ภายในถ้วยจะมีซองเนื้อไก่และซอสเผ็ด ซองผงเครื่องปรุง และส้อมพลาสติก เส้นบะหมี่เป็นเส้นเล็กเหมือนกับบะหมี่ซองทั่วไป

ใส่ผงเครื่องปรุงและเติมน้ำร้อนปิดฝา 3 นาที วางซองเนื้อไก่บนฝา ครบเวลาเทเนื้อไก่ลงในถ้วยบะหมี่ รู้สึกว่าในซองเนื้อไก่จะมีซอสเผ็ดสีแดงสดอยู่ข้างในพร้อมกับเนื้อไก่เป็นชิ้น บะหมี่มีกลิ่นหอมเปรี้ยวๆ และหอมพริก เป็นกลิ่นแบบมาม่าเกาหลีเลย น้ำซุปข้น รสชาติน้ำซุปมีรสหวานนำ เปรี้ยวนิดๆ แล้วตามด้วยรสเผ็ดซ่าทั่วปาก เผ็ดแบบนี้เป็นรสเผ็ดเอกลักษณ์ของบะหมี่เกาหลีเลย เนื้อไก่ที่ให้มามีรสเค็มๆ ในเนื้อเหมือนปรุงรสชาติมาก่อนแล้ว เนื้อไม่เละอร่อย เส้นบะหมี่เส้นเล็กธรรมดาแต่นุ่มมาก บะหมี่ถ้วยนี้กินไปเรื่อยๆ แล้วเผ็ดมาก น้ำซุปเผ็ดมากจริงๆ แต่อร่อยมาก ติดอยู่อย่างเดียวที่ในน้ำซุป เหมือนจะมีน้ำมันเยอะไป แล้วเส้นบะหมี่เป็นเส้นเล็กทำให้น้ำซุปไม่เกาะกับเส้นบะหมี่เวลากินก็ต้องซดน้ำตามถึงจะได้รสชาติน้ำซุปพร้อมเส้นบะหมี่

ลองชิม ฟาร์มเฮ้าส์ พายไส้สัปปะรด, ไส้เผือก [Farmhouse Pineapple, Taro Filled Pie]

ฟาร์มเฮ้าส์ พายไส้สัปปะรด [Farmhouse Pineapple Filled Pie], ฟาร์มเฮ้าส์ พายไส้เผือก [Farmhouse Taro Filled Pie] น้ำหนัก 80 กรัม ราคา 14 บาท

เพิ่งเห็นว่าฟาร์มเฮ้าส์ก็ทำพายสอดไส้มาขายกับเขาเหมือนกัน ตอนแรกไม่คิดว่าจะซื้อมาลองชิมหรอก แต่เห็นแพ็คเกตดูสวยงามดีเลยหยิบมาลองชิมทั้ง 2 รส

ตัวพายของทั้งสองรสนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีน้ำหนัก ตัวแป้งพายฟูนุ่มเป็นชั้นสวยงาม ไส้ด้านในก็สอดไส้เยอะพอสมควร รสสัปปะรด เป็นเหมือนแยมสัปปะรด รึว่าสัปปะรดในน้ำเชื่อมข้นๆ แบบนั้น ซอสฉ่ำดี มีเนื้อสัปปะรดให้เคี้ยวเยอะอยู่ รสชาตินั้นออกหวานอมเปรี้ยว กินคู่กับแป้งพายแล้วอร่อยดี ส่วนไส้เผือกนั้น ไส้ด้านในเป็นเหมือนเผือกกวน ที่มีชิ้นเนื้อเผือกมาด้วยนิดหน่อย ไส้เนื้อเนียน มีรสออกหวานมาก เป็นรสธรรมดาไม่แปลกอะไร พูดถึงแป้งพายบ้าง ตัวแป้งพายไม่หอมเนยเหมือนของเซเว่น กินเปล่าๆ ไม่มีรสชาติมากนักต้องกินกับไส้ถึงจะพอมีรสชาติบ้าง

สรุปแล้วเป็นพายสอดไส้แบบปกติหละ ไม่ได้อร่อยมากกว่าของยี่ห้ออื่นๆ แต่เทียบกันทั้งสองรสนี้ รสสัปปะรดอร่อยกว่ารสเผือก ส่วนตัวแล้วไม่ชอบรสเผือกของฟาร์มเฮ้าเท่าไหร่ มันหวานแบบเผือกกวนไส้ออกแห้งๆ ไม่อร่อยเท่าไหร่

ลองชิม เลย์ รสสวีทชิลลี่ และ รสพริกมะนาว [Lays Sweet Chili, Chili Lime Flavor]

เลย์ รสสวีทชิลลี่ [Lays Sweet Chili Flavor], เลย์ รสพริกมะนาว [Lays Chili Lime Flavor] น้ำหนัก 50 กรัม ราคา 20 บาท

ลองชิมวันนี้จะเอาเลย์รสใหม่ 2 รส มาลองชิม เอาชิมคู่กันเป็น มินิลองชิมสั้นๆ เพราะเห็นว่าเป็นเลย์รสพริก และเป็นมันฝรั่งแบบแผ่นเรียบเหมือนๆ กัน คิดว่ารสชาติไม่น่าจะแตกต่างกันมาก แต่ก็เป็นรสใหม่อ่ะนะ เอามาลองชิมไว้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

รสสวีทชิลี่ แกะห่อออกมาดมกลิ่นไม่มีกลิ่นหอมพิเศษของรส ตัวแผ่นมันฝรั่งก็ไม่มีสีของผงปรุงรส รสออกหวาน มีรสเผ็ดเล็กๆ ที่ปลายลิ้น เป็นรสที่คล้ายกับรสเดิมๆ ของเลย์

รสพริกมะนาว ห่อนี้มีกลิ่นมะนาวอ่อนๆ มันฝรั่งมีรสหวาน เค็ม และมีรสเผ็ดนิดหน่อย กินแล้วได้อารมณ์ของ เลย์ รสเมี่ยงคำ เพียงแต่จะลดระดับของกลิ่นมะนาวอ่อนลง

สรุปแล้วเป็นเลย์รสใหม่ที่ โอเค สำหรับเวลาไม่รู้จะเลือกเลย์รสอะไร ประมาณว่าหยิบมาเพราะเป็นรสใหม่ ตัวมันฝรั่งก็ไม่ได้มีความแตกต่างของรสชาติมากเท่าไหร่กินไปก็แยกไม่ออกว่ารสไหนเป็นรสไหน

Blog: วันที่ 14 กันยายน 2560 สภาพอากาศ + Wall’s Ice Cream Sandwich

เข้าเดือนกันยายนมาได้เกือบกลางเดือนแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว แต่วันก่อนฝนตกหนัก เมื่อวานก็ร้อนจัด วันนี้ก็ยังคงร้อนจัดอยู่ เหมือนว่าช่วงนี้จะมีแค่ 2 ฤดู ถ้าในออฟฟิตไม่มีเครื่องปรับอากาศคงจะทำงานสนุกเลยทีเดียว วันนี้นึกอยากกินไอศกรีมขึ้นมาก็เดินไปร้านค้าใกล้ๆ มองดูในตู้ขายมีหลายแบบ แต่มองเห็นห่อสีแดงโดดเด่นออกมา หยิบมาดูเป็นไอศกรีมแซนวิชละ วอลล์มันมีไอศกรีมแบบนี้ขายตั้งแต่เมื่อไหร่นะ? ไม่ได้สนใจเรื่องไอศกรีมมานานมากแล้ว เลยหยิบเอาของใหม่มาลองชิมดูสักหน่อย

วอลล์ไอศกรีมแซนวิช [Wall’s Ice Cream Sandwich] อันละ 20 บาท เปิดห่อมาก็จะเจอตัวไอศกรีม ลักษณะเป็นขนมปังแผ่นประกบกับไอศกรีมหน้า-หลัง ตัวขนมปังเป็นขนมปังแบบนิ่มไม่กรอบทำให้เวลากัดไอศกรีมแล้วขนมปังไม่แตกร่วงเลอะเทอะ ไอศกรีมรสช็อกโกแล็ตและวนิลา รสชาตินั้นก็เป็นรสปกติทั่วๆ ไปของแต่ละรส กินคู่กับขนมปังกรอบแล้วอร่อยดีแปลกใหม่สำหรับตัวเอง ได้กินไอศกรีมเย็นๆ กับเดินผ่านอากาศร้อนๆ นี่มันเข้ากันดีนะ ใครไม่เชื่อก็ต้องลองทำดู

แต่! กลับมาที่ไอศกรีม ตัวขนมปังที่ประกบอยู่จะมีลายการ์ตูนทั้งด้านหน้าและหลัง ลายไม่เหมือนกัน มันมาสะดุดที่ลายด้านที่ถืออยู่นี้ เป็นลายที่น่าหดหู่เหลือเกิน ลายที่ว่าก็คือลายไก่กับลูกไก่กำลังดูทีวี แล้วเจอโฆษณาขายไก่ทอด เอ่อ… ไอเดียเหมือนจะตลกนะ ಠ~ಠ

ลองชิม เบอรดี้ ชาไทย แบบกระป๋อง [Birdy Thai Tea]

เบอร์ดี้ ชาไทย [Birdy Thai Tea] น้ำหนัก 180 มล. ราคา 13 บาท

วันนี้จะมาเล่าเรื่องลองชิมชานมกระป๋องสั้นๆ ให้อ่านกัน คงจะผ่านตามาบ้างแล้วกับโฆษณาของเบอร์ดี้ ที่ทำเครื่องดื่มแบบกระป๋องรสใหม่มา รสนั้นก็คือ รสชาไทย  ทำมาเป็นแบบกระป๋อง ใช่แล้วเหมือนกาแฟกระป๋องนั่นแหละ ขนาด รูปลักษณ์ ก็เหมือนกัน ราคาเท่ากัน เห็นว่าเป็นของใหม่เลยจัดมาลองชิมดู

เปิดกระป๋องมาได้กลิ่นหอมชาอ่อนๆ รสชาติก็เป็นรสชานมนั่นแหละ แต่เป็นรสชานมที่แปลกไป ที่ว่าแปลกก็คงจะเป็นรสชาที่โดดออกมาจนรู้สึกถึงรสชาได้ชัดเจน ดื่มแล้วได้กลิ่นหอมชา รสของชาที่ติดอยู่ที่ลิ้น พอรวมเข้ากับรสหวานมันของนมสดที่ใส่มันอร่อยเข้ากันดีทำให้เป็นรสชาติที่ไม่เหมือนชานมทั่วๆ ไป บอกไม่ถูก รสไม่หวานมาก หวานกำลังดี

สรุปแล้วเป็นชานม หรือชาไทย แบบกระป๋องที่อร่อยเลย รสชาติแปลกใหม่ก็น่าจะเป็นจุดเด่นของชานมกระป๋องนี้ ส่วนตัวก็ชอบนะเพียงแต่ปริมาณมันน้อยไปไม่สะใจ  ส่วนรสแบบนี้จะถูกใจใครบ้างคงต้องลองชิมดูแล้วจะรู้เองว่าชอบไหม

ลองชิม เนสกาแฟ กลิ่นเฮเซลนัท NESCAFÉ Oh So Nutty Hazelnut

เนสกาแฟ กลิ่นเฮเซลนัท [NESCAFÉ Oh So Nutty Hazelnut] น้ำหนัก 36 กรัม x 3 ซอง ราคา 35 บาท

เนสกาแฟ กลิ่นเฮเซลนัท รสใหม่เป็นกาแฟนำเข้าอีกรสที่ได้นำเข้ามาขายที่ 7Eleven รสนี้จะอยู่ขายนานรึเปล่ารึจะหายไปแบบ กลิ่นมะพร้าว ครั้งก่อนนะ กลิ่นมะพร้าวครั้งก่อนนั้นหอมมากดื่มแล้วรู้สึกดี เสียดายที่ไม่มีขายแล้ว แต่ยังแอบมีเก็บไว้ 2 ห่อเป็นของสะสม

กาแฟกลิ่นเฮเซลนัทรุ่นนี้เป็นกาแฟแบบมีฟอง ซองใหญ่เหมือนรุ่นกลิ่นมะพร้าว ชงน้ำร้อนแล้วจะได้กลิ่นหอมมัน เป็นกลิ่นหอมมันแบบกลิ่นถั่วเฮเซลนัทหอมโชยมา คนให้เข้ากันแล้วชิมได้รสหวานนำตามมาด้วยรสกาแฟ และรสเข้มของกาแฟช่วงท้าย เวลาดื่มพร้อมได้กลิ่นหอมของถั่วเฮเซลนัทนั้นรู้สึกดีแต่เหมือนไม่ได้ดื่มกาแฟ เหมือนดื่มพวกช็อกโกแลตร้อนมากกว่า เพราะรสหลักของกาแฟเป็นรสหวานกลมกล่อมมีรสกาแฟที่ไม่เข้มมากนิดหน่อย จริงๆ ก็เพราะกลิ่นถั่วนั่นแหละทำให้รู้สึกแบบนั้น

รสนี้อาจจะเป็นรสใหม่สำหรับเนสกาแฟ แต่ใครเคยชิมหรือรู้จักกาแฟยี่ห้อ OldTown แล้วจะทราบดีว่ากาแฟยี่ห้อนี้จะมีกาแฟสำเร็จรูปรสนึงเป็นรสเฮเซลนัท ยี่ห้อนี้ทำมานานแล้ว ทั้งรสชาติและกลิ่นหอมของเฮเซลนัทนี่มาเต็มกว่านี้มาก ฉะนั้นถ้าเนสกาแฟเฮเซลนัทนี้หายไปจากตลาดก็ยังมีกาแฟอีกยี่ห้อที่มีรสนี้ให้ดื่มอยู่ไม่เป็นปัญหา

สรุปแล้วรสนี้ก็เป็นกาแฟสำเร็จรูปแบบมีฟองที่มีรสหวาน หรือจะบอกง่ายๆ ว่าเหมือนกับรสมะพร้าวนั่นแหละแค่เปลี่ยนกลิ่นเฉยๆ ส่วนตัวคิดว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย ห่อนึง 35 บาท มี 3 ซอง ตกซองละ 11 บาท ถือว่าแพงนะสำหรับกาแฟสำเร็นรูป 1 ซอง แต่ก็ไม่เสียดายที่ได้ลองชิม แค่ไม่ได้จะซื้อมาดื่มประจำเท่านั้นเอง

Blog: วันที่ 9 กันยายน 2560 ดูหนังเรื่อง IT มันโผล่จากนรก

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง IT มันโผล่จากนรก มา ดูที่ โคราช ซีนีเพล็กซ์ เดอะมอลล์โคราช ที่เดิมกับที่ได้ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A มานั่นแหละ ตอนแรกก็ระแวงอยู่ไม่กล้าไปดูที่นั่นแต่ก็ด้วยความอยากดูหนังมากเลยตัดสินใจไป เพียงแต่คราวนี้พยายามไม่เอามือไปจับอะไรแล้วเอามาจับหน้า และพกแอลกอฮอลล์ล้างมือไปด้วยเอามาถูมือบ่อยๆ ก็ช่วยให้สบายใจขึ้นมาบ้าง

มาคุยเรื่องหนังกันบ้างบอกตอนนี้เลยว่าเป็นหนังที่สนุก สำหรับตัวเองแล้วสนุกมาก ชอบเลยละ ตัวหนังมีเนื้อเรื่องที่เข้าใจง่ายไม่มีปมซับซ้อนเพราะมีการแก้ปมที่ผูกไว้ให้รู้ตลอดทั้งเรื่อง หนังดำเนินเรื่องโดยใช้เด็กกลุ่มหนึ่งที่เจอเหตุการณ์ประหลาดกับตัวตลกช่วงปิดเทอม เนื้อเรื่องหลักๆ ก็คือ ปีศาจ และ ความกลัว ซึ่งความกลัวของแต่ละคนก็แตกต่างกันทำให้เกิดเรื่องกับเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน แต่มีต้นเหตุจากสิ่งเดียวกัน หนังให้อารมณ์ตื่นเต้น ลุ้นตามเหตุการณ์ตลอดเวลา มีอารมณ์ขันแทรกเรื่อยๆ มีอารมณ์ซึ้ง ครบทุกรสเลยก็ว่าได้ เป็นหนังสยองขวัญนะเพียงแต่ไม่ได้เป็นแบบหนังผีเรื่องอื่นๆ เป็นหนังที่ให้อารมณ์แบบหนังช่วงสมัยปี 1990 – 2000 เพราะทั้งการดำเนินเรื่อง-เนื้อเรื่อง-บรรยากาศภายในภาพยนตร์-ดนตรีประกอบให้อารมณ์แบบหนังฮิตๆ ช่วงนั้นเลย ไม่รู้สิว่าทำไมคิดแบบนั้นเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ปิ๊งออกมาเมื่อดูไปตลอดเรื่อง ดูจบแล้วได้อารมณ์มีความสุข ไม่ค้างคา และยิ้มออกจากโรงหนัง สิ่งที่ทำให้คนดูลุ้นตามไปกับหนังก็น่าจะเป็นดนตรีประกอบที่เร้าอารมณ์แบบมีดนตรีอลังการทุกฉาก ไม่ค่อยมีแบบเงียบ แล้วดังตอนผีมาแบบนั้น เลยทำให้ลุ้นได้สนุกไม่ตกใจกับดนตรีและกับผีที่โผล่มา

หนังเรื่อง IT นี้เคยสร้างมาก่อนนานแล้วคิดว่าฉายทางทีวี เป็นหนังที่จะมีเรื่องราว 2 ส่วน เท่าที่อ่านมาจะเป็นการดำเนินเรื่องของผู้ใหญ่ที่คิดกลับไปถึงเหตุการณ์ตอนเป็นเด็กที่เจอมา และส่วนที่ 2 จะเป็นเรื่องปัจจุบันของเด็กที่โตแล้วมาเจอเหตุการณ์กับตัวตลกอีกตอนโต ประมาณนั้นเพราะยังไม่เคยดูเหมือนกัน เรื่องต้นฉบับที่เป็นหนังสือก็ไม่เคยอ่าน แต่หนังที่สร้างปัจจุบันนั้นก็ทำออกมาได้ดีนะไม่มีอะไรสงสัยถึงจะมีแค่เรื่องในตอนเด็ก แต่ก็มีลุ้นที่จะทำเรื่องที่เป็นช่วงที่โตกันแล้วด้วยเพราะท้ายภาพยนตร์มีขึ้นว่า “บทที่ 1” เหมือนจะมีบทต่อไปอีกด้วย

ลองชิม มีมิกซ์ น้ำวิตามินเข้มข้น 0 แคลอรรี่ [MeMix Vitamin Drink Mix]

มีมิกซ์ น้ำวิตามินเข้มข้น MeMix Vitamin Drink Mix น้ำหนัก 48 มล. ราคา 79 บาท

  • สีน้ำเงิน Active รส Mixed Fruits
  • สีฟ้า รส Berry Lemon
  • สีส้ม รส Orange
  • สีแดง รส Strawberry Melon

อยากลองมานานแล้วกับ MeMix เห็นโฆษณาจากหลายๆ ที่มานาน ช่วงที่คุมน้ำหนักเห็นแล้วอยากหาซื้อมาดื่มแทนน้ำหวานเลย แต่หาซื้อยากมาก มีตัวแทนขายในโคราช แต่ตัวแทนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ จนเลิกคุมน้ำหนักแล้วก็ยังหาซื้อไม่ได้ จนมาได้เห็นโพสจากเพจของ MeMix ว่ามีขายที่ Foodland แล้ว เมื่อวันเสาร์ไปเดิน Terminal 21 โคราช เลยไม่พลาดที่จะลงไป Foodland แล้วซื้อมาลองชิมทั้ง 4 รสที่มีขายเลย มาดูกันว่าแต่ละรสเป็นยังไง

ตัวมีมิกซ์ MeMix มีแพ็คเกจเป็นขวดบีบพลาสติกขนาดเล็ก มีฝาปิดที่ดูแข็งแรงดี ทุกสีที่ฉลากระบุว่ามีวิตามิน C, B6, B12 วิธีชงก็ชงตามฉลากข้างขวดที่บอกอัตราส่วน 1:100 ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นแบบไหน ปริมาณตามฉลากโภชนาการด้านหลังระบุว่าใช้ 2 มล. ต่อน้ำเปล่า 200 มล. ทำให้ 1 ขวดสามารถผสมน้ำได้ถึง 24  ครั้งเลย

ด้านหลังขวดมีระบุฉลากโภชนาการ และส่วนส่วนใครสงสัยอะไรก็ลองดูกันเอาได้เลย

  • สีน้ำเงิน Active รส Mixed Fruits น้ำข้างในจะเป็นสีเหลือง บีบออกมาตกใจเล็กน้อย เพราะมันสีสดใสมาก สีนี้มีกลิ่นเหมือนสปอนเซอร์ เป็นกลิ่นแบบพวกพัชน์ผลไม้ ส่วนรสชาติก็เหมือนสปอนด์เซอร์เลย หวาน ๆ เปรี้ยวๆ เป็นรสคุ้นเคยกันดี
  • สีฟ้า รส Berry Lemon มีกลิ่นหอมเปรี้ยวๆ เหมือนมะนาวดอง รสชาติก็มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นรสเปรี้ยวแปลกๆ เหมือนมะนาวดองจริงๆนะ มันเป็นรสแบบพวกเปลือกส้มแห้งเปรี้ยวๆ แบบนั้น แล้วจะตามด้วยรสหวาน เป็นรสชาติที่แปลกดี
  • สีส้ม รส Orange มีกลิ่นแบบน้ำส้มสังเคราะห์ รสชาติก็เป็นรสส้มแหละ หวานอร่อย แบบน้ำส้มผงละลายน้ำ
  • สีแดง รส Strawberry Melon รสนี้มีกลิ่นสตรอเบอร์รี่ที่คุ้นเคย เป็นกลิ่นแบบปีโป้ รสที่ได้เป็นรสหวานที่แตกต่างไปจากรสอื่นๆ เป็นรสเหมือนกินปีโป้ แต่ก็อมเปรี้ยวเล็กๆ อร่อยดี

ทั้งหมดที่ลองชิมไปจะชงด้วยน้ำโซดาทั้งหมด และก็ไม่ได้ชงตามปริมาณที่ระบุบนฉลากนะ ใช้กะปริมาณเอา เลยจะได้รสชาติที่ค่อนข้างเข็มข้นมากหน่อย ทำให้รู้ว่าแต่ละรสชาตินั้นค่อนข้างหวานโดดนำมา เป็นรสหวานแบบพวกน้ำตาลเทียมนะ และแน่นอนว่าจะทิ้งความหวานแปลกๆ ไว้ในปากหลังจากดื่มแล้วเหมือนพวกน้ำตาลเทียมทั่วไปเลย ส่วนตัวก็กินน้ำตาลเทียมเป็นประจำอยู่แล้วเลยไม่เป็นปัญหาอะไร พูดถึงเรื่องความหวานคิดว่าถ้าชงในน้ำที่ปริมาณเยอะกว่านี้ แล้วเป็นน้ำธรรมดาคงจะได้รสที่หวานกำลังดี ดื่มเย็นๆ สดชื่น ส่วนปริมาณที่ใช้ก็คงต้องเอาไปลองชงตามแต่คนชอบดีกว่า ชอบหวานมากหรือหวานน้อยก็บีบกันเอาเอง และคิดว่าแทนน้ำหวานทั่วไปสำหรับคนคุมน้ำหนักได้ดีเลยละ ยกเว้นจะอยากกินน้ำหวานจริงๆ เองอันนี้ก็แทนไม่ได้นะ

ร้าน ฮาบิ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง ตรงข้าม ม.วงษ์ชวลิตกุล โคราช

วันนี้จะมาแนะนำร้านอาหารปิ่งย่างที่ได้มีโอกาสไปลองทานมาเมื่อวานนี้ ร้านนี้ก็คือร้าน ฮาบิ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง ตรงตัวเลยเป็นร้านอาหารปิ้งย่าง ร้านนี้มีจุดเด่นที่เป็นร้านแบบบุฟเฟต์ ตักได้ไม่อั้น ที่จะมีอาหารทะเลจัดไว้ให้เป็นภูเขา อาหารทะเลที่ว่านี้ก็คือ ปู กุ้ง หอย ปลาหมึก แบบจัดเต็มได้เลย นอกจากอาหารที่เอามาปิ้งย่างแล้ว ยังมีอาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน อาหารที่ต้องสั่งให้ปรุง มีให้เลือกหลายเมนูทั้งของคาวและของหวาน

ลักษณะของร้าน ฮาบิ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง เป็นแบบร้านที่ตักอาหารที่ต้องการเอง โดยที่จะมีเคาน์เตอร์บาร์ให้เลือกตักอาหารแต่ละชนิดเป็นซุ้มอยู่ตรงกลางร้าน เริ่มแรกเข้าไปในร้านจะมีพนักงานมารับและพาไปที่โต๊ะ ซึ่งร้านนี้จะมีทั้งแบบนั่งกลางแจ้ง และในร่มที่มีหลังคาขนาดใหญ่ยาวเหยียด ดังนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องฝนตกเวลาทานอาหาร

ราคาต่อคนคือ คนละ 199 บาท ไม่รวมเครื่องดื่ม

ที่ตั้งของร้านจะอยู่บริเวณตรงกันข้ามกับมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลเลย ในร้านจะมีที่จอดรถให้ด้วยเยอะพอสมควร แต่แนะนำให้ไปตั้งแต่ช่วงเย็นเพราะคนมาทานเยอะมาก มากจริงๆ เดี๋ยวจะไม่มีที่จอดรถ

บนโต๊ะนึงจะสามารถใช้เตาได้ 2 แบบ เตาแบบเนื้อย่างปกติ และเตาแบบตะแกรงปิ้ง เรียกว่าสามารถกินทั้ง 2 แบบได้พร้อมกันได้เลย ส่วนตัวแล้วชอบมาก

ส่วนตัวไปกินแล้วอิ่มมากแต่เมื่อดูกับโต๊ะอื่นๆ ที่ส่วนมากมากันแบบเป็นหมู่คณะแล้วเรากินน้อยไปเลย มีไอศกรีมปิดท้ายมื้อด้วย ต้องต่อแถวยาวมากกว่าจะได้ตักไอศกรีมเลย

สรุปแล้วเป็นร้านอาหารที่ครบครัน ครบทุกความต้องการของทุกคน ไม่ว่าใครอยากกินแบบไหนก็สามารถมากินร่วมกันที่ร้านนี้ได้ทั้งหมด แถมยังมีอาหารทะเลที่มีให้เลือกหลายชนิดแบบตักได้ไม่อั้น เมื่อดูเทียบกับราคาต่อคนแล้วก็ถือว่าไม่แพงเลย แนะนำให้ไปลองทานกันดูครับ

Blog: วันที่ 2 กันยายน 2560 เลี้ยงอาหารเย็นคนว่างงาน

วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปทานข้าวเย็นนอกบ้าน เพราะวันนี้เพื่อนคนนึงไม่ได้ทำงานพิิเศษตอนเย็นแล้ว เพราะเพิ่งออกจากงานพิเศษเมื่อวานนนี้ วันนี้เลยไปเลี้ยงปลอบใจสักหน่อย คิดอยู่นานว่าจะไปกินที่ไหนดี เลือกที่ ฮาบิ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์ที่มีอาหารให้เลือกเยอะใช้ได้เลย วันนี้เลยได้กินของที่อยากกินเกือบทุกอย่างอิ่มมาก ส่วนเพื่อนคนที่ว่างงานก็กินเยอะจนพอใจเหมือนกัน กลับออกมาจากร้านตัวเต็มไปด้วยกลิ่นควันเหม็นไปหมด กลิ่นควันเป็นกลิ่นของอาหารไหม้ๆ กลิ่นหวานเลี่ยนๆ บอกไม่ถูก ไม่ชอบกลิ่นแบบนี้เลยแต่ก็โอเคนะ

ปูตัวนี้ (ปูในภาพด้านบน) เป็นตัวตัวแรกที่กินในรอบ 5 ปีเลย นึกถึงปูตัวสุดท้ายที่กินไม่ออกเลยว่าเมื่อไหร่ เห็นกินปู กินกู้งย่าง อาหารทะเลแบบนี้มันดูน่ากิน น่าอร่อยก็จริง แต่พอกินจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้สนุก ไม่ได้อร่อยอย่างที่คิดเลยนะ มันลำบากตอนแกะเปลือกนี่แหละ เสียเวลาไปมาก พอเริ่มแกะปูก็ถามกับตัวเองว่า “จะแกะอย่างไร?” แกะไม่เป็นซะแล้ว นึกไม่ออกก็หักครึ่ง แล้วก็มีคำถามกับตัวเองอีกครั้ง “ปูนี่มันกินส่วนไหนได้บ้างนะ?” “แล้วมันกินได้หมดไหมเนี่ย?” สุดท้ายก็แกะกินส่วนที่เป็นเนื้อนิ่มๆ ที่ดึงออกมาได้เท่านั้น 555 เห็นในรูปแล้วอยากมากินปู แต่พอได้กินแล้วกลับกินไม่เป็นซะนี่ขำตัวเอง

ร้านฮาบิ บุฟเฟต์ปิ้งย่างนี้เดี๋ยวจะมีเขียนเล่าแนะนำร้านอาหารไว้อีกโพสนึงแล้วกัน เพราะเป็นร้านที่ดูแล้วโอเคใช้ได้เลยทีเดียว

ลองชิม โอรีโอ ทินส์ [Oreo Thins Tiramisu, Vanilla Delight]

โอรีโอ ทินส์ [Oreo Thins Tiramisu, Vanilla Delight] น้ำหนัก 95 กรัม ราคา 35 บาท

โอรีโอรุ่นใหม่ รุ่นบาง รุ่นบางนี้ในเซเว่นมีขาย 2 รสชาติ รสวนิลา ดีไลท์ Vanilla Delight และ รสทีรามิสุ Tiramisu มันบางกว่าแบบปกติยังไง บางแล้วมันดีกว่าแบบเดิมไหม แล้วทำไมต้องทำรสชาติใหม่ รสใหม่อร่อยไหม เราจะมาลองแกะห่อดูกันเลย

แพ็คเกจของ โอรีโอ ทินส์ ทำมาเป็นแบบกล่อง บรรจุห่อเล็กข้างใน 2 ห่อ ในห่อเล็กๆ จะมีคุ๊กกี้ 8 ชิ้น

คุ๊กกี้มีขนาดใหญ่กว่าแบบปกตินิดหน่อย แต่มีความหนาของคุ๊กกี้ที่น้อยลงมาก เรียกว่าบางไปหมดทุกอย่างทั้งตัวคุ๊กกี้ ทั้งลายพิมพ์บนคุ๊กกี้ ก็บางไปหมด เทียบขนาดกับแบบปกติแล้วดูบางจริงๆ เพราะบางขึ้นเลยทำให้เวลากัดคุ๊กกี้แล้วรู้สึกกว่าคุ๊กกี้กรอบขึ้นเหมือนที่โฆษณาด้วยละ

  • รสแรก รสวนิลา ดีไลท์ Vanilla Delight แกะห่อได้กลิ่นหอมของวนิลา แต่กลิ่นไม่แรงเท่าไหร่ ครีมด้านในมีสีเหลืองอ่อนๆ รสครีมเป็นรสวนิลาแบบครีมขนมเค้ก กินพร้อมคุ๊กกี้แล้วเข้ากันกับรสของคุ๊กกี้ไม่หวานเกินไปเหมือนรสธรรมดา
  • รสที่สอง รสทีรามิสุ Tiramisu รสนี้มีกลิ่นหอมมากตั้งแต่แกะห่อ เป็นกลิ่นประมาณกลิ่นกาแฟและช็อกโกแลต หอมมันๆ จะว่าไปก็ไม่เคยกินทีรามิสุอะไรนี่เลยเลยไม่รู้ว่ากลิ่นหรือรสมันเหมือนขนมทีรามิสุจริงๆ ไหมนะ แต่รสครีมที่ได้เป็นรสหวานแบบช็อกโกแลตประมาณนั้น กินพร้อมคุ๊กกี้แล้วอร่อยดี เข้ากัน

สรุปแล้วเป็นโอรีโอรูปแบบใหม่ พร้อมรสชาติแปลกใหม่ที่โอรีโอชอบทำอยู่แล้ว และให้คนซื้อแก้เบื่อได้ดี แต่ส่วนตัวแล้วยังคงชอบรสธรรมดาดั้งเดิมมากกว่าอยู่ดี

ลองชิม 7Fresh ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น [Japanese Cheese Cake]

7Fresh ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น Japanese Cheese Cake น้ำหนัก 75 กรัม ราคา 30 บาท

เค้กพร้อมทานแบบใหม่ที่มีขายในเซเว่นมาสักพักแล้ว เป็นชีสเค้ก ที่แพ็คเกจก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น มันเป็นแบบไหนนะ มันจะต่างกับชีสเค้กตามร้านกาแฟยังไง ต้องเอามาลองชิมดู แพ็คเกจเค้กเป็นกล่องพลาสติกใสทรงกลม มีถาดพลาสติกสีทองดูดีมีราคา ตัวเค้กอยู่ในกล่องอย่างสวยงามเลยทีเดียว

จับแค่กล่องยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอแกะออกมาจับที่ตัวเค้กเท่านั้นแหละถึงได้รู้ว่าตัวเค้กนั้นมีน้ำหนักใช้ได้เลย จับแล้วเนื้อแน่นไม่เละ ดูภาพนอกเนื้อเค้กดูฉ่ำเหมือนเค้กเนยอะไรแบบนั้นเลย

ภายนอกลองดมกลิ่นดูได้กลิ่่นเค้กหอมมัน น่ากินมาก เป็นกลิ่นมันๆ เหมือนเค้กเนยที่เข้มข้นหน่อยบอกไม่ถูก บิเค้กออกมาก็จะเห็นเนื้อเค้กที่ไม่ร่วนเท่าไหร่แต่ดูฉ่ำดี ชิมแล้วรสแรกที่รู้สึกจะเป็นรสหวานมัน มีรสชีสเล็กๆ พอให้สังเกตได้ เนื้อเค้กเนียนฉ่ำมาก เวลาเคี้ยวไปบนเนื้อเค้กฉ่ำเนียนร้อมกับรสหวานมันของชีสเค้กแล้วรู้สึกดี ใครนึกไม่ออกว่าตัวเค้กรวมๆ เป็นแบบไหนให้นึกถึงเค้กเนยสดฉ่ำๆ แบบนั้นเลย อร่อยดี

สรุปแล้วเป็นเค้กที่อร่อยเลยทีเดียว เสียอย่างเดียวที่ขนาดเล็ก และราคาค่อนข้างแพงอยู่

Blog: วันที่ 28 สิงหาคม 2560 กำหนดเปิดจอง Samsung Galaxy Note8 ในไทย

 

ว่าจะไม่เขียนถึงแล้ว Samsung Galaxy Note8 ไม่อยากเพิ่มความอยากได้ให้ตัวเองไปมากกว่านี้ แต่ก็ขอเขียนถึงสักหน่อยเพราะเพิ่งเห็นราคาวางขายในไทยแล้วอยู่ที่ 33,900 บาท (ที่มา: iaumreview) ราคามันจะสูงไปไหน เปิดจองวันที่ 1 – 17 กันยายน 2560 นี้ และมีของแถมเมื่อจองแต่ละสถานที่อีก ถ้าจองผ่านทาง S-estore ก็จะได้แบตเตอร์รี่แพ็คเพิ่มไปอีก 1 ชิ้น (Samsung Battery Pack 5100mAh มูลค่า 1,590 บาท) นอกจากของแถมที่ได้จากประกาศแล้ว ยังมีลงทะเบียนสิทธิ์จากเครื่อง Galaxy Note รุ่น 1-5 แล้วจะได้ปากกา S Pen รุ่นพิเศษ (Staedtler® Noris® Digital Samsung Pencil มูลค่า 1,290 บาท) เพิ่มอีก 5,000 สิทธิ์

มองดูของแถมที่จะได้ถ้าสั่งจองเครื่อง Note8 แล้ว ดูคุ้มค่านะ แต่ก็ไม่เห็นเห็นสิ่งที่ตัวเองจะเอาไปใช้ประโยชน์จริงๆ ได้เลย ลำโพงก็คงไม่ได้ใช้ เคสปกติก็ไม่ใส่ ปากกา S Pen ขนาดใหญ่มีแล้วก็ยังไม่ได้ใช้เต็มที่เลย และยังไม่คิดถึงถ้าผ่านไปสักพัก Samsung จะทำการอัดโปรรุนแรงลดราคาสนั่นอย่างที่เคยเกิดกับ Galaxy S8, S8+ มาแล้วแน่นอน ตอนนี้คงยังไม่จอง รอดูโปรสิ้นปี และรอเผื่อดูแนวทางของ Galaxy S9 ก่อนดีกว่า จะได้เจ็บน้อยหน่อย…. คิดถึงปุ่ม Home พร้อมสแกนนิ้วจัง ಥ_ಥ

Blog: วันที่ 22 สิงหาคม 2560 ไข้หวัดใหญ่ + หัวต่อ Samsung Micro USB Connector

สวัสดีบล็อก! วันนี้เป็นวันแรกที่ได้กลับมาทำงานหลังจากอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ป่วยหนัก ตรวจแล้วพบว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ A” ซึ่งต้องอยู่นอนที่โรงพยาบาลเลยทีเดียว แต่ด้วยห้องแยกโรคสำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อเต็ม หมอเลยให้ไปพักอยู่ที่บ้านแทน ไข้หวัดใหญ่นี้มีอาการที่ทรมานมาก ไข้สูง หนาวสั่น ร้อน สลับไปมา ยังมีอาการพวกปวดหัวรุนแรงจนนอนไม่ได้ อาเจียน ไม่มีแรง แขนขาชา โดนกับตัวเองมาแล้ว สงสัยว่าไปติดหวัดมาตอนไหนเพราะตัวเองไม่ได้ป่วยมาเกือบ 5 – 6 ปี แล้ว ก็คิดได้อย่างเดียวคือวันเสาร์ก่อนที่ไปดูหนัง แอนนาเบล ที่เดอะมอลล์ เพราะคืนนั้นรู้สึกเจ็บคอขึ้นมา วันต่อมาก็เริ่มมีไข้ คงพลาดไปรับเชื้อมาตอนนั้นละ ฉะนั้นใครที่ไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยก็ระวังตัวกันไว้ด้วย พกเจลแอลกอฮอล์ขวดเล็กๆ ไว้ล้างมือก็ดี ช่วงนี้ไข้หวัดระบาดมากจริงๆ

วันนี้มีกล่องพัสดุวางรออยู่ที่โต๊ะทำงาน ของในกล่องก็คือหัวต่อ Micro USB Connector ของ Samsung แท้ๆ นั่นเอง ตัดสินใจสั่งซื้อเฉพาะหัวต่อนี้มาให้ครบชุดกับมือถือ Note FE ที่โดนเปลี่ยนของออกไปจากกล่องในบล็อกก่อน (อ่านบล็อกก่อนหน้า) ไม่งั้นจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ที่ไม่รอบคอบสำหรับการซื้อโทรศัพท์ในครั้งนี้ เปิดกล่องออกมาเจอหัวต่อสีขาวที่ต้องการ นี่ไงละของแท้! มันต้องเป็นแบบนี้สิ คิดแล้วก็อดโมโหร้านมือถือร้านนั้นไม่ได้ แต่ช่างมันซื้อมาใหม่ให้ครบชุดแล้วก็สบายใจ…

แกะกล่อง Samsung GALAXY Note Fan Edition

เครื่อง GALAXY Note Fan Edition ที่ได้มานี้เป็นเครื่องจากเครือข่าย KT จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นเครื่องแบบ 1 ซิม แพ็คเกตของ Samsung GALAXY Note Fan Edition ยังคงเป็นกล่องสีดำตัวหนังสีสีน้ำเงินเหมือนกับรุ่น  GALAXY S7 Edge โดยมีกล่องสวมชั้นนอกที่ด้านหน้ากล่องมีรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมกับชื่อรุ่น Fan Edition ชัดเจน ด้านในเป็นกล่องที่เปิดออกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ภายในกล่อง

Samsung Galaxy Note Fan Edition วางขายในเกาหลีเมื่อวันที่ 7/7/2017 อ้างอิง Samsung KR

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง
  • เคส Clear View Cover สีเดียวกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบขากลม
  • สายเคเบิลแบบ USB C
  • ตัว USB OTG สำหรับเสียบอุปกรณ์ USB
  • หัวแปลง Micro USB to USB C
  • หัวปากกา S Pen 5 หัว พร้อม แหนบ
  • หูฟังรุ่่นเดิมในกล่องพลาสติกสีดำใส

 

สีของตัวเครื่องที่เลือกมาคือ สีฟ้า (Blue Coral) มีขอบอลูมิเนียมตัวเครื่องเป็น สีทองชมพู (Rose Gold) ด้านหน้าไม่มีโลโก้ Samsung แล้ว มองดูด้านล้างหน้าจอก็จะเห็นปุ่ม Home พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ แบบดั้งเดิม สะดวกใช้งานมาก

ด้านหลังจะมีเลนส์กล้อง เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โลโก้ Samsung พร้อมกับชื่อรุ่นอยู่ด้านล่าง

ด้านข้างซ็ายจะมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวามีแค่ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ด้านบนเป็นช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดหน่วยความจำแบบ Micro SD Card  ด้านล่างจะช่องเชื่อมต่อแบบ USB C ช่องลำโพง และ ปากกา S Pen

 

ปากกา S Pen ของ Note FE นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง หัวปากกาจะเป็นแบบหัวแหลมเล็กกว่า Note 5  ตรงที่กดปลายปลากกาจะเป็นอลูมิเนียมสีเดียวกับขอบตัวเครื่องกลมกลืนกันดี

ดูจากภายนอกแล้วมันก็คือ Note 7 นั่นแหละ เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุน้อยกว่าเดิม จาก 3,500mAh เป็น 3,200mAh นั่นเอง

สิ่งที่ชอบ

  • ชอบสีฟ้าของตัวเครื่องมากๆ ด้านหน้าของเครื่องเป็นสีเหมือนด้านหลัง ไม่ชอบ S8+ ตรงที่กระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหตุผลที่เค้าบอกมาก็เพราะจะซ่อนช่องเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่มีเยอะมาก พอเลือกตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีดำกลับทำให้ทุกอย่างดำไปหมดเลยดูไม่สวย ส่วน Note FE ก็มีเซ็นเซอร์เยอะเหมือนกับ S8+ นะ ที่เห็นมีแค่ 3 ช่องด้านบนนั้น เซ็นเซอร์ตัวอื่นๆ อยู่ใต้ฟิล์มสีฟ้านั่นเอง ถามว่ามีปัญหากับพวกเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีฟ้าไหม? ไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ เรียกว่าออกแบบได้ฉลาดมากซ่อนเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีทำให้ด้านหน้าเครื่องดูไม่รกแต่ไม่รู้ทำไมไม่ทำกับ S8+ แบบนี้บ้าง
  • ชอบปุ่ม Home และ สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าที่เดิมคุ้นเคย
  • มีปากกา S Pen
  • ชอบสแกนม่านตาเร็วมากไม่ตั้งใจมองก็สแกนได้ ข้อนี้อยากบอกว่าสแกนม่านตามันเร็วกว่าของ S8+ ที่ใช้อีกนะ กดปุ๊ปมองจอก็ปลดล็อกปั๊ป ของ S8+ มันสแกนได้บ้างไม่ได้บ้างต้องเอามือไปจิ้มสแกนนิ้วข้างหลังแทนน่าหงุดหงิด ข้อนี้เป็นความรู้สึกตัวตัวนะครับ

ข้อสังเกต

  • กล้องถ่ายรูป ปิดเสียงชัตเตอร์ไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดไม่ใช้เสียงแล้ว ซึ่งเสียงชัตเตอร์นี่ดังมากกก ปรับระดับเสียงให้เบาลงไม่ได้ด้วย / แก้ปัญหาโดยใช้ App ถ่ายรูปตัวอื่นโหลดใน Play Store
  • ใช้ Samsung Pay ในไทยไม่ได้ ต้องใส่ซิมเกาหลีเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
  • หาฟิล์มกันรอยดีๆ ในไทยไม่ได้ / ตอนนี้ยังหาฟิล์มที่คลุมขอบโค้งแบบที่ไม่ใช่ TPU และขายในไทยไม่ได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศ

หลังจากรอคอยมานานเรียกว่าถูกใจมาก รูปร่าง สีสันตัวเครื่อง ที่สำคัญคือ S Pen นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ได้เอามาใช้แทน S8+ เครื่องเดิมแล้ว การใช้งานหลังจากนี้มีปัญหาอะไรจะเขียนเล่าไว้ในบล็อกต่อๆ ไปครับ

 

แกะกล่อง รองเท้า บาจา Bata รุ่น Star Wars

รองเท้า บาจา รุ่น Star Wars [Bata Star Wars exclusive collection] ราคา 499 บาท

รองเท้ารุ่นนี้วางขายในเว็บ Lazada เท่านั้น (เค้าว่ามา) โดยมีจำหน่ายเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าเดี๋ยวก็หมด เดี๋ยวก็มาขายใหม่ ไม่เหมือนว่าจะเป็นรุ่นลิมิเต็ตอะไรนะ  แต่เป็นรุ่นที่เรียกว่า “Bata Star Wars exclusive collection” ตัวเองก็ไม่ได้เป็นแฟนหนัง Star Wars แต่อย่างใด อยากได้รองเท้าใส่สบายสักคู่นึงเฉยๆ ราคาป้ายอยู่ที่ 999 บาท แต่สามารถซื้อได้ 499 บาท ตามช่วงโปรโมชั่นที่มีมาบ่อยมาก เข้าไปดูในเว็บเห็นว่ามีขนาดเท้าของเราเลยกดซื้อไป เลื่อนลงมาเห็นส่วนของรีวิวก็เห็นว่ามีรีวิวย้อนกลับไปเกือบๆ ห้าเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็บอกว่าสวยสมราคาดี ขนาดใหญ่ไปบ้าง อะไรบ้างเดี๋ยวต้องมาดูกัน

แกะกล่องออกมารองเท้าแพ็คอยู่ในกล่องอย่างดี  มีกระดาษยัดข้างในและแกนพลาสติกใส่ไว้ทำให้รองเท้าไม่เสียรูปทรงเวลาอยู่ในกล่อง ตัวรองเท้าทำจากผ้าสีดำ เนื้อผ้าดูทนทาน ด้านในรองเท้ามีลายกราฟฟิก แต่ไม่รู้ว่าเป็นลายอะไรเหมืือนกัน พื้นรองเท้ามีตราโลโก้ Star Wars ตัวหนาเห็นได้ชัดเจน พื้นรองเท้าน่าจะทำจากยางหนา และแน่นดีมาก ต้องดูตอนใส่จริงว่าจะใส่สบายหรือไม่  ตัวรองเท้าจะมีหัวของ Darth Vader ตัวร้ายในหนัง สีเงินติดอยู่ข้างๆ ด้วย พื้นรองเท้าเป็นยางสีขาวมีลายกราฟฟิกสวยดี

ลองใส่แล้วตอนไปดูหนังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รองเท้าใส่แล้วรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าปกติ 1 เบอร์ ปกติจะใส่เบอร์ 43 สั่งมาเบอร์ 43 แต่มันหลวมหน่อยๆ ไม่กระชับ เหมือนที่มีคนมารีวิวเอาไว้ในเว็บจริงๆ ด้วย แต่ก็โอเคใส่แล้วสบายไม่คับดี ช่วงหัวรองเท้าตื้นกว่ารองเท้าแบบ slip on ทั่วไปตอนแรกกลัวว่าจะใส่เดินแล้วรองเท้าจะหลุดง่ายแต่พอใช้จริงแล้วโอเคเลย มาถึงเรื่องของพื้นรองเท้าด้านในที่เป็นยางแน่นๆ นั้น เรียกว่าแน่นจริงๆ แต่ก็ไม่แข็งถึงกับใส่ไม่สบายนะ แต่ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ใส่แล้วนุ่มสบายสักเท่าไหร่ พื้นรองเท้าด้านนอกเป็นยางใส่เดินบนพื้นกระเบื้องแล้วไม่ลื่น สรุปแล้วเป็นรองเท้าที่คุณภาพดีสมราคา เอาไว้ใส่ในวันสบายๆ ได้ดีคู่หนึ่งเลย แต่ถ้าจะใส่เอาไว้เดินมากๆ ก็อาจจะเมื่อยเท้านิดหน่อยนะ