แกะกล่อง Casio G-STEEL นาฬิกา G-SHOCK สายเหล็ก

จริงๆ ว่าจะเขียนลงบล็อกตั้งแต่วันที่ได้มาแล้วละ แต่ก็ลืมไปเลยเอามาเล่าย้อนหลังให้อ่านกัน ไปได้นาฬิกา G-SHOCK ตัวนี้มาเพราะโปรลดราคา 50% ที่จัดที่ร้านมีจงมี ที่ The Mall Korat เพราะถ้าไม่เห็นคำว่า 50% นี้ก็คงไม่ไปดูและซื้อมาหรอก แต่รุ่นนี้ที่ร้านจะอยู่ในโซนลดราคาที่ 40% ก็ยังลดเยอะอยู่ดีนะ รุ่นนี้เป็นรุ่น G-STEEL รุ่นสายโลหะของ G-SHOCK ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นที่เท่าไหร่แต่ที่มีสายโลหะแบบนี้เห็นแค่รุ่นนี้รุ่นเดียว รุ่นเพื่อนๆ ของมันจะมีสายผ้า สายเรซิ่น แต่หน้าปัดเป็นโลหะแบบนี้ก็มี รุ่นนี้เป็นสายโลหะ ชื่อรุ่น GST-S110D-1ADR ราคาเต็มอยู่ที่ 13,500.- บาท แต่ก็อย่างที่บอกไปมันลดราคา 40% ได้มาที่ 8,100.- บาท ถือว่าไม่เลวเลยราคานี้ โปรดลดราคามีถึงสิ้นเดือน มิถุนายน 61 นี้ แต่ถ้าพลาดโปรนี้ไปก็รอหน่อยเพราะ ร้านมีจงมี มีโปรลดราคาค่อนข้างบ่อย แต่ลด 40-50% นี้ไม่บ่อยนะ

 

นาฬิกามาในกล่องเหล็กหกเหลี่ยมเหมือนเดิม เพียงแต่กล่องจะเป็นสีเทา ในกล่องมีเล่มคู่มือ แผ่นพับเล็กๆเรื่องการใช้งาน ใบรับประกัน และสายนาฬิกาส่วนที่เอาออกตอนวัดขนาดข้อมือ ความรู้สึกที่จับครั้งแรกคือ มันหนักเหมือนกันนะ ด้วยความที่ใส่แต่พวกสายเรซิ่นมาตลอดมันรู้สึกแปลกที่มีอะไรหนักๆ ที่ข้อมือ หน้าปัดเป็นแบบเข็มปรับได้อิสระ มีหน้าจอดิจิตอลแสดงสถานะที่เปลี่ยนไปแสดงนาฬิกาดิจิตอล หรือแสดงวันที่ได้ มีไฟ LED ด้านล่าง และยังใช้ระบบพลังงานแสดงอาทิตย์อีกด้วย พอลองใส่แล้วขนาดมันใหญ่พอๆ กับตัวยักษ์ดำตัวเก่า แต่น้ำหนักจะมากกว่าเยอะหน่อย ใส่แล้วมันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะ

 

Advertisements

Blog: วันที่ 24 มิถุนายน 2561 เล่าเรื่องซื้อน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบ [Paul Smith ROSE, Pure DKNY A Drop of Rose]

สวัสดีบล็อก หายไปนานไม่ได้เขียนอะไรลงบล็อกอีกแล้ว ที่หายไปช่วงนี้ก็ไปวุ่นวายกับเรื่องน้ำหอม มันเป็นช่วงฟุ้งซ่านของปีที่จะต้องหาเรื่องซื้อของรึว่าหาของสักอย่างนึง มันเริ่มมาจากที่ไปซื้อน้ำหอมขนาดทดลองมาสองสามกลิ่นนี่แหละดมไปดมมามันทำให้ความคิดของสี่ห้าปีที่แล้วกลับเข้ามาในหัว ความคิดนั้นคือการหาน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบดีๆ สักขวด เพราะบล็อกชอบกลิ่นของดอกกุหลาบสดมันหอมสดชื่นดี ได้กลิ่นแล้วทำให้รู้สึกสงบผ่อนคลาย แต่ช่วงนั้นหาไม่ได้เลยล้มเลิกไป จนไปเจอมา 2 กลิ่นนี่แหละที่พอเข้าเค้าหน่อย เรื่องน้ำหอมนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีความรู้เท่าไหร่แต่ก็อยากจะเล่าประสบการณ์การหาน้ำหอมให้อ่านกันเล่นๆ นะ

 

ว่าด้วยเรื่องน้ำหอมมันเป็นเรื่องที่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อนก็ได้ มันแตกต่างกันไปในแต่ละคน บล็อกเองก็ไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำหอมแต่อย่างใด เป็นแค่เพียงคนชอบน้ำหอมเท่านั้น ดมมาหลายกลิ่น หลายยี่ห้อก็ไม่สามารถแยกกลิ่นที่อยู่ในน้ำหอมได้เลย เพียงแต่วันนี้มาตามหาน้ำหอมกลิ่นกุหลาบในอุดมคติ กลิ่นนั้นคือกลิ่นกุหลาบสดที่มีความหอมแบบอมเปรี้ยวเหมือนเวลาที่ดมดอกกุหลาบแล้วจะได้กลิ่นแบบนั้น ซึ่งได้หามาลองหลายยี่ห้อแล้วก็ยังไม่เจอกลิ่นที่คิดไว้ เวลาผ่านไปก็ลืมๆ เรื่องน้ำหอมไปบ้าง จนปล่อยผ่านไปตามกาลเวลา จนเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสหาซื้อน้ำหอมเลยได้ลองหาน้ำหอมกลิ่นดูอีกครั้ง ได้ค้นๆ ดูในเน็ตจนได้มา 2 กลิ่น 2 ยี่ห้อ เป็นรุ่นที่เค้าบอกมาว่าหอมเหมือนกุหลาบจริงด้วยนะ เค้าว่างั้น

กลิ่นแรกได้มาเป็นของกลิ่น ROSE ฉีดมาครั้งแรกได้กลิ่นหอมหวานๆ ถ้าไม่บอกว่าเป็นกลิ่นกุหลาบจากชื่อของกลิ่นนั้นก็อาจจะไม่คิดว่าเป็นกลิ่นกุหลาบก็ได้ มันเป็นเป็นกลิ่นหอมนุ่ม ละมุน เมื่อดมแล้วคิดถึงกลิ่นไปมันก็เป็นกลิ่นกุหลาบนั่นแหละเป็นกลิ่นกุหลาบแบบนุ่มๆ พร้อมกับกลิ่นที่คิดว่าเป็นกลิ่นชาเขียว เป็นสิ่งที่ได้กลิ่นมาคู่กัน เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกดีผ่อนคลายถ้าฉีดไม่เยอะเกินไป กลิ่นออกไปทางสดชื่น ไม่ฉุนไม่หืนแต่อย่างใด แต่กลิ่นรู้สึกว่าไม่ค่อยกระจายตัวเท่าไหร่ คนอื่นจะได้กลิ่นเมื่อเดินเข้ามาใกล้ๆ กลิ่นอยู่ได้ประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง รู้สึกได้ว่าฉีดตอนประมาณ 7 โมงเช้าก่อนไปทำงาน กลิ่นจะเริ่มจางลงจนไม่ค่อยได้กลิ่นอะไรในช่วงประมาณเที่ยง ยิ่งถ้าเหงือออกเยอะตัวร้อนบ่อยกลิ่นก็จางเร็ว สรุปกลิ่นนี้ก็ยังคงเป็นกลิ่นกุหลาบที่ยังไม่ตรงความต้องการอยู่ดี อาจจะเรียกว่าเป็นน้ำหอมกลิ่นหอมหวานด้วยซ้ำไม่เชิงเป็นกลิ่นกุหลาบจริงสักเท่าไหร่

กลิ่นที่สองเป็นของ Pure DKNY A Drop of Rose กลิ่นนี้ได้มาแบบเป็นน้ำหอมขนาดทดลองหลอดสเปรย์เล็กๆ เพราะหาขวดใหญ่ไม่ได้ ได้ลองกลิ่นครั้งแรกแล้วเหมือนจะใช่เลยนะเนี่ย หอมกุหลาบมาก ไม่หอมหวานละมุนเหมือนของ Paul Smith นะ หอมสดชื่นแบบกุหลาบสดแนวนี้ กลิ่นอมหวานอมเปรี้ยวรู้สึกสดชื่นบอกไม่ถูก กลิ่นให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนที่มีดอกกุหลาบกำลังบานอยู่แล้วลมพัดกลิ่นกุหลาบมาแบบนั้น กลิ่นหอมเบาๆ ไม่ฉุน กลิ่นกระจายตัวดีมาก ฉีด 2 ครั้ง กลิ่นก็ตีขึ้นมาให้ได้กลิ่นตลอดเวลา รู้สึกว่ากลิ่นจะไม่เปลี่ยนเลยด้วยนะเป็นกลิ่นกุหลาบแบบครั้งแรกที่ฉีดยาวเลย กลิ่นอยู่ได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงเหมือนกับตัวแรกเพียงแต่ชั่วโมงหลังกลิ่นไม่ค่อยกระจายแล้วแต่ลองดมตรงที่ฉีดยังได้กลิ่นอยู่

ด้วยกลิ่นที่สองนี้เป็นกลิ่นที่ค่อนข้างถูกใจจึงหาซื้อดูในเน็ต อยากบอกว่าเป็นน้ำหอมรุ่นเก่าที่หายากและค่อนข้างทำให้หงุดหงิดในการหาซื้อพอสมควร เพราะหาร้านขายได้ มีโพสขาย มีสต๊อกเมื่อดูที่หน้าเว็บ แต่พอส่งข้อความถามไปแล้วทุกร้านจะบอกว่าไม่มีขาย – หมดแล้วทุกร้านเลยจริงๆ ร้านพวกนี้เค้าไม่ได้อัพเดทสต๊อกสินค้ากันบ้างรึไง ถ้ามีคนกดสั่งซื้อไปโอนเงินไปแล้ว ร้านพวกนี้คงจะบอกให้เลือกตัวอื่นแทนละมั้ง สรุปแล้วก็ยังหาแบบขวดใหญ่ไม่ได้ แต่มีโพสขายใน ราคาค่อนข้างสูงและมีค่าจัดส่งจากต่างประเทศ คงต้องเก็บเงินก่อนแล้วค่อยซื้อ ระหว่างนี้ก็เหมาสเปรย์ขนาดทดลองที่หาได้มาใช้ก่อนแล้วกัน

แกะกล่อง Staedtler® Noris® Digital ปากกา S Pen แบบดินสอไม้

Staedtler® Noris® Digital Stylus Pencil ราคา 1,290 บาท

แกะกล่องปากกา S Pen วันนี้จะมาแกะกล่อง S Pen ดินสอไม้ หรือ Staedtler® Noris® Digital เป็นอุปกรณ์เสริมพวก Samsung Note ทั้งหลาย S Pen รุ่นนี้หาซื้อมาตั้งแต่ตอนเปิดตัวพร้อมกับ Samsung Tab S3 แล้ว ไม่มาขายในไทยสักทีเลยได้ S Pen ของ Tab S3 มาใช้แทน แต่ในที่สุดก็เข้าไทย เข้ามาครั้งนี้มาเป็นของแถมสำหรับคนที่สั่งจองเครื่อง Samsung Note8 และได้โอกาศซื้อมาเก็บสะสมสักที ได้มาจากห้องซื้อขายใน Facebook ราคาที่ได้มา 850 บาท เรียกว่าถูกกว่าราคาจริงพอสมควรเลย

ปากกามาในกล่องกระดาษของ Staedtler ดูสวยงาม ด้านหลังกล่องมีบอกรุ่นของอุปกรณ์ที่รองรับไว้เบื้องต้น ภายในกล่องที่ได้มามีแค่ตัวปากกา ไม่มีหัวปากกาให้เปลี่ยนกับคีมเปลี่ยนแถมมาเหมือนกับชุดปากา S Pen จาก Samsung เอง

ตัวปากการูปดินสอไม้รูปร่างและสีที่เป็นเอกลักษณ์ของ Staedtler มีปลอกปากกาแบบใส่มาให้ด้วย วัสดุเป็นวัสดุที่ออกไปทางพื้นผิวยาง-ซิลิโคน-พลาสติก อะไรประมาณนั้น ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะวัสดุประเภทนี้ แต่ภายนอกเหมือนมีฟิล์มพลาสติกเคลือบอยู่ ตรงบริเวณหัวปากกาที่เป็นพื้นผิวเหมือนไม้ให้อารมณ์เหมือนกระดาษแข็ง ส่วนหัวสีดำเป็นพลาสติก และหัวปากกาก็เป็นแบบพลาสติก โดยรวมแล้วดูสวยงามเหมือนดินสอไม้จริงๆ สัมผัสที่จับปากกานั้นก็เหมือนจับดินสอไม้น้ำหนักกำลังดีแต่ไม่แน่ใจว่าใกล้เคียงกับดินสอไม้จริงหรือเปล่า

เทียบขนาดกับ S Pen รุ่นต่างๆ (เรียงจากด้านบน: Staedtler® Noris® Digital / S Pen (Tab S3) / S Pen (TabA 10.1 with S Pen) / S Pen (Note FE)) จะเห็นว่าความยาวของ Staedtler นั้นยาวกว่า S Pen ขอรุ่นอื่นๆ ได้ลองใช้งานเบื้องต้นคู่กับตัว S Pen Tab S3 แล้วรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างเท่าไหร่ สามารถวาดเส้นเล็กด้วยน้ำหนักเบาๆ และลงน้ำหนักเพื่อวาดเส้นใหญ่ได้ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ S Pen Tab S3 จะสามรถคุมน้ำหนักที่ลงได้ดีกว่าเพราะตัวปากกาใหญ่กว่าจับถนัดมือแต่สวยน้อยกว่านะ สรุปง่ายๆ ว่าเป็น S Pen ที่ใช้งานได้ผลเหมือนกับ S Pen จาก Samsung นั่นหละ แต่ก็เพราะด้วยรูปร่างดินสอไม้นี้ ทำให้มันเพิ่มความน่าใช้ และน่าสะสมขึ้นไปอีก ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็เพราะรูปร่างของมันถึงซื้อมายังไงละ

แกะกล่อง ตลับลูกอม Miniaturely Tablet Sailor Moon Part 6

Miniaturely Tablet Sailor Moon Part.6 ราคา 4,040 Yen / ราคารวมส่งจากญี่ปุ่นแล้วประมาณ 1,500 บาท

ตลับยา Sailor Moon รุ่นนี้คงจะเรียกว่าตลับยาไม่ได้แล้ว คงเป็นแค่ตลับใส่ลูกอมซะมากกว่า ใส่ลูกอมที่แถมมา ส่วนยาใส่ได้แค่ยาแก้แพ้มั้งเม็ดเล็กๆ ในกล่องใหญ่จะมีตลับยาอยู่ 6 กล่อง มีแบบซ้ำ 2 กล่อง

แพ็คเกตยังคงเป็นกล่องพลาสติกใส มีโครงพลาสติกตั้งตัวตลับยาด้านในดูดีเหมือนเดิม มีห่อลูกอมอยู่ใต้ฐานกระดาษด้านล่าง ลูกอมรสพีชหอม หวานเย็นๆ อร่อยดี

ตัวตลับยังคงทำรายละเอียดได้ดี ใช้พลาสติกสี – พลาสติกใส เป็นส่วนๆ จริง ไม่ใช่แค่เอาสีทา ทำให้มีรายละเอียดที่ดีสวยงามสมจริง เพียงแต่ช่องใส่ยา หรือลูกอมจะเล็กไปหน่อยเพราะใส่ได้ตามความยาวของคฑา ช่องร้อยโซ่พวงกุญแจของบางตลับจะเป็นพลาสติกขนาดเล็กดูแล้วบอบบาง

สรุปแล้วก็เป็นอีกหนึ่งชุดที่ทำออกมาแบบสวยเหมือนจริง ขนาดเล็กน่ารักดี

Blog: แกะกล่อง ยักษ์ดำในตำนาน Casio G-SHOCK GX-56BB-1DR

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แวะไปร้านนาฬิกาที่เดอะมอลล์ เห็นในเพจของร้านประกาศโปรโมชั่นลดราคา 50% เลยไปดูสักหน่อย นาฬิกาที่ใช้อยู่ก็ยังไม่พังนะแค่อยากได้ใหม่เฉยๆ อยากใส่ G-SHOCK เหมือนเดิม เคยมี G-SHOCK อยู่ตัวนึงซื้อตอนที่กำลังจะเรียนจบ ป.ตรี เก็บเงินซื้อเองจำไม่ได้ว่าราคาเท่าไรแล้ว แล้วมันเหมือนจะถ่านหมด พอเอาไปให้ที่ร้านซ่อมของ Casio ที่เดอะมอลล์ดูเขาบอกว่ามันเสียแล้ว เลยไปร้านนาฬิกาซื้อถ่านมาเปลี่ยนเอง เปลี่ยนถ่านใหม่มันก็ติดนะ ใช้ได้ วัน – สองวัน มันก็ดับไปเลย แล้วก็ไม่ติดอีก ก็เลยใช้ตัวนาฬิกาเครื่องคิดเลขของ Casio นี่แหละใช้อยู่เพราะมันถูกดี จนเห็นประกาศโปรลดราคาของทางร้านเลยทำให้คิดถึง G-SHOCK ขึ้นมา

เล่าย้อนอดีตไปแล้วก็มาดูที่ร้านลดราคากัน ร้านที่ว่านี้ก็คือ “ร้าน มี จง มี”  ร้านแว่นและนาฬิกาที่อยู่ชั้น 2 ในห้างเดอะมอลล์นครราชสีมา พอถามพนักงานก็ถึงรู้ว่าที่ลดราคา 50% นั้น ลดแค่เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น โดยรุ่นที่ลดราคาจะรวมอยู่ในตู้กระจกที่จัดไว้ ดูรวมๆ แล้วก็หลายสิบรุ่นอยู่นะ เลยขอดูตัวนึงเป็นรุ่นอะไรไม่รู้ เห็นเป็นแบบเข็มสีดำใหญ่ดี ห้าพันกว่าๆ ลด 50% ก็ไม่แพงมาก แต่ตาดันไปมองเห็นตัวดิจิตอลสีดำ หน้าเหลี่ยมๆ อยู่อีกตู้นึงที่ไม่ลดราคา มันคือยักษ์ดำในตำนานนั่นเอง ขอดูตัวนี้ด้วยเอามาเทียบกัน ไปไปมามา ก็ได้ตัวยักษ์ดำมาจนได้

ลืมบอกตัวที่ไม่ได้อยู่ในตู้กระจกลด 50% จะลดราคาที่ 25% อยู่ด้วย โดยปกติจะลด 20% และแอดร้านใน Line จะลดเพิ่มอีก 5% เป็น 25% แต่มีเงื่อนไข เรื่องการจ่ายเงินสด กับ รูดบัตรเครดิต ด้วยนะ โดยตัวยักษ์ดำที่ได้มานี้ ราคาป้ายอยู่ที่ 6,500 (ราคาเต็มไม่ค่อยแน่ใจมองไม่ถนัดแค่คิดว่าน่าจะเท่านี้) ลด 25% จ่ายเงินสดจะอยู่ที่ 4,875 บาท ถ้ารูดบัตรจะอยู่ที่ 5,006 บาท ทางร้านคิดแบบไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็เป็นปกติของร้านค้าบางร้านที่จะชาร์จค่ารูดบัตร …คิดว่านะ โดยโปรลด 50% ถ้ารูดบัตรจะลดแค่ 45% นะเท่าที่จับใจความได้

CASIO G-SHOCK GX-56BB-1DR หรือที่เรียกกันว่า “ยักษ์ดำ”

นาฬิกามาในกล่องกระดาษสีดำ ที่มีคู่มือภาษาอังกฤษเล่มเล็ก พร้อมกับใบรับประกันของทางร้าน ในกล่องกระดาษจะมีกล่องเหล็กหกเลี่ยมใส่นาฬิกาอยู่อีก 1 กล่อง มีฟองน้ำกันกระแทกแน่นหนา

นาฬิกาสีดำ ขนาดใหญ่ ก็เรียกว่าใหญ่นะสำหรับนาฬิกาดิจิตอล สายเรซินหนาดูแข็งแรง หน้าจอแสดงผลแบบสีดำ ตัวเลขสีขาว แสดงผลชัดเจน ในหน้าจอแสดงผลนี้รอบๆ จอจะเป็นแผงรับแสงอาทิตย์เพื่อใช้เป็นพลังงานโดยมีแบตเตอร์รี่เก็บพลังงานอยู่ภายใน สเป็กโดยละเอียดมีอะไรบ้างก็หาอ่านได้ในเว็บของ CASIO เลยนะ

ลองใส่ดูก็พอจะเห็นแล้วละว่ามันใหญ่ ใส่ที่ข้อมือแล้วก็ใหญ่จริงๆ แต่ด้วยความชอบก็ไม่สนใจหรอก เพราะมองดูมันแล้วมันสวยจริงๆ คิดถูกแล้วที่เลือกยักษ์ดำมา

แกะกล่อง ตลับลูกอม Miniaturely Tablet Sailor Moon 5

Miniaturely Tablet Sailor Moon 5

ตลับลูกอมชุดนี้มาแบบกล่องยาว เพราะเปลี่ยนรูปแบบของตลับเป็นพวกคฑา-ปากกา แทน 1 กล่องจะมี 6 กล่อง มีแบบละ 2 กล่อง ตอนที่เห็นเปิดจองครั้งแรกก็ไม่อยากจะจองหรอกเพราะส่วนตัวคิดว่ามันไม่สวยเลย พวกคฑาอะไรเนี่ยเห็นทำออกมาขายหลายรูปแบบมากทั้งอันเล็ก อันใหญ่ อันเท่าของจริง อันเล็กมากๆ ก็มี คือเห็นจนเบื่อแล้ว พอมาเป็นตลับลูกอมก็คิดอยู่ว่าจะเอาลูกอมใส่ตรงไหน และมันก็ไม่สวยไงรูปร่างหัวโตๆ ด้ามป้อมๆ เหมือนของเล่น มันไม่ใช่ตลับที่เหมือนจริงแต่ขนาดเล็กเหมือนกับ 4 ชุดแรก แต่ก็นะ สั่งจองไปขำๆ อยากจะดูของจริงว่าเป็นไง

แบบที่ 1

แบบที่ 2

แบบที่ 3

แล้วที่ส่งสัยว่าจะเอาลูกอมใส่ลงไปตรงไหน คำตอบก็อยู่ด้านหลัง หมุนด้ามแล้วจะเจอช่องเล็กๆ ด้านหลัง ลูกลมจะลงไปอยู่ในด้ามเรียงกันเป็นชั้นๆ ปัญหาคือเอาลูกอมใส่ยากเพราะช่องมันขนาดพอดีกับลูกอมที่แถมมา จะเอาลูกอมอื่นๆ ใส่คงจะไม่ได้ถ้าขนาดใหญ่ไปหน่อยเดียว

สรุปภาพรวมแล้วตลับลูกอมชุดนี้ยังคงมีรายละเอียดของตัวตลับที่ดีเหมือนกับชุดที่ผ่านมา แต่ไม่ถูกใจเรื่องรูปร่างอัตราส่วนของมันสักเท่าไร แต่สำหรับคนที่ชอบและเก็บชุด Miniaturely Tablet มาตั้งแต่แรกก็คงจะต้องซื้อเก็บให้ครบชุดแน่นอน

แกะกล่อง RODE VideoMicro ไมโครโฟนขนาดเล็ก คุณภาพดี ราคาประหยัด

RODE VideoMicro ราคา 2,390 บาท, RODE SC6 ราคา 600 บาท, RODE SC7 ราคา 490 บาท

เลือกมานานแล้วสำหรับไมค์ที่จะซื้อมาใช้กับงานวีดีโอในบล็อก เลือกยี่ห้อนี้เพราะรู้จักแค่ยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียว 555 ไม่มีความรู้มากนักแต่ก็เลือกเยอะเพราะยี่ห้อนี้ทำไมโครโฟนออกมาหลายรุ่น ราคาใกล้เคียงกันด้วย ดูรีวิวจากหลายๆ ที่แล้วก็ตัดสินใจเลือกรุ่น VideoMicro นี่หละราคาถูก และคุณภาพเสียงดีใกล้กับตัวอื่นๆ (เป็นความชอบส่วนตัวนะ) แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อยืดยาวมาหลายเดือน จนตอนนี้กำลังมีงานที่จะต้องใช้การอัดเสียง เลยมีโอกาสที่จะซื้อมาใช้สักที

ภายในกล่องจะประกอบด้วย

  • ตัวไมค์ 1 ตัว
  • ขาเมาท์จับไมค์ [Rycote Lyre suspension mount] 1 อัน
  • วินชิลด์ ไอ้ตัวปุกปุยครอบไมค์เอาไว้กันลม [Furry Windshield] 1 อัน
  • สายเชื่อมต่อไมค์กับอุปกรณ์ 1 เส้น

ตัวไมค์มีขนาดเล็ก วัสดุดูดีมีคุณภาพไม่ก๊อกแก๊กมีน้ำหนักพอสมควรเหมือนจะเป็นโลหะเพราะสัมผัสเย็น ขาเมาท์จับไมค์เป็นพลาสติกรวมไปถึงตัวฐานที่ใช้ติดกับกล้องด้วย สายเชื่อมต่อเส้นหนาดูแข็งแรงทนทาน

หน้าตาหลังจากประกอบร่างแล้วก็ยังดูขนาดเล็กไม่ใหญ่เกินไป ใส่วินชิลด์แล้วใหญ่ขึ้นนึดหน่อยไม่เป็ญหา

งานแรกที่เอามาใช้เป็นงานอัดเสียงประกอบวีดีโอ โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องอัดเสียง เลยจัดอุปกรณ์เสริมมาเพิ่ม 2 ตัว สายต่อไมค์เข้ากับช่องต่อในมือถือ SC7 และอีกอันซื้อมาแบบงงๆ ตัวเชื่อมต่อ SC6 เอาไว้ต่อไมค์เข้ากับช่องต่อในมือถือได้ 2 ตัว พร้อมกับช่องเสียบหูฟังสำหรับฟังเสียงโดยไม่ต้องเสียบ ต้องถอดสายไมค์บ่อยๆ ได้ลองใช้งานดูแล้วรับเสียงได้ดีเลย เสียงออกมาชัดมีเสียงรบกวนน้อย พูดเหมือนเคยใช้ไมค์รุ่นอื่นมาก่อนอย่างงั้นแหละ ส่วนตัวยังไม่เคยใช้อุปกรณ์พวกนี้มาก่อนเลยค่อนข้างพอใจกับเสียงอัดที่ได้มาจากไมค์อันนี้มาก

แกะกล่อง Samsung Galaxy Tab A [2016] 10.1″ with S Pen

Samsung Galaxy Tab A [2016] 10.1″ with S Pen  + Book Cover  ราคา 12,900 บาท [Samsung Shop by Jay Mart]

สเป็คคร่าวๆ

  • หน้าจอ ความละเอียด 1920 x 1200 [10.1″] TFT LCD
  • ซีพียู 1.6 GHz Octa Core Processor
  • แรม 3GB
  • กล้อง 8.0 MP AF + 2.0 MP
  • แบตเตอรี่ 7,300 mAh
  • ปากกา S Pen

Samsung Galaxy Tab A [6] ตัวนี้คิดอยู่นานมากกว่าจะซื้อมา เพราะมี Note5 ใช้อยู่แล้ว สป็คของ Note5 ก็ดีกว่าด้วย แต่ด้วยความไม่สะดวกของหน้าจอ Note5 ที่มันเล็ก และความละเอียดสูง เวลาใช้งานวาดรูปมันจะต้อคอยขยายหน้าจอขึ้นมาบ่อยๆ วาดเส้นก็วาดได้นิดเดียวก็สุดหน้าจอแล้วไม่ค่อยสะดวก เลยอยากหาอะไรที่หน้าจอใหญ่ๆ มาใช้วาดรูปแทน มองไปมองมาก็มีแค่ตัวนี้จอขนาด 10.1 นิ้ว กำลังดี รุ่นใหม่ด้วย ไปลองเล่นที่ร้านแล้วค่อนข้างถูกใจ เลยจัดมาลองใช้งานดูสักพัก ถ้าไม่โอเคค่อยขายทิ้งก็แล้วกัน

Samsung Galaxy Tab A [6] ได้มาจากร้าน Samsung Shop by Jay Mart ที่เดอะมอลล์ ในราคา 12,900 บาท แถมเคสแบบ Book Cover สีขาว สีเดียวกับตัวเครื่อง ซึ่งถามพนักงานแล้วว่ามีแค่สีขาวสีเดียว ไม่ค่อยชอบสีขาวเท่าไหร่เพราะเปื้อนง่าย แต่ก็ไม่มีสีอื่นให้เลือก

วันที่เขียนแกะกล่องนี้ก็ใช้งานตัว Tab A [6] มาได้ 2 อาทิตย์พอดี ถือว่าใช้งานตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้ดีเลยทีเดียว ดังนั้นเลือกใช้ Tab A [6] ต่อ และก็ปล่อย Note5 ออกไปเรียบร้อย หลายคนอาจจะสงสัยว่าปล่อย Note5 ไปทำไมเสป็คดีกว่าเห็นๆ ก็อยากบอกว่ามันเป็นความชอบและความต้องการส่วนตัวครับ เหตุผลก็ตามด้านบนเลย และส่วนตัวก็ยังใช้ S7 Edge อยู่ เลยไม่ได้คิดว่าจะเสียอะไรที่ดีไปสักเท่าไรครับ

เล่าเรื่องส่วนตัวมาสักพักแล้วก็จะมาแกะกล่องดูด้านในกล่องกันว่ามีอะไรบ้าง บทความนี้จะไม่มีการรีวิวระบบการทำงาน เมนูต่างๆ ของเครื่องนะครับ มีแค่แกะกล่องเฉยๆ คิดว่าคงหาอ่านจากที่อื่นกันได้มากมาย

ตัวเครื่องทั้งหมดทำมาจากพลาสติกแบบด้าน สีขาวมุก การประกอบเครื่องแน่นหนาไม่มีเสียงกรอบแกรม กระจกหน้าจอเป็นแบบเรียบไม่มีตัดขอบติดฟิล์มใสธรรมดาได้ไม่มีขอบลอย (ผมติดฟิล์ม Focus แบบใสธรรมดา สั่งจาก Lazada 240 บาท) จอภาพสวย มีความละเอียดดี ไม่เนียนเท่า Note5 เพราะด้วยความละเอียดหน้าจอและขนาดของหน้าจอ สีจอสวยแต่ติดไปทางอมฟ้า ไม่เป็นปัญหาดีกว่าจอมเหลือง มุมมองกว้างพอสมควรเอียงจอดูได้สบาย เสียงลำโพงไม่ดังมากเวลาใช้งานนอกสถานที่ แต่ใช้งานในห้องได้เสียงดังปกติดี ปากกา S Pen แท่งหนามีลอนบนแท่ง จับถนัดมือดีกว่าปากกาของ Note5 หัวปากกาสัมผัสแรงกดได้ใกล้เคียงกับปากกาของ Note5 ของ Note5 เขียนลายเส้นได้ลื่นเนียนกว่านิดหน่อย เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ใช้งานเพราะผมไม่สามารถสัมผัสแรงกดได้ตามระดับของปากกา ปากกาใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน ตัวเครื่องไม่มีไฟแสดงสถานะ LED ไม่มี NFC ไม่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ภาพถ่ายจากกล้องหลัง

ภาพถ่ายจากกล้องหน้า

ตัวเคส Book Cover ที่แถมมา มีราคากว่า 1,600 กว่าบาทนั้นเรียกว่าคุ้มเลยเพราะให้ซื้อเองคงไม่ซื้อ ไปซื้อของไม่มียี่ห้อใช้แทนเพราะราคาถูกกว่ามาก แต่ตอนนี้แถมมาพร้อมกับเครื่องเลย ตัวเคสสีขาว ด้านนอกสัมผัสลื่น แต่หนืดจับนัดมือ ด้านในเคสเป็นพื้นผิวนุ่มๆ ดูกระชับดี เคสเป็นเคสแม่เหล็ก สามารถพับเคสเป็นแท่นวางเครื่องได้ ปรับความเอียงได้ 2 ระดับ ใส่กับเครื่องแล้วดูดีมีสกุลมาก ทำให้รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ได้มามากเลย

แกะกล่อง สมุดบันทึกบิลโบ้ แบ็กกิ้นส์ จากภาพยนตร์ The Hobbit [Bilbo Baggins Journal]

คราวนี้ได้ของสะสมจากภาพยนตร์เรื่อง The Hobbit มา เป็นสมุดบันทึกของบิลโบ้ แบ็กกิ้นส์ ปกหนังเล่มสีแดงที่บิลโบ้ บันทึกเรื่องราวการผจญภัยเล่าเป็นนิทานที่เราเห็นในภาพยนตร์ แต่เล่มที่ได้มาเป็นเล่มขนาดเล็ก เพราะเป็นของแถมมาเมื่อซื้อ Blu Ray ภาพยนตร์ The Hobbit โชคดีที่ได้มาอีกเล่ม เพราะเล่มที่แถมกับ Blu Ray ยังไม่ได้แกะออกจากแพ็คเกจ เลยยังไม่เคยเปิดดูด้านในสมุดบันทึก วันนี้เลยจะเอามาเปิดให้ดูกัน

ตัวสมุดบันทึกปกสีแดง ปั้มลายเส้นแบบในภาพยนตร์ ด้านในจะมาภาพวาดของบิลโบ กับแผนที่ WilderLand และ แผ่นที่ The Desolation of Smaug กระดาษโน๊ตด้านในไม่มีลายเส้นบรรทัด มีแถบริบบิ้นผ้าคั่นด้วย สังเกตตัวปกเป็นลายหนังสีแดงทำจากหนังเทียมแบบบาง เพราะเวลาเปิดเล่มแล้วมีรอยยับตรงสันดูบอบบางเหมือนจะขาด หรือเพราะว่ามันเก่าแล้วไม่รู้

แกะกล่อง ไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ [Harry Potter: Professor Dumbledore – Elder Wand]

บล็อกเป็นแฟนแฮรี่พอตเตอร์อยู่แล้ว ก็คิดว่าอยากจะได้ไม้กายสิทธิ์ของแท้ที่มีลิขสิทธิ์มาสะสมสักอัน ดูคอลเล็คชั่นในเว็บ The Noble Collection มันก็แพง จะไปซื้อที่ Universal Studios ก็ไม่มีโอกาศได้ไป เลยได้แค่คิดเฉยๆ คอยตามดูในเว็บ “ขายดี” ว่าจะมีใครโพสขายบ้างไหม ก็มีโพสอยู่นะแต่ราคาที่โพสนี่แพงกว่าสั่งซื้อจาก Noble Collection อีกเลยแค่ดูผ่าน จนอยู่ดีๆ ก็ไปเจอโพสขายไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์อันนี้เข้าราคาไม่แพงเหมือนโพสอื่นๆ ที่เห็นประกาศขายอยู่ด้วย เลยติดต่อไปขอดูภาพเพิ่มเติมดูแล้วเชื่อถือได้จึงตกลงซื้อมานี่ละ วันนี้เลยเอามาแกะกล่องให้ดูกัน

ไม้กายสิทธิ์อันนี้มาจาก The Wizardiing World of Harry Potter Universal Studios Japan เป็นไม้กายสิทธิ์ของศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ เป็นหนึ่งในเครื่องรางยมทูตที่อยู่กับดัมเบิลดอร์นั่นเอง ดูจากที่ได้รับมามีถุงกระดาษของร้าน Ollivanders มาด้วย เป็นถุงกระดาษที่หน้าตาแปลกดีเป็นถุงยาวๆ ขนาดใส่กล่องไม้กายสิทธิ์ได้สัก 2-3 อัน กล่องของไม้กายสิทธิ์นั้นเป็นกระดาษแข็งด้านในเป็นพลาสติกขึ้นรูปตามไม้กายสิทธิ์สำหรับวางเคลือบกำมะหยี่ให้พอดูสวยงาม มีป้ายภาษาญี่ปุ่นสอดอยู่บนไม้อ่านไม่ออก น่าจะเป็นคำเตือนอันตรายเกี่ยวกับพวกของเล่นทั่วๆ ไปมั้ง

มาถึงตัวไม้กายสิทธิ์เอง หยิบขึ้นมาครั้งแรกรู้สึกถึงน้ำหนักที่หนักอยู่นะ ไม่ใช่ไม้กลวงเบาๆ เหมือนของเด็กเล่น ถือแล้วได้อารมณ์ใช้ได้เลย ตัวไม้มีลวดลายสัมผัสแบบไม้เอลเดอร์ในภาพยนตร์ พร้อมกับลงสีที่เหมือนจริงมาก มีแสงเงา มีความมันเงา ความด้านของสี ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาจริงๆ เลย ผิวของไม้จะลื่นๆ สัมผัสดี ตัวไม้ยาวมากคงเป็นขนาดจริงขนาดประมาณ 1 ไม้บรรทัดเลยทีเดียว

มาสรุปส่งท้ายว่า ไม่เสียดายเงิน และคิดไม่ผิดที่จัดการซื้อมาแบบงง เพราะตัวไม้สวยคุณภาพดีและเป็นของแท้ Universal Studio จากญี่ปุ่นด้วย รู้สึกเหมือนภารกิจการสะสมได้สำเร็จไปอย่างนึงแล้วละ

Inside the Magic: The Making Of Fantastic Beasts And Where To Find Them – Book Preview

Inside the Magic: The Making Of Fantastic Beasts And Where To Find Them

  • Author: Ian Nathan, Eddie Redmayne
  • Publisher: HarperCollins
  • Publication: 18/11/2016
  • Page Count: 144 Pages
  • Dimensions: 24 x 28.7 x 1.7 cm / Hardcover
  • Language: English
  • ISBN: 9780008204594
  • Price: £14.99 / 501 บาท (Kinokuniya)

Contents

เล่มนี้เป็น 1 ในของหนังสือชุดเบื้องหลังของภาพยนตร์ Fantastic Beasts And Where To Find Them ของสำนักพิมพ์ HarperCollins ที่ได้จัดทำหนังสือเบื้องหลังของภาพยนตร์ Harry Potter ที่เคยแนะนำไปในบล็อกก่อนๆ โดยเนื้อหาภายในหนังสือจะมีแบ่งเป็น 7 บท ที่แต่ละบทจะมีบทความ บทสัมภาษณ์ของนักแสดง ผู้กำกับ และทีมงาน เกี่ยวกับตัวละคร หรือเนื้อหาส่วนนั้นๆ อย่างละเอียด พร้อมภาพประกอบที่มีเยอะมากเหมือนเดิม โดยจะมีลักษณะคล้ายกับหนังสือเบื้องหลังของ Harry Potter เลยจะไม่ขอลงรายละเอียดเท่าไร

แต่ในเล่มนี้จะมีจุดเด่นตรงบทสัมภาษณ์จาก J.K Rowling มาให้ความคิดเห็นด้วยตัวเองซึ่งก็เพราะ J.K Rowling เป็นผู้เขียนบท และ Producer ของภาพยนตร์ด้วยนั่นเอง เป็นสิ่งที่รอเลยละได้อ่านความเห็นของผู้เขียนเรื่องนี้ที่มีต่อการถ่ายทำ

จุดเด่นอีกอย่างจะเป็นเรื่องภาพเบื้องหลังที่มีเยอะมาก หลากหลายมุมมอง เรียกว่าดูหนังมาแล้วจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ่ายทำกันยังไงก็ได้มาดูในเล่มนี้ละ

น่าเสียดายที่เล่มนี้ไม่ได้มีพวกเอกสาร หรือพวกภาพ Pop Up ที่สมารถดึงออกมาดูได้แต่เน้นไปที่ข้อมูลรายละเอียดของตัวละครมากกว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะว่ามันจะไปอยู่ในหนังสืออีกเล่มในชุดหนังสือเบื้องหลังภาพยนตร์ชุดนี้นี่หละ ถ้ามีโอกาสจะเอามาเปิดให้ดูกัน

*สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมบล็อกนี้ไม่มีการบอกถึงรายละเอียดของบทความในหนังสือที่เอามาเปิดดูนั้น ก็เพราะตัวบล็อกเองก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษพอที่จะ “รีวิว” ให้ละเอียดกว่านี้ 555 เลยขอแค่ “เปิดดู” เท่านั้น แต่ก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ชอบเลยอยากจะเอามาให้ดู เผื่อใครผ่านมาหรือค้นหาข้อมูลที่จะซื้อจะได้ตัดสินใจก่อนไปซื้อกันไง

NEWT SCAMANDER A Movie Scrapbook – Book Preview

Fantastic Beasts And Where To Find Them: NEWT SCAMANDER A Movie Scrapbook

  • Author: –
  • Publisher: Bloomsbury Publishing, Insight Editions
  • Publication: 18/11/2016
  • Page Count: 48 Pages
  • Dimensions: 21 x 21 x 2 cm / Hardcover
  • Language: English
  • ISBN: 9781408885642
  • Price: £14.99 / 527 บาท Kinokuniya

Contents

หนังสือเล่มต่อมาสำหรับภาพยนตร์ Fantastic Beasts And Where To Find Them นั้นจะเป็นเล่มที่ชื่อว่า NEWT SCAMANDER A Movie Scrapbook ชื่อนี้หลายๆ คนคงอาจจะคิดว่าข้างในจะมีแค่เรื่องของ Newt Scamander คนเดียวเลยหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ใช่นะ หลักๆ จะเป็นเรื่องของ Newt แต่จะมีเรื่องของคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง สถานที่ภายในภาพยนตร์ด้วย

หนังสือเป็นแบบปกแข็งสวยงาม ขนาดกำลังดี เหมือนหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แค่เปิดหน้าแรกก็เจอแผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ด้านในปกหน้าแล้ว ตัวหน้ากระดาษด้านในเป็นการดาษมันพิมพ์ภาพสีตลอดทั้งเล่ม มีการจัดวางภาพประกอบ และบทความอย่างสวยงาม แถมมีเอกสาร การ์ด และแผ่นพับแทรกภายในเล่ม สมกับที่เป็น Scrapbook จริงๆ

ภาพประกอบด้านในเป็นภาพในภาพยนตร์ มีภาพเบื้องหลังการถ่ายนิดหน่อย ภาพร่างของตัวละคร และสถานที่ให้ชมด้วย เนื้อหาภายในจะเป็นการกล่าวถึงตัวละคร พร้อมบทสัมภาษณ์ของนักแสดงที่มาอธิบายถึงตัวละคร หรือ ฉากที่พวกเขาได้แสดงอยู่ให้เราได้อ่านกัน ยังมีเกร็ดเล็กน้อยจากเบื้องหลังการสร้างอย่างเช่น การออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือการสร้างสถานที่ถ่ายทำ

เนื้อหาภายในเล่มนำเสนออย่างลื่นไหล อ่านเข้าใจง่าย ส่วนมากจะเป็นบทความประกอบรูปภาพที่ช่วยให้เข้าใจบทความนั้นๆ ได้ง่ายเข้าไปอีก สำหรับคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ เล่มนี้เรียกว่าไม่ยากเท่าไหร่

Fantastic Beasts And Where To Find Them: Magical Movie Handbook – Book Preview

Fantastic Beasts And Where To Find Them: Magical Movie Handbook 

  • Author: Michael Kogge
  • Publisher: Scholastic Inc.
  • Publication: 18/11/2016
  • Page Count: 96 Pages
  • Dimensions: 5.9 x 8.8 x 0.2 inches
  • Language: English
  • ISBN: 9781338116830
  • Price: $7.99 / 223 บาท (Kinokuniya)

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ความหมายเหมือนกับชื่อเล่มเลย “Magical Movie Handbook” เพราะภายในเล่มจะมีเนื้อหาของตัวละคร สถานที่ต่างๆ ภายในภาพยนต์ แบบข้อมูลเบื้องต้นโดยสังเขป ข้อมูลจะแบ่งเป็นหัวข้อๆ เช่น ข้อมูลพื้นเพของตัวละคร เหตุการณ์สำคัญที่ตัวละครเคยผ่านมา การร่ายมนต์ของตัวละคร อุปกรณ์ของตัวละครนั้นๆ ซึ่งก็เป็นข้อมูลปูพื้นฐานให้คนที่กำลังจะไปดูตัวภาพยนตร์ในโรงภาพพยนตร์ประมาณนั้น แต่ข้อมูลก็มีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้คนที่ไม่รู้จักตัวละครเข้าใจตัวละครมากขึ้นทั้งก่อน และหลังไปดูภาพยนตร์มาแล้ว

ดังที่ได้เล่ามาด้านบน ภายในหนังสือเล่มนี้จะไม่มีเบื้องหลัง หรือบทสัมภาษณ์นักแสดงเลย เหมือนจะเป็นหนังสือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับตัวละครเท่านั้น

ตัวหนังสือเป็นหนังสือเล่มเล็ก กระดาษบาง พิมพ์สีทั้งเล่มก็จริง แต่ภาพพิมพ์ไม่ค่อยเนียนสวย ออกจะหยาบด้วยซ้ำ แต่ก็สมกับราคาที่ไม่แพงมาก

20th Anniversary Sailor Moon Book [美少女戦士セ−ラ−ム−ン20周年記念BOOK] – Book Preview

20th Anniversary Sailor Moon Book [美少女戦士セ−ラ−ム−ン20周年記念BOOK]

  • Author:  講談社 / 武内直子
  • Publisher: Kodansha [講談社]
  • Publication: 20/10/2016
  • Page Count: 160 Pages
  • Dimensions: 21.4 x 28.5 x 1.2 cm
  • Language: English
  • ISBN: 9784063649970
  • Price: 2,480 yen / 1,190 บาท [Kinokuniya]

Contents

เล่มนี้ไม่คิดว่าจะได้ซื้อมาเพราเห็นรีวิวของคนญี่ปุ่นในเว็บอเมซอนมีแต่ 1 – 2 ดาว ทั้งนั้นเลย แต่ไหนๆ ก็ได้มาแล้วขอเอามาเปิดดูข้างในย้อนอดีตซะหน่อย

เล่มนี้เป็นหนังสือครบรอบ 20 ปี อย่างเป็นทางการสำหรับการ์ตูนเรื่องนี้ ตอนเห็นหน้าปกนี่อยากซื้อมาดูมากเลยเห็นเป็นรูปวาดลายเส้นของอ.นาโอโกะ คิดว่าในหนังสือต้องมีภาพสวยๆ ของ อ. อีกเยอะแน่ๆ ในหนังสือจะแบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ

ส่วนที่ 1 จะเป็นส่วนของนิทรรศการครบรอบ 20 ปี ที่จัดขึ้นที่ Roppongi Hills ช่วงเดือน เมษายน – มิถุนายน ที่ผ่านมา ส่วนนี้จะมีข้อมูล และรูปภาพของสถานที่จัดงาน ตู้โชว์ ภาพแขวนต่างๆ ที่จัดแสดงในนิทรรศการ แคตตาล็อกของที่ระลึก มีไปถึงเมนูอาหารของคาเฟ่ที่ญี่ปุ่นด้วย เรียกว่ามีครบทุกซอกทุกมุมเลย

ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของ “สินค้า” ใช่ เป็นส่วนของสินค้าจากเซเลอร์มูน ที่ทำออกมาขายที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่ กาชาปอง หุ่นฟิกเกอร์ โมเดล เสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่ได้ผลิตออกมาก่อนช่วงครบรอบ จนถึงช่วงปีนี้ ที่มีเยอะมากเหมือนจะรวมสินค้าทุกอย่างที่มีออกมาเลยมั้ง เปิดดูไปเรื่อยๆ นึกว่านั่งดูแคตตาล็อกขายสินค้าอยู่ ซึ่งก็ดีนะได้รู้ว่ามีคอลเล็คชั่นอะไรที่ทำออกมาขายบ้างดูรูปเพลินดี

ส่วนที่ 3 เป็นส่วนของ ตัวการ์ตูนเซเลอร์มูนช่วงปี 1992 – 1997 ซึ่งก็คือหนังการ์ตูนที่ฉายทางทีวีตอนเรายังเด็กนั่นแหละ มีการเล่าถึงคาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละตัว มีตอนเด่นๆ อะไรบ้าง มีท่าแอ็คชั่นอะไร ประมาณนี้ เพราะอ่านไม่ออก มีการพูดถึงตัวละครในการ์ตูนทุกตัวเลยเท่าที่เปิดดู เยอะมาก บางตัวละครก็จำไม่ได้แล้วก็มี มีชื่อตอนที่ออกอากาศของแต่ละภาคด้วย

ส่วนที่ 4 เป็นส่วนของเซเลอร์มูนในยุคปัจจุบัน จะมีรายละเอียดของนิทรรศการ สินค้า การแสดง ที่จัดขึ้นระว่างช่วงปี 2012 – 2016 มีการกล่าวถึงเซเลอร์มูนภาคใหม่ ภาคคริสตัล ด้วย มีกล่าวถึงอยู่ตั้ง 10 หน้า แหนะ รวมหน้ารูปโปสเตอร์ กับสัมผัสคนภาคเสียงแล้ว เหลือหน้าแนะนำเนื้อเรื่องกับตัวละครอยู่ 3 หน้า เท่านั้น กล่าวถึงน้อยมากๆ น่าแปลกใจ คงเป็นเพราะหนังสือเน้นไปที่แคตตาล็อกสินค้าละมั้ง 555  ต่อมาเป็นเรื่องของการแสดงละครเวทีที่เพิ่งแสดงไป มีบทสัมภาษณ์ กับสถานที่ในการ์ตูน และข่าวเซเลอร์มูลในประเทศต่างๆ นิดหน่อย ส่วนนี้ให้อารมณ์เหมือนอ่านบันทึกของ อ.นาโอโกะตอนท้ายหนังสือการ์ตูนสมัยเด็กๆ ที่ อ. จะเขียนเล่าบันทึกต่างๆ ลงด้านหลังหนังสืออย่างนั้นเลย ย้อนอดีตดีมาก หน้าท้ายๆ จะมีรายละเอียดของของเล่นสมัยนั้นที่ผลิตออกมาอยู่ 4 – 5 หน้า

โดยรวมแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับหนังสือเล่มนี้คงจะพอสนุก และตื่นตาตื่นใจไปกับภาพ และรายละเอียดภายในเล่มได้มากหน่อย แต่สำหรับคนที่มีความคาดหวังเยอะว่าจะมีข้อมูลที่ละเอียด มีภาพต้นฉบับของ อ. ในเล่มแบบเจาะลึกแล้ว คงจะผิดหวังอยู่หน่อย เพราะไม่ค่อยมีเลย มีแต่ช่วงภาพของนิทรรศการที่ Roppongi Hills เท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของสินค้าที่ผลิตมาขายมากกว่า ส่วนของคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูนนี่ก็ไม่แปลกใหม่เท่าไหร่ เหมือนอ่านหนังสือพวก “ทีวีแม็กกาซีน” ที่สมัยก่อนมีขายอยู่ ภาพประกอบส่วนมากเลยจะเคยเห็นมาหมดแล้ว เป็นภาพโปรโมทตั้งแต่ตอนการ์ตูนออกฉายนั่นแหละไม่แปลกใหม่เลย ส่วนของช่วงยุคปัจจุบันนี่ไม่มีอะไรใหม่เลยจริงๆ ขนาดเอามาทำเป็นการ์ตูนใหม่อีกรอบแล้ว ยังมีเนื้อหาอยู่แค่ 10 หน้าเอง ไม่มีภาพร่าง ไม่มีภาพคาแรคเตอร์ที่ยังไม่เคยเห็นเลย ก็เท่าที่เปิดดูรูปอ่านภาษาอังกฤษนิดหน่อยก็ประมาณนี้ละ

คิดว่าจะมีภาพวาดต้นฉบับของ อ.นาโอโกะ บ้างสักหน่อย …คงจะทำเป็นรวมเล่มภาพต้นฉบับขายอีกแน่ เลยไม่เอามาลงในหนังสือนี้ สรุปแล้วก็โอเคกับหนังสือครบรอบโดยไม่นับที่คาดหวังไปเองนะ ชอบที่มีรูปเยอะดี มีอะไรให้คิดกลับไปถึงช่วงยุคนั้นได้

Blog – กาชาปอง เกล็ดหิมะ NATURE TECHNI COLOUR MONO 雪の結晶 チャームストラップ

ครั้งนี้จะมาเล่าถึงกาชาปองแบบนึง ที่ตามหา และรอคอยมานานแสนนาน ย้อนไปประมาณ 2 – 3 ปีที่แล้ว มีกาชาปองจากค่าย NATURE TECHNI COLOUR ทำกาชาปองรูปร่างของ “เกล็ดหิมะ” [Snowflakes] ที่มีรูปร่างเหมือนจริงมาให้สะสมกัน ได้เห็นกาชาปองแบบนี้จากเว็บบล็อกของคนญี่ปุ่น เราก็ทำการค้นหาจนรู้ว่าเป็นกาชาปองของค่ายไหน

ด้วยการที่เราอยู่เมืองไทยมันไม่มีกาชาปองพวกนี้เข้ามาให้หมุน ส่วนมากที่เข้ามาในไทยก็จะเป็นพวกการ์ตูนดังๆ เป็นส่วนใหญ่ เราก็คอยเข้าไปดูในกลุ่มขายกาชาปองในเฟสบุ๊คตลอด แต่ก็ไม่มีใครที่จะหมุนมาขายเลย จนไปเจออยู่ 1 ชิ้น ที่ขายกองรวม กับกาชาปองอื่นๆ เลยเป็นชิ้นแรกที่ได้มา ถึงจะเก่าไปหน่อยแต่ก็ยังสวยอยู่ หลังจากนั้นก็ไม่พบเจอใครเอามาขายอีกเลย

ต่อมาประมาณปลายปีที่แล้ว ปี 58 ทางค่ายก็ทำกาชาปองเกล็ดหิมะออกมาอีก คราวนี้เป็นแบบเรืองแสง แถมมีตั้ง 16 แบบ ไปได้มา 4 แบบ ก็ไม่ครบอยู่ดี

จนเมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้ ได้สอบถามแม่ค้าที่รับหากาชาปองจากญี่ปุ่นและได้รู้ว่าจะมีการนำกลับมาผลิตให้หมุนอีกครั้งตอนปลายปี 59 นี้ ก็เฝ้ารอต่อมาจนปลายปี บังเอิญเปิดเจอโพสนึงในกลุ่มซื้อขายกาชาปอง มีรูปตู้กาชาปองเกล็ดหิมะแบบนี้อยู่มุมๆ ภาพ ไม่รอช้าเลื่อนอ่านข้อความในโพส “แม่ค้ารับหมุนกาชาปองจากญี่ปุ่นคะ” จัดการ Inbox ไปถามทันที ให้แม่ค้าหมุนให้ 8 ลูก กะว่าโชคดีได้แบบไม่ซ้ำกัน แต่ก็ไม่มีโชคเท่าไร ซ้ำไป 2 แบบ ไม่เป็นไรยังไงก็ได้สิ่งที่ต้องการหาแล้ว

ผ่านมา 2 – 3 วัน ไปเจอโพสของแม่ค้าอีกคน คนนี้ไปเที่ยวไต้หวัน รับหมุนกาชาปองเหมือนกัน เห็นรูปตู้กาชาปองเกล็ดหิมะนี้อยู่ 2 แบบเลย คิดสักพักว่าจะฝากหมุนอีกดีไหม แต่อยากได้ครบชุด เลย Inbox ไปถามแม่ค้าว่าที่นั่นมีขายแบบยกชุดบ้างไหม แม่ค้ารับปากว่าจะไปถามที่ร้านดูให้

เงียบไปวันนึง แม่ค้าก็ตอบกลับมาว่าไม่มีขายเป็นชุด เลยคุยกันไปเรื่อยๆ ว่าแม่ค้าจะไปอีกเมืองนึงเดี๋ยวจะดูให้ว่าที่เมืองนั้นมีขายบ้างหรือเปล่า ผ่านไปสักพักแม่ค้าก็ตอบกลับมาว่ามีขายยกชุดนะ แต่มีแค่แบบใส แบบเดียว เราก็ตกลงทันทีเอา 1 ชุด สบายใจได้แล้วว่าจะได้ครบชุดสักที

แป๊บนึงแม่ค้าก็ส่งรูปนี้มาให้ … เอ่อ เปิดตู้แกะมาให้เดี๋ยวนั้นกันเลยทีเดียว ร้านค้านี้ทุ่มเทมาก ไม่คิดว่าจะซื้อยกชุดแบบนี้ก็ได้ด้วย แต่ก็คงเพราะว่าเป็นนักท่องเที่ยวด้วยหละ ร้านค้าเลยเปิดตู้เลือกแบบให้ครบชุดแบบนี้ ถ้าเป็นคนแถวนั้นคงต้องหมุนจนหมดตัวกันไปข้างนึง

และในที่สุดก็ได้ครบทั้ง 8 แบบแล้ว (และซ้ำอีกเยอะเลย) เป็นรุ่นแบบใส ตัวเกล็ดหิมะเหลือบสีรุ้งสวยมาก คุ้มค่าที่ฝากหาซื้อจริงๆ แบบเรืองแสงไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะมันไม่สวยเท่าไรสีขุ่นๆ เหมือนของปลอมเกินไป แบบใสนี่แหละสวยเหมือนจริงดี ไหนๆ ก็ได้มาครบทุกแบบแล้ว เลยเอามาเล่า และเอามาให้ดูกันในบล็อกนี้สักหน่อยเผื่อใครตามหาอยู่จะได้รีบไปหมุนกัน

Blog: สะสมแสตมร้านสะดวกซื้อ ร้าน 7Eleven และ Tesco Lotus Express

มีใครชอบสะสมแสตมแลกของพรีเมี่ยมตามร้านสะดวกซื้อบ้างครับ ผมคนนึงละ ถึงจะรู้ว่ากำเงินที่ซื้อสินค้าสะสมแสดมเอาไปซื้อของที่อยากได้เลยดูท่าทางจะง่ายกว่า และอาจจะถูกกว่าราคาสะสมด้วย แต่มันก็เป็นเพราะอะไรไม่รู้ที่สั่งการให้เราสะสมแสตมอยู่ดี อาจจะเป็นเพราะเมื่อเราสะสมแสตมครบตามจำนวนแล้วเอาไปแลกและได้ของกลับมามันทำให้มีความสุขมากกว่าการกำเงินแล้วไปซื้อเองก็เป็นได้

ปีนี้ที่เห็นชัดๆ มี 2 ร้าน ที่เปิดโปรโมชั่นสะสมแสตม เริ่มโดย Tesco Lotus Express ที่มีคอเล็คชั่น Doraemon (21 ก.ค. – 31 ส.ค. 59) โดยเป็นสินค้าคล้ายกับของปีที่แล้วที่เปลี่ยนลายมาให้แลกกัน อีกร้านก็เป็นเจ้าประจำอย่าง 7Eleven เหมือนจะรู้ทางแล้วคราวนี้มากับสินค้าลาย  Hello Kitty + LINE เป็นของพรีเมี่ยมแบบใหม่ๆ กับสามารถแลกเครื่องใช้ในครัวได้อีกด้วย

สำหรับตัวผมเองแล้วเลือกแลกของพรีเมี่ยมที่คิดว่าจะเอามาใช้ได้ดีที่สุดในแต่ละรอบของโปรโมชั่น สำหรับร้าน Tesco Lotus Express เลือกกล่องแก้วถนอมอาหาร 1 ชุด มีจำนวน 4 ชิ้น ที่ดูน่าจะได้ใช้บ่อย จากรอบก่อนที่เป็นลาย B-Duck ก็ได้ใช้งานกล่องแก้วนี้จนคุ้มไปแล้ว

ส่วนของร้าน 7Eleven เลือกแลกกล่องข้าว กับเก้าอี้พับ ที่น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ต่อได้ กล่องข้าวนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะแข็งแรงแค่ไหน แต่ก็ใช้แสดมไม่มากเลยได้แลกมาก่อน และก็สะสมต่อแลกเก้าอี้พับซึ่งเคยแลกเก้าอี้พับแบบตัวเตี้ยมาแล้วเมื่อปีก่อน คุณภาพดีใช้ได้แข็งแรงทนทานพอสมควร เลือกเลือกแลกเป็นชิ้นต่อมา ของพรีเมี่ยมร้าน 7Eleven นี้ต้องลงทะเบียนแลกและนัดรับสินค้าอีกทีนึงไม่เหมือน Lotus Express ที่แลกรับได้ทันที (บางรายการ)

แล้วเลือกที่แลกสินค้าพรีเมี่ยมอะไรกันบ้าง เข้ามาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

Blog: 14 สิงหาคม 2559

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่แล้วได้ของเก่ามา 2 ชิ้น เป็นกระจกทองเหลือง กับ ถ้วยแก้วดีบุก คิดว่าจะไม่ได้มีโอกาสหาซื้อของเก่าแล้วซะอีกแต่ก็บังเอิญไปได้มาจนได้ เพราะช่วงหลังๆ มานี้มัวแต่ซื้อของกินอย่างเดียวจนไม่ได้นึกถึงพวกของเก่าสวยๆ ที่รอเรามาเป็นเจ้าของ

กระจกทองเหลืองที่ได้มาเป็นกระจกเก่า ที่มีผู้หญิงถือบานกระจกอยู่ในลายเส้นของไม้เถา-ดอกไม้ บนกระจกจะเป็นลวดลายเส้นแบบนูนต่ำในรอบๆ บานกระจกและที่ส่วนด้ามจับ คิดว่าเป็นสไตล์ อาร์ตนูโว (Art Nouveau) เพราะลายบนตัวกระจกเป็นลายเส้นโค้งอ่อนช้อย แบบพวกลายไม้ เถาวัลย์ ด้านหลังเป็นเป็นกรอบกระจกบุผ้ากำมะหยี่เฉยๆ ไม่มีอะไรปิด ตัวกระจกยังอยู่ในสภาพดีไม่แน่ใจว่ามีการเปลี่ยนกระจกก่อนหรือไม่ กระจกสะท้อนภาพดีมีเงาเหลื่อมๆ อยู่บ้างนิดหน่อย แต่สวยดีแถมได้มาราคาไม่แพงด้วย

อีกชิ้นที่ได้มาเป็นแก้ว หรือถ้วยไม่รู้ขนาดใหญ่เหมือนกัน เป็นดีบุกดุนลาย เนื้อหนาและหนักพอสมควร ที่เลือกแก้วใบนี้มาเพราะลายของแก้วเลย ตอนได้มาเป็นแก้วเลอะๆ สีดำ พอเอาไปล้างไปขัดก็สวยขึ้น ด้านในทาสีเขียวลองใส่น้ำเอาไว้รู้สึกว่าจะรั่วด้วย เลยว่าจะเอาไว้ใส่ของเล็กๆ พวกกุญแจอะไรแบบนี้

Blog + แกะกล่อง Fuchico On The Cup

ฟูจิโกะ เท่าที่รู้จักนิดหน่อยก็เป็นตุ๊กตาผู้หญิงตัวเล็กๆ ในชุดพนักงานออฟฟิตสีฟ้า ที่เกาะอยู่บนปากแก้วน้ำในท่าทางต่างๆ และเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมาก ในไทยก็นิยมสะสมด้วยเช่นกัน แรกๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะก็แค่ตุ๊กตาในไข่กาชาปองเท่านั้นเอง แต่ผ่านมาได้เห็น ฟูจิโกะ ทำออกมาในหลากหลายรูปแบบ มีรูปแบบตามเทศกาลต่างๆ ก็เริ่มที่จะอยากได้บางตัวที่ชอบบ้างแล้ว จนได้มา 2 – 3 ตัวที่ชอบๆ

ที่ได้มาจะเป็น ฟูจิโกะ ในชุด ฤดูร้อน (Summer) ของปีที่แล้ว เป็นฟูจิโกะถือแตงโมกับหมูยากันยุง และ ฟูจิโกะ กับดอกไม้ไฟ อีกตัวเป็นชุดพิเศษ ฟูจิโกะ กับ ครีม พอได้มาแล้ว ก็รู้ว่าทำไมผู้คนถึงชอบตุ๊กตาผู้หญิงตัวเล็กๆ นี้นัก เพราะมันน่ารักไงละ แต่ถ้าจะสะสมมากกว่านี้ก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องเงินด้วยนะ เพราะแต่ละตัวก็แพงอยู่เหมือนกันราคาที่ขายก็ประมาณ 150 – 200 บาทต่อ 1 ตัว ยิ่งเป็นตัวพิเศษ หรือตัวลับ นี่ละก็ราคาก็แพงไปอีก ตั้งแต่ตัวละ 300 – 700 บาทก็มี สำหรับตัวเองแล้วคงไม่เก็บทั้งหมด เก็บเพียงเฉพาะตัวที่ชอบก็พอ

ตัวต่อมาไม่คิดว่าจะได้ซื้อมา แต่ก็ได้มาแล้วเป็นของมือสอง แบบใหม่แกะกล่องหาซื้อไม่ได้ เป็นฟูจิโกะตัวใหญ่บนบะหมี่ถ้วย ดูๆ ไปก็ตลกดี แบบตัวใหญ่นี้ออกมาหลายแบบหลายสี แบบที่ได้มาเป็นฟูจิโกะอุ้มตะเกียบ แบบที่ฟูจิโกะนั่งเฉยๆ ก็มีนะเผื่ออยากจะหามาเก็บเอาไว้

Harry Potter The Artifact Vault – Book Preview

Harry Potter The Artifact Vault

  • Author: Jody Revenson
  • Publisher: Harper Design
  • Publication: 14/06/2016
  • Page Count: 208 Pages
  • Dimensions: 9.25 x 11.2 x 0.9 inches / Hardcover
  • Language: English
  • ISBN: 9780062474216
  • Price: $45.00 / 1,733.00 บาท (AsiaBook)

เนื้อหาภายในเล่ม

เจอกันอีกครั้งสำหรับหนังสือเบื้องหลัง Harry Potter เล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 แล้ว(มั้ง) ในชุดหนังสือเบื้องหลังที่แยกออกเป็นเล่มย่อยๆ ที่ออกมาก็มี Harry Potter The Character Vault,  Harry Potter The Creature VaultHarry Potter Magical Places from the Films มีเล่มอื่นๆ ที่ไม่รู้อยู่ในชุดนี้รึเปล่าอีกเล่มนึง คือ Harry Potter Film Wizardry From the Creative Team Behind the Celebrated Movie Series และเล่มดั้งเดิมที่เป็นคัมภีร์ของหนังสือเบื้องหลังก็คือเล่มนี้ Harry Potter Page to Screen – The Complete Filmmaking Journey ที่เพิ่งจะพรีวิวไป แต่จะยังไงก็ตามจะมีมาอีกกี่เล่มก็ต้องเก็บไว้เป็นคอเล็คชั่นให้ได้ ไหนๆ ก็ซื้อมาซะหลายเล่มแล้ว

ในเล่มนี้เป็นเล่มเฉพาะของสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งของ อุปกรณ์ภายในภาพยนตร์ Harry Potter ทั้ง 7 ภาค ซึ่งก็เหมือนกับเล่มก่อนหน้าที่จะแบ่งเนื้อหาเป็นบทๆ แต่ละบทก็จะแยกตามซีน หรือตามเหตุการณ์ในสถานที่นั้นๆ แต่ในเล่มนี้จะเน้นไปทางรูปภาพซะ 70% อีก 30% เป็นเนื้อหาประกอบ มีพวกรูปของอุปกรณ์ที่เราไม่เคยสังเกตด้วยว่าเป็นอย่างไรในภาพยนตร์ ยกตัวอย่างก็ จดหมายจากฮอกวอตส์ที่มาถึงแฮรี่ในภาคแรก ตารางเรียนของเฮอร์ไมโอนี่ ไม้เท้าแบบตางๆ ป้ายติดขวดยา อะไรแบบนี้

อุปกรณ์หลายๆ อย่างมีการอธิบายแนวคิด และขั้นตอนการทำขึ้นแบบคร่าวๆ ถึงละเอียดมากเอาไว้ด้วย แนะนำให้อ่านในบทของ The Marauder’s Map หรือ แผนที่ตัวกวน อ่านไปเพลินๆ แปลออกบ้างไม่ออกบ้างแต่ก็สนุกดี

ถ้าถามว่าเล่มนี้ต่างจากเล่มคัมภีร์อย่างไร ในเมื่อเล่มนั้นรวมข้อมูลทั้งหมดเอาไว้แล้ว ก็อยากจะบอกว่ามันมีภาพและบทความบางอย่างที่ไม่มีในเล่มคัมภีร์ด้วยนะ แต่อย่าลืมนะว่าเล่มคัมภีร์นั้นตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว เล่มนี้เพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อเดือน มิถุนายน 2016 นี้เอง เลยเป็นเหมือนการขยายความออกมาอีกให้ละเอียดขึ้น ภาพมีหลากหลายมากขึ้น ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลองดูในคลิปพรีวิวด้านล่างก่อนตัดสินใจแล้วกัน

Harry Potter Magical Places & Characters Colouring Book #3 – Book Preview

มาต่อกับหนังสือระบายสีของ Harry Potter เล่มนี้เป็นเล่มที่ 3 เล่มนี้ออกตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว แต่ใช้เวลานานมากกว่าจะมาที่ร้านหนังสือไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เล่มนี้เป็นเล่มที่เกี่ยวกับ Magical Places & Characters ตามชื่อเล่มเลย มาดูด้านในกันดีกว่า

Harry Potter Magical Places & Characters Colouring Book

  • Author:
  • Publisher: Scholastic Inc.
  • Publication: Date: 29 March 2016
  • Page Count: 96 Pages
  • Dimensions: 216 x 276 x 12mm
  • Language: English
  • ISBN: 9781783706006
  • Price: £9.99, 545 บาท (AsiaBook)

เล่มนี้ด้านในจะเป็นภาพเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ภายในภาพยนต์ เช่น ตรอกไดอากอน บริเวณภายในปราสาทฮอกวอตส์ ห้องเรียนต่างๆ เป็นภาพที่มาจากฉากที่ปรากฎในภาพยนต์ และยังมีภาพแอ็คชั่นของตัวละครนำจากภาพยนต์อีกด้วย แต่ละภาพยังคงมีรายละเอียดที่เยอะมาก ดูสวยงามเชิญชวนให้ระบายสีจริงๆ ตอนท้ายเล่มยังมีภาพสีจากฉากต่างๆ ที่ทำมาเป็นภาพลายเส้นให้ดูอ้างอิงอีกด้วย