ลองชิม เลอแปง มาร์เบิ้ลเค้กรสราสเบอร์รี่ Raspberry Flavored Marble Cake

เลอแปง มาร์เบิ้ลเค้กรสราสเบอร์รี่ Raspberry Flavored Marble Cake น้ำหนัก 67 กรัม ราคา 13 บาท

เค้กเนยของเลอแปงหรือว่าจะเรียกอะไรก็ตาม ที่เป็นเค้กกลมๆ มีกระดาษรอง เนื้อเค้กนุ่มๆ ฉ่ำๆ รสหอมมันนั้นเป็นหนึ่งในขนมของเลอแปงที่ชอบที่สุด เพราะในความคิดของบล็อกเองรู้สึกว่ามันคุ้มค่าทั้งขนาด และความอร่อย และเมื่อเลอแปงทำเค้กเนยรสใหม่ออกมาก็ไม่พลาดที่จะเอามาลองชิมว่าจะอร่อยหรือเปล่า รสใหม่นี้เป็นรสราสเบอร์รี่ห่อสีชมพู

รสใหม่นี้ตัวเค้กยังคงเหมือนเดิมเป็นเค้กกลมๆ บนแผ่นกระดาษ ตัวเค้กเนยยังคงหอมและชุ่มฉ่ำเหมือนเดิม แต่จะสอดไส้แยมราสเบอร์รี่มา รสแยมอมเปรี้ยว กินกับเค้กแล้วแปลกๆ แต่ก็อร่อยดี ตัวแยมเกาะกันเป็นก้อนไม่ค่อยเกาะกับเนื้อเค้กเวลากินก็จะรู้สึกว่าแยมมันเหนียวเกาะกันไม่ค่อยไปกับเนื้อเค้กสักเท่าไหร่แต่ก็พอกินได้ ส่วนตัวแล้วชอบแบบเดิมมากกว่า แต่เป็นเรื่องดีนะที่ทำออกมาเพราะในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้เห็นเค้กเนยหลากหลายรสให้ลองชิมก็ได้

Advertisements

ลองชิม ฟิชโช Black สไปซี่ซีฟู้ด และ ฟิชโช White ดับเบิ้ลชีสพิซซ่า

ฟิชโช FISHO Black รสสไปซี่ซีฟู้ด, ฟิชโช FISHO White รสดับเบิ้ลชีสพิซซ่า น้ำหนัก 25 กรัม ราคา 20 บาท

วันนี้มาลองชิมปลาเส้นรสใหม่ รู้สึกว่าบล็อกยังไม่เคยลองชิมลงบล็อกมาก่อนเลยมั้ง (รึเปล่าจไม่ได้) งั้นมาเริ่มด้วยปลาเส้น ฟิชโช 2 รสใหม่นี้แล้วกัน 2 รสนี้น่าจะออกมาด้วยกันเพราะหน้าซองเป็นรูปที่เอามาต่อกันได้ และยังมีสีตรงกันข้ามเป็นสีขาวและสีดำอีก สีดำเป็นรส สไปซี่ซีฟูด ที่มีปลาเส้นสีดำ ห่อสีขาวเป็นรส ดับเบิ้ลชีสพิซซ่า ปลาเส้นเป็นสีปกติ

FISHO Black รสสไปซี่ซีฟู้ด
เปิดห่อมาได้กลิ่นเครื่องเทศเป็นอย่างแรกเป็นกลิ่นแปลกใหม่ เหมือนกลิ่นพริกไทยดำ กับเส้นที่มีสีดำ รู้สึกว่าสีดำนี้มาจากผงถ่านที่ใส่เข้าไปดูจากส่วนประกอบหลังห่อ รสชาติเริ่มแรกนั้นเป็นรสเหมือนกลิ่นเครื่องเทศบอกไม่ถูกแล้วตามด้วยรสเผ็ด เมื่อเคี้ยวไปเรื่อยๆ จะได้รสเค็มแบบรสปลาเส้นปกติแต่ยังคงรสเผ็ดเล็กๆ เอาไว้เป็นรสที่ไม่จัดไม่เผ็ดมากเรียกว่าค่อนข้างอร่อยเลย เพราะความแปลกใหม่ด้วยเส้นสีดำ กลิ่นและรส ทำให้รสนี้รู้สึกว่าอร่อยกว่าอีีกรสนะ ส่วนตัวแล้วชอบรสนี้มากกว่ารสชีส

FISHO White รสดับเบิ้ลชีสพิซซ่า
รสนี้เปิดห่อปุ๊บก็ได้กลิ่นชีสหอมมัน หอมรุนแรงมาก เป็นกลิ่นชีสและกลิ่นพิซซ่า รสเริ่มแรกจะรู้สึกเหมือนเป็นรสชีสและซอสพิซซ่า เป็นรสมันๆ แต่เคี้ยวไปสักพักจะเป็นรสปลาเส้นเค็มๆ ธรรมดามีความมันของชีสนิดหน่อย สรุปรสนี้มีจุดเด่นที่กลิ่นที่หอมชีสมาก หอมแบบทำให้อยากกินอีกจริงๆ แต่รสนั้นไม่ได้แปลกใหม่เท่าไหร่

ลองชิม ไวไว รสหมูย่าง [Wai Wai Grilled Pork Flavour]

ไวไว รสหมูย่าง [Wai Wai Grilled Pork Flavour] น้ำหนัก 70 กรัม ราคา 25 บาท

ในถ้วยจะมีซองผงเครื่องปรุง และซองงาขาวคั่ว และส้อม 1 อัน ตัวเส้นบะหมี่เป็นแบบเส้นแบน สีเข้ม ลองชิมแบบดิบแล้วเส้นมีรสเค็มๆ อร่อยดี ในถ้วยมีผักแห้งใส่มาพร้อมแล้ว

ใส่เครื่องปรุงทั้งหมด เติมน้ำร้อน ปิดฝา 3 นาที คนเครื่องปรุงให้เข้ากันก็จะได้บะหมี่หน้าตาแบบนี้

น้ำซุปมีกลิ่นย่างอ่อนๆ น่าจะเป็นกลิ่นของหมูย่างตามชื่อรส รสชาติน้ำซุปออกหวาน – เค็ม พร้อมกับกลิ่นหมูย่าง น้ำซุปอร่อยดี เส้นแบนเคี้ยวแล้วได้รสสัมผัสที่แปลกไป ในถ้วยมีเนื้อหมูย่างชิ้นกลมเล็กๆ ด้วยเห็นตอนแรกนึกว่าเห็ดอบแห้ง กินรวมๆ แล้วเป็นบะหมี่รสที่ไม่จัดนัก หรือเรียกว่าเป็นรสชาติที่อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ได้อร่อย และไม่ได้แย่อะไร

สรุปแล้วเป็นบะหมี่รสแปลกใหม่ที่ลองชิมสักครั้งก็พอ แต่ถ้าไม่ได้ลองก็ไม่ได้พลาดอะไรไปนะ

ลองชิม ฟาร์มเฮ้าส์ พายไส้สัปปะรด, ไส้เผือก [Farmhouse Pineapple, Taro Filled Pie]

ฟาร์มเฮ้าส์ พายไส้สัปปะรด [Farmhouse Pineapple Filled Pie], ฟาร์มเฮ้าส์ พายไส้เผือก [Farmhouse Taro Filled Pie] น้ำหนัก 80 กรัม ราคา 14 บาท

เพิ่งเห็นว่าฟาร์มเฮ้าส์ก็ทำพายสอดไส้มาขายกับเขาเหมือนกัน ตอนแรกไม่คิดว่าจะซื้อมาลองชิมหรอก แต่เห็นแพ็คเกตดูสวยงามดีเลยหยิบมาลองชิมทั้ง 2 รส

ตัวพายของทั้งสองรสนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีน้ำหนัก ตัวแป้งพายฟูนุ่มเป็นชั้นสวยงาม ไส้ด้านในก็สอดไส้เยอะพอสมควร รสสัปปะรด เป็นเหมือนแยมสัปปะรด รึว่าสัปปะรดในน้ำเชื่อมข้นๆ แบบนั้น ซอสฉ่ำดี มีเนื้อสัปปะรดให้เคี้ยวเยอะอยู่ รสชาตินั้นออกหวานอมเปรี้ยว กินคู่กับแป้งพายแล้วอร่อยดี ส่วนไส้เผือกนั้น ไส้ด้านในเป็นเหมือนเผือกกวน ที่มีชิ้นเนื้อเผือกมาด้วยนิดหน่อย ไส้เนื้อเนียน มีรสออกหวานมาก เป็นรสธรรมดาไม่แปลกอะไร พูดถึงแป้งพายบ้าง ตัวแป้งพายไม่หอมเนยเหมือนของเซเว่น กินเปล่าๆ ไม่มีรสชาติมากนักต้องกินกับไส้ถึงจะพอมีรสชาติบ้าง

สรุปแล้วเป็นพายสอดไส้แบบปกติหละ ไม่ได้อร่อยมากกว่าของยี่ห้ออื่นๆ แต่เทียบกันทั้งสองรสนี้ รสสัปปะรดอร่อยกว่ารสเผือก ส่วนตัวแล้วไม่ชอบรสเผือกของฟาร์มเฮ้าเท่าไหร่ มันหวานแบบเผือกกวนไส้ออกแห้งๆ ไม่อร่อยเท่าไหร่

ลองชิม เลย์ รสสวีทชิลลี่ และ รสพริกมะนาว [Lays Sweet Chili, Chili Lime Flavor]

เลย์ รสสวีทชิลลี่ [Lays Sweet Chili Flavor], เลย์ รสพริกมะนาว [Lays Chili Lime Flavor] น้ำหนัก 50 กรัม ราคา 20 บาท

ลองชิมวันนี้จะเอาเลย์รสใหม่ 2 รส มาลองชิม เอาชิมคู่กันเป็น มินิลองชิมสั้นๆ เพราะเห็นว่าเป็นเลย์รสพริก และเป็นมันฝรั่งแบบแผ่นเรียบเหมือนๆ กัน คิดว่ารสชาติไม่น่าจะแตกต่างกันมาก แต่ก็เป็นรสใหม่อ่ะนะ เอามาลองชิมไว้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

รสสวีทชิลี่ แกะห่อออกมาดมกลิ่นไม่มีกลิ่นหอมพิเศษของรส ตัวแผ่นมันฝรั่งก็ไม่มีสีของผงปรุงรส รสออกหวาน มีรสเผ็ดเล็กๆ ที่ปลายลิ้น เป็นรสที่คล้ายกับรสเดิมๆ ของเลย์

รสพริกมะนาว ห่อนี้มีกลิ่นมะนาวอ่อนๆ มันฝรั่งมีรสหวาน เค็ม และมีรสเผ็ดนิดหน่อย กินแล้วได้อารมณ์ของ เลย์ รสเมี่ยงคำ เพียงแต่จะลดระดับของกลิ่นมะนาวอ่อนลง

สรุปแล้วเป็นเลย์รสใหม่ที่ โอเค สำหรับเวลาไม่รู้จะเลือกเลย์รสอะไร ประมาณว่าหยิบมาเพราะเป็นรสใหม่ ตัวมันฝรั่งก็ไม่ได้มีความแตกต่างของรสชาติมากเท่าไหร่กินไปก็แยกไม่ออกว่ารสไหนเป็นรสไหน

ลองชิม เบอรดี้ ชาไทย แบบกระป๋อง [Birdy Thai Tea]

เบอร์ดี้ ชาไทย [Birdy Thai Tea] น้ำหนัก 180 มล. ราคา 13 บาท

วันนี้จะมาเล่าเรื่องลองชิมชานมกระป๋องสั้นๆ ให้อ่านกัน คงจะผ่านตามาบ้างแล้วกับโฆษณาของเบอร์ดี้ ที่ทำเครื่องดื่มแบบกระป๋องรสใหม่มา รสนั้นก็คือ รสชาไทย  ทำมาเป็นแบบกระป๋อง ใช่แล้วเหมือนกาแฟกระป๋องนั่นแหละ ขนาด รูปลักษณ์ ก็เหมือนกัน ราคาเท่ากัน เห็นว่าเป็นของใหม่เลยจัดมาลองชิมดู

เปิดกระป๋องมาได้กลิ่นหอมชาอ่อนๆ รสชาติก็เป็นรสชานมนั่นแหละ แต่เป็นรสชานมที่แปลกไป ที่ว่าแปลกก็คงจะเป็นรสชาที่โดดออกมาจนรู้สึกถึงรสชาได้ชัดเจน ดื่มแล้วได้กลิ่นหอมชา รสของชาที่ติดอยู่ที่ลิ้น พอรวมเข้ากับรสหวานมันของนมสดที่ใส่มันอร่อยเข้ากันดีทำให้เป็นรสชาติที่ไม่เหมือนชานมทั่วๆ ไป บอกไม่ถูก รสไม่หวานมาก หวานกำลังดี

สรุปแล้วเป็นชานม หรือชาไทย แบบกระป๋องที่อร่อยเลย รสชาติแปลกใหม่ก็น่าจะเป็นจุดเด่นของชานมกระป๋องนี้ ส่วนตัวก็ชอบนะเพียงแต่ปริมาณมันน้อยไปไม่สะใจ  ส่วนรสแบบนี้จะถูกใจใครบ้างคงต้องลองชิมดูแล้วจะรู้เองว่าชอบไหม

ลองชิม เนสกาแฟ กลิ่นเฮเซลนัท NESCAFÉ Oh So Nutty Hazelnut

เนสกาแฟ กลิ่นเฮเซลนัท [NESCAFÉ Oh So Nutty Hazelnut] น้ำหนัก 36 กรัม x 3 ซอง ราคา 35 บาท

เนสกาแฟ กลิ่นเฮเซลนัท รสใหม่เป็นกาแฟนำเข้าอีกรสที่ได้นำเข้ามาขายที่ 7Eleven รสนี้จะอยู่ขายนานรึเปล่ารึจะหายไปแบบ กลิ่นมะพร้าว ครั้งก่อนนะ กลิ่นมะพร้าวครั้งก่อนนั้นหอมมากดื่มแล้วรู้สึกดี เสียดายที่ไม่มีขายแล้ว แต่ยังแอบมีเก็บไว้ 2 ห่อเป็นของสะสม

กาแฟกลิ่นเฮเซลนัทรุ่นนี้เป็นกาแฟแบบมีฟอง ซองใหญ่เหมือนรุ่นกลิ่นมะพร้าว ชงน้ำร้อนแล้วจะได้กลิ่นหอมมัน เป็นกลิ่นหอมมันแบบกลิ่นถั่วเฮเซลนัทหอมโชยมา คนให้เข้ากันแล้วชิมได้รสหวานนำตามมาด้วยรสกาแฟ และรสเข้มของกาแฟช่วงท้าย เวลาดื่มพร้อมได้กลิ่นหอมของถั่วเฮเซลนัทนั้นรู้สึกดีแต่เหมือนไม่ได้ดื่มกาแฟ เหมือนดื่มพวกช็อกโกแลตร้อนมากกว่า เพราะรสหลักของกาแฟเป็นรสหวานกลมกล่อมมีรสกาแฟที่ไม่เข้มมากนิดหน่อย จริงๆ ก็เพราะกลิ่นถั่วนั่นแหละทำให้รู้สึกแบบนั้น

รสนี้อาจจะเป็นรสใหม่สำหรับเนสกาแฟ แต่ใครเคยชิมหรือรู้จักกาแฟยี่ห้อ OldTown แล้วจะทราบดีว่ากาแฟยี่ห้อนี้จะมีกาแฟสำเร็จรูปรสนึงเป็นรสเฮเซลนัท ยี่ห้อนี้ทำมานานแล้ว ทั้งรสชาติและกลิ่นหอมของเฮเซลนัทนี่มาเต็มกว่านี้มาก ฉะนั้นถ้าเนสกาแฟเฮเซลนัทนี้หายไปจากตลาดก็ยังมีกาแฟอีกยี่ห้อที่มีรสนี้ให้ดื่มอยู่ไม่เป็นปัญหา

สรุปแล้วรสนี้ก็เป็นกาแฟสำเร็จรูปแบบมีฟองที่มีรสหวาน หรือจะบอกง่ายๆ ว่าเหมือนกับรสมะพร้าวนั่นแหละแค่เปลี่ยนกลิ่นเฉยๆ ส่วนตัวคิดว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย ห่อนึง 35 บาท มี 3 ซอง ตกซองละ 11 บาท ถือว่าแพงนะสำหรับกาแฟสำเร็นรูป 1 ซอง แต่ก็ไม่เสียดายที่ได้ลองชิม แค่ไม่ได้จะซื้อมาดื่มประจำเท่านั้นเอง

ลองชิม มีมิกซ์ น้ำวิตามินเข้มข้น 0 แคลอรรี่ [MeMix Vitamin Drink Mix]

มีมิกซ์ น้ำวิตามินเข้มข้น MeMix Vitamin Drink Mix น้ำหนัก 48 มล. ราคา 79 บาท

  • สีน้ำเงิน Active รส Mixed Fruits
  • สีฟ้า รส Berry Lemon
  • สีส้ม รส Orange
  • สีแดง รส Strawberry Melon

อยากลองมานานแล้วกับ MeMix เห็นโฆษณาจากหลายๆ ที่มานาน ช่วงที่คุมน้ำหนักเห็นแล้วอยากหาซื้อมาดื่มแทนน้ำหวานเลย แต่หาซื้อยากมาก มีตัวแทนขายในโคราช แต่ตัวแทนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ จนเลิกคุมน้ำหนักแล้วก็ยังหาซื้อไม่ได้ จนมาได้เห็นโพสจากเพจของ MeMix ว่ามีขายที่ Foodland แล้ว เมื่อวันเสาร์ไปเดิน Terminal 21 โคราช เลยไม่พลาดที่จะลงไป Foodland แล้วซื้อมาลองชิมทั้ง 4 รสที่มีขายเลย มาดูกันว่าแต่ละรสเป็นยังไง

ตัวมีมิกซ์ MeMix มีแพ็คเกจเป็นขวดบีบพลาสติกขนาดเล็ก มีฝาปิดที่ดูแข็งแรงดี ทุกสีที่ฉลากระบุว่ามีวิตามิน C, B6, B12 วิธีชงก็ชงตามฉลากข้างขวดที่บอกอัตราส่วน 1:100 ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นแบบไหน ปริมาณตามฉลากโภชนาการด้านหลังระบุว่าใช้ 2 มล. ต่อน้ำเปล่า 200 มล. ทำให้ 1 ขวดสามารถผสมน้ำได้ถึง 24  ครั้งเลย

ด้านหลังขวดมีระบุฉลากโภชนาการ และส่วนส่วนใครสงสัยอะไรก็ลองดูกันเอาได้เลย

  • สีน้ำเงิน Active รส Mixed Fruits น้ำข้างในจะเป็นสีเหลือง บีบออกมาตกใจเล็กน้อย เพราะมันสีสดใสมาก สีนี้มีกลิ่นเหมือนสปอนเซอร์ เป็นกลิ่นแบบพวกพัชน์ผลไม้ ส่วนรสชาติก็เหมือนสปอนด์เซอร์เลย หวาน ๆ เปรี้ยวๆ เป็นรสคุ้นเคยกันดี
  • สีฟ้า รส Berry Lemon มีกลิ่นหอมเปรี้ยวๆ เหมือนมะนาวดอง รสชาติก็มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นรสเปรี้ยวแปลกๆ เหมือนมะนาวดองจริงๆนะ มันเป็นรสแบบพวกเปลือกส้มแห้งเปรี้ยวๆ แบบนั้น แล้วจะตามด้วยรสหวาน เป็นรสชาติที่แปลกดี
  • สีส้ม รส Orange มีกลิ่นแบบน้ำส้มสังเคราะห์ รสชาติก็เป็นรสส้มแหละ หวานอร่อย แบบน้ำส้มผงละลายน้ำ
  • สีแดง รส Strawberry Melon รสนี้มีกลิ่นสตรอเบอร์รี่ที่คุ้นเคย เป็นกลิ่นแบบปีโป้ รสที่ได้เป็นรสหวานที่แตกต่างไปจากรสอื่นๆ เป็นรสเหมือนกินปีโป้ แต่ก็อมเปรี้ยวเล็กๆ อร่อยดี

ทั้งหมดที่ลองชิมไปจะชงด้วยน้ำโซดาทั้งหมด และก็ไม่ได้ชงตามปริมาณที่ระบุบนฉลากนะ ใช้กะปริมาณเอา เลยจะได้รสชาติที่ค่อนข้างเข็มข้นมากหน่อย ทำให้รู้ว่าแต่ละรสชาตินั้นค่อนข้างหวานโดดนำมา เป็นรสหวานแบบพวกน้ำตาลเทียมนะ และแน่นอนว่าจะทิ้งความหวานแปลกๆ ไว้ในปากหลังจากดื่มแล้วเหมือนพวกน้ำตาลเทียมทั่วไปเลย ส่วนตัวก็กินน้ำตาลเทียมเป็นประจำอยู่แล้วเลยไม่เป็นปัญหาอะไร พูดถึงเรื่องความหวานคิดว่าถ้าชงในน้ำที่ปริมาณเยอะกว่านี้ แล้วเป็นน้ำธรรมดาคงจะได้รสที่หวานกำลังดี ดื่มเย็นๆ สดชื่น ส่วนปริมาณที่ใช้ก็คงต้องเอาไปลองชงตามแต่คนชอบดีกว่า ชอบหวานมากหรือหวานน้อยก็บีบกันเอาเอง และคิดว่าแทนน้ำหวานทั่วไปสำหรับคนคุมน้ำหนักได้ดีเลยละ ยกเว้นจะอยากกินน้ำหวานจริงๆ เองอันนี้ก็แทนไม่ได้นะ

ลองชิม โอรีโอ ทินส์ [Oreo Thins Tiramisu, Vanilla Delight]

โอรีโอ ทินส์ [Oreo Thins Tiramisu, Vanilla Delight] น้ำหนัก 95 กรัม ราคา 35 บาท

โอรีโอรุ่นใหม่ รุ่นบาง รุ่นบางนี้ในเซเว่นมีขาย 2 รสชาติ รสวนิลา ดีไลท์ Vanilla Delight และ รสทีรามิสุ Tiramisu มันบางกว่าแบบปกติยังไง บางแล้วมันดีกว่าแบบเดิมไหม แล้วทำไมต้องทำรสชาติใหม่ รสใหม่อร่อยไหม เราจะมาลองแกะห่อดูกันเลย

แพ็คเกจของ โอรีโอ ทินส์ ทำมาเป็นแบบกล่อง บรรจุห่อเล็กข้างใน 2 ห่อ ในห่อเล็กๆ จะมีคุ๊กกี้ 8 ชิ้น

คุ๊กกี้มีขนาดใหญ่กว่าแบบปกตินิดหน่อย แต่มีความหนาของคุ๊กกี้ที่น้อยลงมาก เรียกว่าบางไปหมดทุกอย่างทั้งตัวคุ๊กกี้ ทั้งลายพิมพ์บนคุ๊กกี้ ก็บางไปหมด เทียบขนาดกับแบบปกติแล้วดูบางจริงๆ เพราะบางขึ้นเลยทำให้เวลากัดคุ๊กกี้แล้วรู้สึกกว่าคุ๊กกี้กรอบขึ้นเหมือนที่โฆษณาด้วยละ

  • รสแรก รสวนิลา ดีไลท์ Vanilla Delight แกะห่อได้กลิ่นหอมของวนิลา แต่กลิ่นไม่แรงเท่าไหร่ ครีมด้านในมีสีเหลืองอ่อนๆ รสครีมเป็นรสวนิลาแบบครีมขนมเค้ก กินพร้อมคุ๊กกี้แล้วเข้ากันกับรสของคุ๊กกี้ไม่หวานเกินไปเหมือนรสธรรมดา
  • รสที่สอง รสทีรามิสุ Tiramisu รสนี้มีกลิ่นหอมมากตั้งแต่แกะห่อ เป็นกลิ่นประมาณกลิ่นกาแฟและช็อกโกแลต หอมมันๆ จะว่าไปก็ไม่เคยกินทีรามิสุอะไรนี่เลยเลยไม่รู้ว่ากลิ่นหรือรสมันเหมือนขนมทีรามิสุจริงๆ ไหมนะ แต่รสครีมที่ได้เป็นรสหวานแบบช็อกโกแลตประมาณนั้น กินพร้อมคุ๊กกี้แล้วอร่อยดี เข้ากัน

สรุปแล้วเป็นโอรีโอรูปแบบใหม่ พร้อมรสชาติแปลกใหม่ที่โอรีโอชอบทำอยู่แล้ว และให้คนซื้อแก้เบื่อได้ดี แต่ส่วนตัวแล้วยังคงชอบรสธรรมดาดั้งเดิมมากกว่าอยู่ดี

ลองชิม 7Fresh ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น [Japanese Cheese Cake]

7Fresh ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น Japanese Cheese Cake น้ำหนัก 75 กรัม ราคา 30 บาท

เค้กพร้อมทานแบบใหม่ที่มีขายในเซเว่นมาสักพักแล้ว เป็นชีสเค้ก ที่แพ็คเกจก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น มันเป็นแบบไหนนะ มันจะต่างกับชีสเค้กตามร้านกาแฟยังไง ต้องเอามาลองชิมดู แพ็คเกจเค้กเป็นกล่องพลาสติกใสทรงกลม มีถาดพลาสติกสีทองดูดีมีราคา ตัวเค้กอยู่ในกล่องอย่างสวยงามเลยทีเดียว

จับแค่กล่องยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอแกะออกมาจับที่ตัวเค้กเท่านั้นแหละถึงได้รู้ว่าตัวเค้กนั้นมีน้ำหนักใช้ได้เลย จับแล้วเนื้อแน่นไม่เละ ดูภาพนอกเนื้อเค้กดูฉ่ำเหมือนเค้กเนยอะไรแบบนั้นเลย

ภายนอกลองดมกลิ่นดูได้กลิ่่นเค้กหอมมัน น่ากินมาก เป็นกลิ่นมันๆ เหมือนเค้กเนยที่เข้มข้นหน่อยบอกไม่ถูก บิเค้กออกมาก็จะเห็นเนื้อเค้กที่ไม่ร่วนเท่าไหร่แต่ดูฉ่ำดี ชิมแล้วรสแรกที่รู้สึกจะเป็นรสหวานมัน มีรสชีสเล็กๆ พอให้สังเกตได้ เนื้อเค้กเนียนฉ่ำมาก เวลาเคี้ยวไปบนเนื้อเค้กฉ่ำเนียนร้อมกับรสหวานมันของชีสเค้กแล้วรู้สึกดี ใครนึกไม่ออกว่าตัวเค้กรวมๆ เป็นแบบไหนให้นึกถึงเค้กเนยสดฉ่ำๆ แบบนั้นเลย อร่อยดี

สรุปแล้วเป็นเค้กที่อร่อยเลยทีเดียว เสียอย่างเดียวที่ขนาดเล็ก และราคาค่อนข้างแพงอยู่

แกะกล่อง Samsung GALAXY Note Fan Edition

เครื่อง GALAXY Note Fan Edition ที่ได้มานี้เป็นเครื่องจากเครือข่าย KT จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นเครื่องแบบ 1 ซิม แพ็คเกตของ Samsung GALAXY Note Fan Edition ยังคงเป็นกล่องสีดำตัวหนังสีสีน้ำเงินเหมือนกับรุ่น  GALAXY S7 Edge โดยมีกล่องสวมชั้นนอกที่ด้านหน้ากล่องมีรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมกับชื่อรุ่น Fan Edition ชัดเจน ด้านในเป็นกล่องที่เปิดออกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ภายในกล่อง

Samsung Galaxy Note Fan Edition วางขายในเกาหลีเมื่อวันที่ 7/7/2017 อ้างอิง Samsung KR

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง
  • เคส Clear View Cover สีเดียวกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบขากลม
  • สายเคเบิลแบบ USB C
  • ตัว USB OTG สำหรับเสียบอุปกรณ์ USB
  • หัวแปลง Micro USB to USB C
  • หัวปากกา S Pen 5 หัว พร้อม แหนบ
  • หูฟังรุ่่นเดิมในกล่องพลาสติกสีดำใส

 

สีของตัวเครื่องที่เลือกมาคือ สีฟ้า (Blue Coral) มีขอบอลูมิเนียมตัวเครื่องเป็น สีทองชมพู (Rose Gold) ด้านหน้าไม่มีโลโก้ Samsung แล้ว มองดูด้านล้างหน้าจอก็จะเห็นปุ่ม Home พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ แบบดั้งเดิม สะดวกใช้งานมาก

ด้านหลังจะมีเลนส์กล้อง เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โลโก้ Samsung พร้อมกับชื่อรุ่นอยู่ด้านล่าง

ด้านข้างซ็ายจะมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวามีแค่ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ด้านบนเป็นช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดหน่วยความจำแบบ Micro SD Card  ด้านล่างจะช่องเชื่อมต่อแบบ USB C ช่องลำโพง และ ปากกา S Pen

 

ปากกา S Pen ของ Note FE นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง หัวปากกาจะเป็นแบบหัวแหลมเล็กกว่า Note 5  ตรงที่กดปลายปลากกาจะเป็นอลูมิเนียมสีเดียวกับขอบตัวเครื่องกลมกลืนกันดี

ดูจากภายนอกแล้วมันก็คือ Note 7 นั่นแหละ เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุน้อยกว่าเดิม จาก 3,500mAh เป็น 3,200mAh นั่นเอง

สิ่งที่ชอบ

  • ชอบสีฟ้าของตัวเครื่องมากๆ ด้านหน้าของเครื่องเป็นสีเหมือนด้านหลัง ไม่ชอบ S8+ ตรงที่กระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหตุผลที่เค้าบอกมาก็เพราะจะซ่อนช่องเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่มีเยอะมาก พอเลือกตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีดำกลับทำให้ทุกอย่างดำไปหมดเลยดูไม่สวย ส่วน Note FE ก็มีเซ็นเซอร์เยอะเหมือนกับ S8+ นะ ที่เห็นมีแค่ 3 ช่องด้านบนนั้น เซ็นเซอร์ตัวอื่นๆ อยู่ใต้ฟิล์มสีฟ้านั่นเอง ถามว่ามีปัญหากับพวกเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีฟ้าไหม? ไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ เรียกว่าออกแบบได้ฉลาดมากซ่อนเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีทำให้ด้านหน้าเครื่องดูไม่รกแต่ไม่รู้ทำไมไม่ทำกับ S8+ แบบนี้บ้าง
  • ชอบปุ่ม Home และ สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าที่เดิมคุ้นเคย
  • มีปากกา S Pen
  • ชอบสแกนม่านตาเร็วมากไม่ตั้งใจมองก็สแกนได้ ข้อนี้อยากบอกว่าสแกนม่านตามันเร็วกว่าของ S8+ ที่ใช้อีกนะ กดปุ๊ปมองจอก็ปลดล็อกปั๊ป ของ S8+ มันสแกนได้บ้างไม่ได้บ้างต้องเอามือไปจิ้มสแกนนิ้วข้างหลังแทนน่าหงุดหงิด ข้อนี้เป็นความรู้สึกตัวตัวนะครับ

ข้อสังเกต

  • กล้องถ่ายรูป ปิดเสียงชัตเตอร์ไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดไม่ใช้เสียงแล้ว ซึ่งเสียงชัตเตอร์นี่ดังมากกก ปรับระดับเสียงให้เบาลงไม่ได้ด้วย / แก้ปัญหาโดยใช้ App ถ่ายรูปตัวอื่นโหลดใน Play Store
  • ใช้ Samsung Pay ในไทยไม่ได้ ต้องใส่ซิมเกาหลีเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
  • หาฟิล์มกันรอยดีๆ ในไทยไม่ได้ / ตอนนี้ยังหาฟิล์มที่คลุมขอบโค้งแบบที่ไม่ใช่ TPU และขายในไทยไม่ได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศ

หลังจากรอคอยมานานเรียกว่าถูกใจมาก รูปร่าง สีสันตัวเครื่อง ที่สำคัญคือ S Pen นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ได้เอามาใช้แทน S8+ เครื่องเดิมแล้ว การใช้งานหลังจากนี้มีปัญหาอะไรจะเขียนเล่าไว้ในบล็อกต่อๆ ไปครับ

 

แกะกล่อง รองเท้า บาจา Bata รุ่น Star Wars

รองเท้า บาจา รุ่น Star Wars [Bata Star Wars exclusive collection] ราคา 499 บาท

รองเท้ารุ่นนี้วางขายในเว็บ Lazada เท่านั้น (เค้าว่ามา) โดยมีจำหน่ายเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าเดี๋ยวก็หมด เดี๋ยวก็มาขายใหม่ ไม่เหมือนว่าจะเป็นรุ่นลิมิเต็ตอะไรนะ  แต่เป็นรุ่นที่เรียกว่า “Bata Star Wars exclusive collection” ตัวเองก็ไม่ได้เป็นแฟนหนัง Star Wars แต่อย่างใด อยากได้รองเท้าใส่สบายสักคู่นึงเฉยๆ ราคาป้ายอยู่ที่ 999 บาท แต่สามารถซื้อได้ 499 บาท ตามช่วงโปรโมชั่นที่มีมาบ่อยมาก เข้าไปดูในเว็บเห็นว่ามีขนาดเท้าของเราเลยกดซื้อไป เลื่อนลงมาเห็นส่วนของรีวิวก็เห็นว่ามีรีวิวย้อนกลับไปเกือบๆ ห้าเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็บอกว่าสวยสมราคาดี ขนาดใหญ่ไปบ้าง อะไรบ้างเดี๋ยวต้องมาดูกัน

แกะกล่องออกมารองเท้าแพ็คอยู่ในกล่องอย่างดี  มีกระดาษยัดข้างในและแกนพลาสติกใส่ไว้ทำให้รองเท้าไม่เสียรูปทรงเวลาอยู่ในกล่อง ตัวรองเท้าทำจากผ้าสีดำ เนื้อผ้าดูทนทาน ด้านในรองเท้ามีลายกราฟฟิก แต่ไม่รู้ว่าเป็นลายอะไรเหมืือนกัน พื้นรองเท้ามีตราโลโก้ Star Wars ตัวหนาเห็นได้ชัดเจน พื้นรองเท้าน่าจะทำจากยางหนา และแน่นดีมาก ต้องดูตอนใส่จริงว่าจะใส่สบายหรือไม่  ตัวรองเท้าจะมีหัวของ Darth Vader ตัวร้ายในหนัง สีเงินติดอยู่ข้างๆ ด้วย พื้นรองเท้าเป็นยางสีขาวมีลายกราฟฟิกสวยดี

ลองใส่แล้วตอนไปดูหนังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รองเท้าใส่แล้วรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าปกติ 1 เบอร์ ปกติจะใส่เบอร์ 43 สั่งมาเบอร์ 43 แต่มันหลวมหน่อยๆ ไม่กระชับ เหมือนที่มีคนมารีวิวเอาไว้ในเว็บจริงๆ ด้วย แต่ก็โอเคใส่แล้วสบายไม่คับดี ช่วงหัวรองเท้าตื้นกว่ารองเท้าแบบ slip on ทั่วไปตอนแรกกลัวว่าจะใส่เดินแล้วรองเท้าจะหลุดง่ายแต่พอใช้จริงแล้วโอเคเลย มาถึงเรื่องของพื้นรองเท้าด้านในที่เป็นยางแน่นๆ นั้น เรียกว่าแน่นจริงๆ แต่ก็ไม่แข็งถึงกับใส่ไม่สบายนะ แต่ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ใส่แล้วนุ่มสบายสักเท่าไหร่ พื้นรองเท้าด้านนอกเป็นยางใส่เดินบนพื้นกระเบื้องแล้วไม่ลื่น สรุปแล้วเป็นรองเท้าที่คุณภาพดีสมราคา เอาไว้ใส่ในวันสบายๆ ได้ดีคู่หนึ่งเลย แต่ถ้าจะใส่เอาไว้เดินมากๆ ก็อาจจะเมื่อยเท้านิดหน่อยนะ

ลองชิม เนสกาแฟ โกลด์ ไอซ์ คอฟฟี่ คอนเซนเทรท เอสเพรสโซ และ ม็อคค่า

Nescafe Gold Iced Coffee Concentrate Espresso, Mocha ขนาด 96 มิลลิลิตร ราคาประมาณ 75 บาท

กาแฟบีบ อาจจะเป็นชื่อที่เรียกแล้วเข้าใจกันง่ายที่สุดสำหรับการลองชิมกาแฟใหม่ในครั้งนี้ ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่าย จริงๆ แล้วก็เห็นว่ามาขายตั้งแต่เมษายนแล้วละ เพียงแต่ว่าที่โคราชยังหาซื้อไม่ได้ ครั้งนี้ได้มาลองชิมซึ่งเป็นของฝากที่ส่งมาให้จากต่างจังหวัดเลย เพราะยังหาซื้อที่โคราชไม่ได้ (เห็นว่าที่ TOP มีขาย แต่อยู่ไกลเลยไม่ได้ไปดู)

ได้มา 2 รส รสเอสเพรทโซ กับ ม็อคค่า รูปร่างภายนอกจะเป็นแบบขวดมีฝาปิด ขวดเป็นแบบบีบได้ หัวบีบเป็นหัวบีบที่ดูแล้วทนทานไม่รั่ว ไม่ตัน

วิธีชงก็บีบกาแฟ ประมาณ 2 ช้อนชาครึ่ง ผสมกับนมสดประมาณ 100 มล. คนให้เข้ากันแล้เติมน้ำแข็ง

  • รสม็อคค่า ได้กลิ่นหอมกาแฟกับช็อกโกแลต มีรสหวานแบบหวานช็อกโกแลต หวานกำลังดี กาแฟไม่เข้มมาก มีความหอมช็อกโกแลตระหว่างดื่ม
  • รสเอสเพรสโซ ได้กลิ่นหอมกาแฟแบบกาแฟเย็นที่คุ้นเคยเลยละ รสกาแฟเข้มและเด่นกว่าม็อคค่า ตามด้วยรสหวานมัน เป็นรสกาแฟแบบกาแฟกระป๋องที่หวานหอม อร่อยมาก

ลองชงแล้วก็ง่ายและสะดวกดีสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบรวดเร็ว เพียงแต่สงสัยว่าชงตามปริมาณที่ระบุมาแล้วควรใส่แก้วแล้วใส่น้ำแข็งมากน้อยแค่ไหนถึงจะได้รสที่เป็นมาตรฐาน คิดว่าคงให้ใส่ตามใจชอบละมั้ง เพราะที่ลองชิมไปชงตามที่ระบุและใส่แก้วขนาดเล็ก ดื่มใกล้หมดแก้วจะรู้สึกว่ามันหวานคอจนขนลุกเลย ครั้งต่อไปคงจะต้องใส่นมและน้ำแข็งเพิ่มสักหน่อย

สรุปแล้วเป็นการทำกาแฟเย็นเองที่ง่ายมากไม่ต้องกะปริมาณให้ปวดหัว ชงไปแล้วรสไม่ถูกใจก็บีบกาแฟเพิ่ม ถ้าเข็มข้นไปก็ใส่นม หรือน้ำแข็งเพิ่มเท่านั้น ก็จะได้รสชาติกาแฟเย็นที่ถูกใจสุดๆ แล้ว

แกะกล่อง วิทยุ TECSUN รุ่น R-9012

ครั้งนี้จะมาแกะกล่องวิทยุ TECSUN รุ่น R-9012 ที่สั่งมาจาก Lazada เป็นวิทยุที่รับคลื่น FM, MW, SW เรียกว่ารับคลื่นได้หลากหลายในตัวเดียวเลย ที่ซื้อมาก็เพราะจะลองเล่นช่วงคลื่นสั่น (Shortwave Radio) วันนี้ก็เลยจะมาแกะกล่องดูข้างในว่าตัววิทยุเป็นอย่างไร มีอะไรในกล่องบ้าง และการใช้งานคร่าวๆ

วิทยุมาในกล่องกระดาษลูกฟูกปกติตามสไตล์ วิทยุจะอยู่ในซองพลาสติกกันกระแทก มาพร้อมกับคู่มือภาษาจีน ทั้งกล่องมีเท่านี้เลย

  • ด้านหน้าจะเป็นลำโพงขนาดค่อนข้างใหญ่ มีแผงหน้าปัดแสดงรายการหมายเลขคลื่นในย่านความถี่ต่างๆ ด้านล่างมีสวิตช์เลื่อนเปลี่ยนย่านความถี่
  • ด้านหลังมีช่องใส่ถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน มีแผงพลาสติกเปิดออกมาใช้เป็นขาตั้งได้
  • ด้านขวามีปุ่มหมุนจูนคลื่นวิทยุ ด้านล้างจะเป็นสวิทตช์ปิด-เปิดเครื่อง
  • ด้านซ้าย เรียงจากด้านบนจะมีเชื่อกคล้องข้อมูล ตัวปรับความดังเสียง ช่องเสียบหูฟังแบบโลหะ ช่องเสียบไฟ
  • ด้านบนจะมีเสาอากาศ ด้านล่างไม่มีอะไร

วัสดุตัวเครื่องนั้นทำจากพลาสติกที่ดูมีคุณภาพดีเลยทีเดียว การประกอบเครื่องแน่นบีบแล้วไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด สวิทเลื่อนมีจังหวะดีไม่หลวม ปุ่มหมุนจูนคลื่นนั้นหมุนหนืดดีมาก และปุ่มปรับเสียงหมุนได้ลื่นดี

การใช้งานก็รับคลื่นวิทยุ FM ได้ชัดเจนถ้าอยู่ในที่โล่ง คลื่นที่สัญญาณอ่อนก็ฟังได้ เพียงแต่มีเสียงรบกวนแบบวิทยุปกติ แต่ครบช่วงคลื่นที่มีรึเปล่าไม่รู้ไม่ขอออกความคิดเห็น

คลื่น MW หรือ AM นั้นไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นพื้นที่อับสัญญาณหรืออย่างไรรับสัญญาณชัดๆ ได้ไม่กี่คลื่น แม้จะดึงเสาสัญญาณออกมาแล้ว

คลื่น SW ลองหมุนจูนฟังดูทุกคลื่นความถี่อย่างคร่าวๆ แล้วช่วงเวลากลางวัน สามารถรับคลื่นจากประเทศได้อยู่ ไม่ชัดมากแต่ก็ฟังได้ น่าตื่นเต้นมากๆ เดี๋ยวจะลองเล่นลองเปลี่ยนสถานที่ดูเรื่อยๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังในบล็อกต่อไปนะครับ

สรุปแล้ววิทยุ TECSUN รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์การเป็นวิทยุได้ด้วยตัวของมันเอง ด้วยการใช้งานที่ง่าย และมีช่วงคลื่นความถี่ที่หลากหลาย เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับวิทยุสักเครื่อง เป็นความคิดส่วนตัวนะครับ ( ͡° ͜ʖ ͡°)

แกะกล่อง ตลับลูกอม Miniaturely Tablet Sailor Moon Part 6

Miniaturely Tablet Sailor Moon Part.6 ราคา 4,040 Yen / ราคารวมส่งจากญี่ปุ่นแล้วประมาณ 1,500 บาท

ตลับยา Sailor Moon รุ่นนี้คงจะเรียกว่าตลับยาไม่ได้แล้ว คงเป็นแค่ตลับใส่ลูกอมซะมากกว่า ใส่ลูกอมที่แถมมา ส่วนยาใส่ได้แค่ยาแก้แพ้มั้งเม็ดเล็กๆ ในกล่องใหญ่จะมีตลับยาอยู่ 6 กล่อง มีแบบซ้ำ 2 กล่อง

แพ็คเกตยังคงเป็นกล่องพลาสติกใส มีโครงพลาสติกตั้งตัวตลับยาด้านในดูดีเหมือนเดิม มีห่อลูกอมอยู่ใต้ฐานกระดาษด้านล่าง ลูกอมรสพีชหอม หวานเย็นๆ อร่อยดี

ตัวตลับยังคงทำรายละเอียดได้ดี ใช้พลาสติกสี – พลาสติกใส เป็นส่วนๆ จริง ไม่ใช่แค่เอาสีทา ทำให้มีรายละเอียดที่ดีสวยงามสมจริง เพียงแต่ช่องใส่ยา หรือลูกอมจะเล็กไปหน่อยเพราะใส่ได้ตามความยาวของคฑา ช่องร้อยโซ่พวงกุญแจของบางตลับจะเป็นพลาสติกขนาดเล็กดูแล้วบอบบาง

สรุปแล้วก็เป็นอีกหนึ่งชุดที่ทำออกมาแบบสวยเหมือนจริง ขนาดเล็กน่ารักดี

Blog + แกะกล่อง เคสมือถือ Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องเคสโทรศัพท์มือถือ แต่ไหนแต่ไรแล้วไม่เคยจะซื้อเคสใส่มือถือเลย มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำตกแน่นอน ซึ่งก็ไม่เคยทำมือถือตกเลยนะ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองซื้อเคสมาหลายอันแล้ว แล้วทำไมเราถึงเริ่มซื้อเคสมือถือใช้ละ คงจะเริ่มช่วงใช้ S7 Edge นั่นแหละตอนแรกๆ ที่ได้เครื่องมาแล้วมันสวยบางมาก จนกลัวทำตกเลยไปหาซื้อเคสมาใส่ ได้เคสแรกมาเป็นของ UAG แต่ก็ไม่ถูกใจมันเท่ดูทนทานดีก็เถอะ แต่มันทำให้เครื่องหนาขึ้นมาก หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นในการซื้อเคสมือถือไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

พอมาได้เครื่อง S8+ มาก็ยังซื้อเคสมือถือมาอยู่เรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ จะว่าไปการที่ใส่เคสมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย พอไม่ใส่ก็รู้สึกว่าเครื่องจะตกตลอดเวลาเลยทำให้หาเคสใส่อีกครั้งจนได้ จนครั้งนี้ที่จะมาแกะกล่องให้ดูก็เป็นอันที่ได้มาล่าสุด และคงจะเป็นอันสุดท้าย (คิดว่านะ) ก่อนที่จะเริ่มรอการมาของ Samsung Galaxy Note 8 ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ถ้าใครอ่านบล็อกผมมาจะเห็นว่าใช้ Note Series มาตลอด จนเกิดมหากาพย์การ Pre-Order Samsung Galaxy Note 7 เมื่อปีก่อน เลยทำให้ต้องใช้ S Series รอ

ก่อนหน้านั้นก็ซื้อมาตลอดนะส่วนใหญ่จะซื้อแบบราคาถูกใช้ เพราะคิดว่าซื้อแบบแพงๆ แล้วจะเสียดายเงินถ้าเราใช้แล้วไม่ชอบ เคสที่ซื้อมาลองใช้กับ S8+ หลังจากบล็อกแกะกล่องอันก่อนก็มี 2 อันนี่แหละ

Nillkin Frosted Shield ราคา 230 บาท อันนี้ซื้อมาจาก Lazada ซื้อมาหลังจากผิดหวังกับเคสใสของ Samsung กะว่าจะซื้อมาเล่นๆ เพราะไม่แพง แต่ใช้แล้วเป็นเคสที่ใช้นานที่สุด เพราะมันเป็นเคสแข็งที่บาง กระชับตัวเครื่องแน่นดีมาก ด้านหลังก็มีลายให้จับง่ายแม้จะเคลือบซิลิโคนลื่นๆ ใช้มาจนถึงตอนนี้เลย แต่ที่ยังไม่พอใจก็เป็นด้านหลังนี่แหละมันไม่สวย ใส่แล้วดูไม่สมราคามือถือเลย

Baseus Wiing Case for Galaxy S8 Plus ราคา 130 บาท อันนี้ลองเสี่ยงซื้อมาจริงๆ จากในกลุ่มขายของในเฟสบุ๊ค เคยเห็นมีสมาชิกคนอื่นๆ ใช้กันแล้วเค้าว่ามันบาง มันสวย พอได้มาแล้วก็จริง บางมาก ดูเฉยๆ สวยดี แต่วัสดุมันแบบว่าเป็นพลาสติกบางขึ้นรูปธรรมดาเลย พลาสติกคล้ายๆ พวกปกหนังสือพลาสติกหน่ะ ลองใส่ 5 นาที แล้วก็ถอดออกเลย ตัวเคสลื่นมือมากจับแทบไม่ติดนิ้ว

Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus ราคาประมาณ 800+ ได้มือสองมา 400 บาท

จนมาเจอเคสนี้ละเป็นเคส Bumper ที่ดูแล้วน่าใช้งานมาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับเคสที่มีแค่ขอบเครื่องก็เลยได้แค่มองๆ จนมาเจอประกาศขายมือสองนี่แหละ ราคาสมเหตุสมผล สภาพยังดีอยู่เลยซื้อมาลองใช้ดูว่าจะโอเคไหม

ภายนอกแพ็คเกจดูดีมากสมราคาเค้าละ ภายในจะมีภาพคู่มือแนะนำการใช้งานและบอกถึงคุณสมบัติป้องกันการกระแทกในระดับความสูงเท่าไหร่ด้วย ตัวเคสเป็นพลาสติกเนื้อดีเลย ผิวด้าน ด้านในขอบเคสจะเป็นลายหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง มีการตัดช่องต่างๆ ได้กว้างและลงตัวดี ตัวเคสจะหนาช่วงหัว และท้ายเครื่อง

ลองใช้แล้วใส่ง่าย เคสพอดีเครื่องใส่แล้วจับกระชับมือดี ชอบเคสแบบ Bumper ตรงที่ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และเปิดด้านหลังโชว์กระจกด้านหลังด้วย ตัวเคสพอวางกับโต๊ะแล้วจะยกสูงจากพื้นไม่ทำให้ด้านหลังเป็นรอยทั้งด้านหน้าและหลัง โดยรวมแล้วถูกใจมาก ได้โชว์เครื่อง พร้อมกับป้องกันเมื่อตกกระแทกได้ด้วย

มีข้อสังเกตตรงขอบเคสด้านข้างที่ไม่ได้กระชับไปกับเครื่อง สามารถดึงยืดออกมาได้พอสมควร ทำให้ขอบด้านข้างจะขยับไปมาเวลาถือ-จับเครื่อง น่ากลัวว่าจะขูดเครื่องเป็นรอยเพราะฝุ่นที่จะเข้าไปอยู่ข้างในเพราะขอบเคสมันขยับไปมาตลอด และปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นแข็งมากๆ กดยากต้องตั้งใจกดมากถึงจะกดได้เป็นแค่ปุ่มเดียวเลย

ใครรับได้กับข้อสังเกตที่ว่ามาก็ดีเลยเพราะมันเป็นเคสที่ให้ครบกับความต้องการของเราที่ต้องการโชว์เครื่อง และ ป้องกันเครื่องเราได้ (กันตกแตก) พร้อมๆ กัน

เคส Rhinoshield นี้ถูกใจมากเลยนะ เป็นเคสที่ต้องการเลยแต่ติดที่เคสด้านข้างมันหลวมๆ และดิ้นในมือได้ตอนใช้งานนี่แหละ ทำให้ต้องคิดว่าจะใช้ต่อดีไหม ถ้าไม่ไหวคงจะเลิกใส่เคสแล้วกลับไปเหมือนเมื่อก่อนคงจะประหยัดเงินในส่วนตรงนี้ได้มาก

ลองชิม บะหมี่ Lucky Me! อูด้ง รสผัดไทย [Lucky Me! Udon Stir-Fry Pad Thai Flavor ]

Lucky Me! Udon Stir-Fry Pad Thai Flavor น้ำหนัก 125 กรัม ราคา 39 บาท

ภายในห่อจะมีเส้นอูด้งสีขาวอยู่ในแพ็คสูญญากาศอย่างดี มีซองซอสผัดไทย และ ซองผักอบแห้งที่มีกุ้งแห้งอยู่ด้วย วิธีปรุงหลังซองก็บอกว่าให้เทเครื่องปรุงลงในจานแล้วเอาเข้าไมโครเวฟ 1 นาที แล้วคนให้เข้ากัน ก็พร้อมทาน

พอออกจากไมโครเวฟตัวซอสก็ยังคงเกาะเป็นก้อนอยู่ ตัวเส้นก็สุกอยู่ก่อนแล้วเอาเข้าไมโครเวฟก็คงแค่อุ่นร้อนเท่านั้น  ตัวเส้นเป็นเส้นอูด้งเส้นใหญ่นุ่มหนึบ ตัวซอสหอมกลิ่นผัดไทย ในซอสมีเครื่องผัดไทยที่ให้ความหอมแบบผัดไทยจริงๆ ซอสผัดไทยน้ำไม่เยอะ อุ่นแล้วก็แห้งลง คลุกให้เข้ากับเส้นก็คลุกได้อยู่ แต่คลุกยากหน่อยเพราะซอสไม่เหลว และเหนียวติดส้อม รสชาติเป็นรสผัดไทยเลย เป็นรสที่หวาน และ มันๆ ให้อารมณ์เส้นผัดน้ำมัน มีรสเปรี้ยวแทรกด้วย และติดรสเผ็ดหน่อยๆ กินแล้วให้อารมณ์กินผัดไทยเส้นใหญ่ย ถามว่าอร่อยไหม ก็อร่อยนะ แต่ปริมาณกับราคามันสวนทางกัน แค่นี้ไม่อิ่ม เป็นเหมือนทำมาเป็นอาหารว่างมากกว่า

ลองชิม มาม่า Oriental Kitchen เส้นหมี่ราดหน้า

มาม่า ออเรียนทัลคิตเชน Oriental Kitchen เส้นหมี่ราดหน้า น้ำหนัก 65 กรัม

เปิดห่อออกมาจะฟุ้งไปด้วยกลิ่นพริกไทยจากเส้น หรือจากผงเครื่องปรุงไม่รู้ หอมมาก ภายในห่อจะมีเส้นหมี่ เส้นเล็กๆ ซองเครื่องปรุง 2 ซอง ผงเครื่องปรุงเป็นผงสีขาวแปลกตากับ ซอสสีเข้มเหมือนจะเป็นเต้าเจี้ยวนะ

เมื่อเติมน้ำแล้วจะได้เส้นหมี่ขาวที่นุ่มนิ่ม ไม่เหนียว คนเครื่องปรุงให้ละลายเข้ากันน้ำซุปจะเริ่มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นน้ำข้นเคลือบเส้นหมี่คล้ายราดหน้าจริง ในน้ำซุปมีเต้าเจี้ยวด้วย รสชาติก็ออกไปทางรสหวานและเค็ม อร่อยกำลังดี หลังจากได้ลองชิมแล้วเรียกว่าเหมือนราดหน้าของจริงเลยก็ว่าได้ กลิ่นหอมพริกไทย น้ำซุปข้นเคลือบเส้น รสชาติ มันใช่เลย!

ลองชิม มงกุฎทะเล ปลาแมกเคอเรลในน้ำปลาร้าปรุงรส

มงกุฎทะเล ปลาแมกเคอเรลในน้ำปลาร้าปรุงรส น้ำหนัก 87 กรัม ราคา 1x บาท

เปิดกระป๋องมาก็ได้กลิ่นปลาร้า เป็นกลิ่นที่ไม่หอม ผสมกับกลิ่นปลาแม็คคอเรลแล้วมันคาวๆ เค็มๆ ไม่ค่อยโอเคเลย เทออกมาจะมีปลาตัวเล็กๆ อยู่ประมาณ 5 ตัว

รสชาตินั้นเนื้อปลาไม่ได้เค็มมาก ถึงจะมีพริกใส่มาแล้วแต่ไม่เผ็ด เป็นรสกลางๆ ตอนกินจะได้กลิ่นแบบปลากระป๋องซะมากกว่า มีกลิ่นปลาร้านิดหน่อยเท่านั้น

ส่วนตัวไม่ชอบกินปลาร้าเท่าไหร่ เพราะไม่ชอบกลิ่น แต่กินได้นะ สำหรับปลากระป๋องรสนี้คิดว่าน่าจะเอาไปทำยำปลากระป๋องแบบใส่ตะไคร้ ต้นหอม พริกสด ยำใหม่อีกครั้งน่าจะอร่อยเลยทีเดียว

Blog: แกะกล่อง ยักษ์ดำในตำนาน Casio G-SHOCK GX-56BB-1DR

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แวะไปร้านนาฬิกาที่เดอะมอลล์ เห็นในเพจของร้านประกาศโปรโมชั่นลดราคา 50% เลยไปดูสักหน่อย นาฬิกาที่ใช้อยู่ก็ยังไม่พังนะแค่อยากได้ใหม่เฉยๆ อยากใส่ G-SHOCK เหมือนเดิม เคยมี G-SHOCK อยู่ตัวนึงซื้อตอนที่กำลังจะเรียนจบ ป.ตรี เก็บเงินซื้อเองจำไม่ได้ว่าราคาเท่าไรแล้ว แล้วมันเหมือนจะถ่านหมด พอเอาไปให้ที่ร้านซ่อมของ Casio ที่เดอะมอลล์ดูเขาบอกว่ามันเสียแล้ว เลยไปร้านนาฬิกาซื้อถ่านมาเปลี่ยนเอง เปลี่ยนถ่านใหม่มันก็ติดนะ ใช้ได้ วัน – สองวัน มันก็ดับไปเลย แล้วก็ไม่ติดอีก ก็เลยใช้ตัวนาฬิกาเครื่องคิดเลขของ Casio นี่แหละใช้อยู่เพราะมันถูกดี จนเห็นประกาศโปรลดราคาของทางร้านเลยทำให้คิดถึง G-SHOCK ขึ้นมา

เล่าย้อนอดีตไปแล้วก็มาดูที่ร้านลดราคากัน ร้านที่ว่านี้ก็คือ “ร้าน มี จง มี”  ร้านแว่นและนาฬิกาที่อยู่ชั้น 2 ในห้างเดอะมอลล์นครราชสีมา พอถามพนักงานก็ถึงรู้ว่าที่ลดราคา 50% นั้น ลดแค่เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น โดยรุ่นที่ลดราคาจะรวมอยู่ในตู้กระจกที่จัดไว้ ดูรวมๆ แล้วก็หลายสิบรุ่นอยู่นะ เลยขอดูตัวนึงเป็นรุ่นอะไรไม่รู้ เห็นเป็นแบบเข็มสีดำใหญ่ดี ห้าพันกว่าๆ ลด 50% ก็ไม่แพงมาก แต่ตาดันไปมองเห็นตัวดิจิตอลสีดำ หน้าเหลี่ยมๆ อยู่อีกตู้นึงที่ไม่ลดราคา มันคือยักษ์ดำในตำนานนั่นเอง ขอดูตัวนี้ด้วยเอามาเทียบกัน ไปไปมามา ก็ได้ตัวยักษ์ดำมาจนได้

ลืมบอกตัวที่ไม่ได้อยู่ในตู้กระจกลด 50% จะลดราคาที่ 25% อยู่ด้วย โดยปกติจะลด 20% และแอดร้านใน Line จะลดเพิ่มอีก 5% เป็น 25% แต่มีเงื่อนไข เรื่องการจ่ายเงินสด กับ รูดบัตรเครดิต ด้วยนะ โดยตัวยักษ์ดำที่ได้มานี้ ราคาป้ายอยู่ที่ 6,500 (ราคาเต็มไม่ค่อยแน่ใจมองไม่ถนัดแค่คิดว่าน่าจะเท่านี้) ลด 25% จ่ายเงินสดจะอยู่ที่ 4,875 บาท ถ้ารูดบัตรจะอยู่ที่ 5,006 บาท ทางร้านคิดแบบไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็เป็นปกติของร้านค้าบางร้านที่จะชาร์จค่ารูดบัตร …คิดว่านะ โดยโปรลด 50% ถ้ารูดบัตรจะลดแค่ 45% นะเท่าที่จับใจความได้

CASIO G-SHOCK GX-56BB-1DR หรือที่เรียกกันว่า “ยักษ์ดำ”

นาฬิกามาในกล่องกระดาษสีดำ ที่มีคู่มือภาษาอังกฤษเล่มเล็ก พร้อมกับใบรับประกันของทางร้าน ในกล่องกระดาษจะมีกล่องเหล็กหกเลี่ยมใส่นาฬิกาอยู่อีก 1 กล่อง มีฟองน้ำกันกระแทกแน่นหนา

นาฬิกาสีดำ ขนาดใหญ่ ก็เรียกว่าใหญ่นะสำหรับนาฬิกาดิจิตอล สายเรซินหนาดูแข็งแรง หน้าจอแสดงผลแบบสีดำ ตัวเลขสีขาว แสดงผลชัดเจน ในหน้าจอแสดงผลนี้รอบๆ จอจะเป็นแผงรับแสงอาทิตย์เพื่อใช้เป็นพลังงานโดยมีแบตเตอร์รี่เก็บพลังงานอยู่ภายใน สเป็กโดยละเอียดมีอะไรบ้างก็หาอ่านได้ในเว็บของ CASIO เลยนะ

ลองใส่ดูก็พอจะเห็นแล้วละว่ามันใหญ่ ใส่ที่ข้อมือแล้วก็ใหญ่จริงๆ แต่ด้วยความชอบก็ไม่สนใจหรอก เพราะมองดูมันแล้วมันสวยจริงๆ คิดถูกแล้วที่เลือกยักษ์ดำมา