Blog: เล่าประสบการณ์เข้าศูนย์บริการ Samsung ซ่อมกล้อง Note 9

จากเรื่องปัญหากล้องซูมมีอาการสั่นตลอดเวลาทำให้ถ่ายรูปไม่ได้นั้น ได้เอาเครื่อง Note 9 เข้าศูนย์บริการเพื่อซ่อมอาการกล้องสั่น และตอนนี้ก็ได้เครื่องกลับมาแล้วเลยจะมาเล่าประสบการณ์การเข้าศูนย์บริการในครั้งนี้

โดยได้นำเครื่องเข้าศูนย์บริการวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จนวันที่ 16 ตุลาคม 2561 โทรไปถามศูนย์บริการเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสั่งอะไหล่แล้วจะทำการเปลี่ยนแล้วเสร็จในวันที่ 17 ตุลาคม ไม่เกินบ่ายสามโมงเย็น วันที่ 17 ตุลาคม 2561 ช่วงเย็นก็ได้ไปรับเครื่องคืนน ช่างได้แจ้งว่าปัญหากล้องซูมสั่นนั้นเกิดจากตัวกล้องเอง ไม่ได้เกิดจากซอฟต์แวร์หรือเมนบอร์ด ได้ทำการสั่งอะไหล่ซึ่งก็คือกล้องตัวซูม มาทำการเปลี่ยน ช่างได้ทดสอบดูแล้วปกติดีไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งก็เป็นอย่างที่ช่างบอกเพราะปัญหานั้นได้หายไป (รึว่ายังไม่ออกอาการอีกครั้ง 555) พนักงานแจ้งว่าช่างได้ดำเนินการปิดฝาหลังโดยใช้กาวแผ่นใหม่ ทดสอบระบบในเครื่อง และการกันน้ำว่าเป็นปกติดี

คราวนี้มาดูตัวเครื่องหลังจากการให้ช่างเปิดฝาหลังซ่อมกันว่าจะมีสภาพเป็นอย่างไร สังเกตรอบตัวเครื่องแล้วว่าไม่มีรอยอะไรผิดปกติ สีก็ไม่ได้ลอก ฝาหลังก็เรียบร้อยปกติดี เรียกว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยงานเนี๊ยบมาก แต่มาสะดุดตรงที่กล้องหลักนี่แหละมันเอียงตกลงมากว่าเดิม ดูยังไงก็เอียงมาก จนดูพิลึก มีรอยขูดนิดหน่อยที่หน้าจอเป็นแนวยาวแต่ดีที่ติดฟิล์มใสไว้ แต่ที่สังเกตยากแต่ก็ดันไปเห็นนี่ก็คือ มันมีรอยนิ้วมืออยู่ข้างใต้กระจกตรงช่องเซ็นเซอร์วัดรอยนิ้วมืออยู่ เท่านั้นแหละหัวใจหล่นไปที่พื้นเลย 555 เกือบจะเนียบแล้วเชียวออกจาศูนย์ครั้งนี้

วันรุ่งขึ้น (วันที่ 18 ตุลาคม 2561) เลยติดต่อไปที่ศูนย์อีกครั้งนึงว่าเกิดอะไรขึ้น ทางศูนย์เลยแจ้งว่าให้นำเครื่องกลับมาที่ศูนย์บริการอีกครั้งนึงจะตรวจสอบและแก้ไขให้ ก็เลยเข้าไปที่ศูนย์บริการตอนนั้นเลย และแจ้งพนักงานไปด้วยว่ากล้องมันเบี้ยวกว่าเดิมมากเลย ให้ช่างดูให้หน่อย พนักงานก็เอาเครื่องเข้าไปให้ช่างตรวจสักพักก็ออกมาแจ้งว่าจะดำเนินการทำความสะอาดรอยนิ้วมือ และจะลองขยับกล้องดูว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงที่สุดหรือไม่ให้อีกครั้ง และให้เรากลับมารับเครื่องคืนตอนช่วงห้างโมงเย็น เราก็กลับไปรับเครื่องตอนห้าโมงเย็นกว่าจะไปถึงฝนดันมาตกหนักอีก พนักงานแจ้งว่าได้ทำความสะอาด และได้ลองขยับกล้องดูแล้วก็เห็นว่ามันมีช่องว่างมากนิดนึงเลยดำเนินการขยับและปรับกล้องให้เป็นเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งก็จริงอย่างว่ากล้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมที่ตัวเลนส์มันเอียงหน่อยๆ อยู่แล้ว ส่วนรอยนิ้วมือก็ได้ทำความสะอาดแล้ว (ถึงจะมีรอยมัวนิดนึงอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าโอเคแล้วรับได้) และแจ้งอีกว่ากาวซีลฝาหลังก็ได้ทำการใช้กาวซีลแผ่นใหม่ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องกันน้ำ และได้ขอโทษเราอีกครั้งนึง

สรุปแล้วได้เข้าศูนย์บริการไปจัดการถึง 2 ครั้ง แต่ก็ได้ความสบายใจกลับมา และอยากบอกว่าพนักงานของศูนย์บริการนี้ดีมาก ให้บริการดี  พูดจาดีมากๆ ไม่น่ากลัวเหมือนที่บ่นๆ กันในกระทู้เว็บดังๆ เลย

ศูนย์บริการที่ได้นำเครื่องไปใช้บริการครั้งนี้คือ ศูนย์บริการ Samsung จังหวัดนครราชสีมา แพลตินั่ม บ้านเกาะ

Advertisements

Blog: วันที่ 10 ตุลาคม 2561 บ่นเรื่องปัญหาการซูม 2x ของกล้อง Samsung Galaxy Note 9

วันนี้จะมาเล่าเรื่องปัญหากล้องถ่ายรูปของ Samsung Galaxy Note 9 มีปัญหาสั่นรุนแรง สั่นมีเสียงดัง เวลากดซูม 2x และถ่ายภาพไม่ได้เพราะกล้องไม่ยอมโฟกัส หรือถ่ายภาพแล้วภาพสั่นเป็นคลื่น

ปัญหานี้เพิ่งเจอกับเครื่องของตัวเองเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน เพราะเป็นช่วงที่ไปทำงานนอกสถานที่และใช้ Note 9 ถ่ายรูปเยอะกว่าปกติ อาการคือเปิดกล้องถ่ายรูปขึ้นมา และกดปุ่มซูม 2x ภาพก็จะสั่นรัวๆ เป็นคลื่นไปทั้งภาพ บางครั้งก็กดถ่ายได้ บางครั้งก็กดถ่ายไม่ได้เพราะมันไม่โฟกัส การสั่นนี้สังเกตว่าจะสั่นและมีเสียงดัง เหมือนระบบสั่นของเครื่อง แต่มันสั่นช่วงบนคือช่วงของกล้อง ไม่ใช่สั่นช่วงล่างของเครื่องที่มีระบบสั่นปกติอยู่

ได้ค้นดูใน Internet ก็มีคนที่เกิดอาการเดียวกันอยู่พอสมควรในต่างประเทศ ในประเทศไทยไม่ยังค้นไม่เจอว่ามีใครเจอไหม ซึ่งในต่างประเทศก็มีการแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ แต่ก็ไม่มีวิธีการแก้ไขให้หายได้จริง มีทั้งรีเซ็ตเครื่อง ลบข้อมูลตั้งค่าของกล้อง ก็ไม่ได้แก้ปัญหา

ช่วงที่เจอนั้นแรกๆ จะมีอาการตอนที่ถ่ายภาพในสถานที่ที่มีแสดงสว่างจ้ามากๆ แล้วกดซูม 2x ก็จะเป็น เวลาถ่ายในร่มหรือสถานที่แสดงน้อยจะไม่เป็นอะไร แต่หลังจากที่ได้มีการอัพเดทความปลอดภัยเดือน ก.ย. ที่มีการปรับปรุงกล้องเข้ามาด้วยแล้ว ตอนแรกคิดว่าน่าจะมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ด้วย แต่กลับเป็นว่าทำให้อาคารนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม และเป็นทุกสภาพแสง ก็ตัดปัจจัยเรื่องแสง และตัวซอฟต์แวร์ ที่อาจจะมีปัญหาได้ไปอีกหนึ่งข้อ

มันน่ารำคาญตรงที่เวลาเราลองกล้องกดไปกดมามันไม่เกิดอาการ อาการมันจะเกิดตอนเวลาต้องการจะถ่ายรูปจริงๆ หรือตอนต้องการใช้งานด่วนจริงๆ มันจะเกิดอาการนี่สิ น่ารำคาญมาก

ถามว่าได้สอบถาม Samsung TH หรือยัง เบื้องต้นก็ได้โพสและทักไปถามใน Twitter แล้ว ก็ได้คำตอบตามปกติคือให้ลบข้อมูลของแอ๊ปตัวกล้อง ให้รีเซ็ตการตั้งค่าของกล้อง พอเราบอกว่าทำไปแล้ว ก็แนะนำให้เอาเครื่องไปให้เช็คเหมือนเคสอื่นๆ ใจจริงก็อยากจะเอาไปให้เช็คนะ แต่มันแน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเกิดเป็นปัญหาฮาร์ดแวร์มันพังจริง ทาง Samsung TH ต้องไม่เปลี่ยนเครื่องให้ใหม่แน่ๆ คงจะเปลี่ยนอะไหล่ให้มากกว่า คิดถึงเรื่องเอาเข้าศูนย์ก็เหนื่อย ที่แน่ๆ เลย ไม่รู้อะไรพังไม่พัง ศูนย์ต้องลงเฟิร์มแวร์ใหม่อย่างแรกแล้วมาดูอาการ แล้วถ้ามันหายก็ต้องมานั่งลงข้อมูลใหม่อีก นี่ซื้อเครื่องความจุ 512GB นะ กะเอาสมบัติยัดใส่ไว้ขนาดนั้นนึงถึงตอนเอาข้อมูลใส่ลงไปใหม่สิ แต่ถ้าอาการมันยังอยู่ก็คงจะเปลี่ยนกล้องใหม่นี่แหละสยองศูนย์เขาไม่สนใจหรอกว่าจะทำเครื่องเราเป็นรอยในระหว่างซ่อมไหม แล้วเรื่องอะไรเราจะให้เขามาเปิดเครื่องเราที่เราดูแลมาอย่างดีละ มันต้องมีรอยแงะเปิดฝาหลัง อาจจะมีรอยขูดฟิล์มสีของเครื่องบ้างละ ทำใจไม่ได้

คิดว่าจะใช้ให้กล้องมันพังไปจริงๆ ซะก่อนค่อยเอาไปเข้าศูนย์ ไปซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ ถึงตอนนั้นคงใช้งานไปเกือบหมดประกันแล้ว อาจะไม่เสียดายเท่าไหร่

เมื่อวานนี้ได้ทำการ Factory Data Reset ลบข้อมูลทั้งหมดในเครื่องไปทั้งหมด เพื่อให้มันหายคาใจว่าปัญหานี้จะหายไปหรือไม่ สรุปแล้ว มันก็ยังเกิดปัญหานี้อยู่ คลิปวีดีโอด้านล่างคืออาการที่เกิดขึ้นตอนกดซูม 2x เพิ่งถ่ายวันนี้เลย หลังจากรีเซ็ตเครื่องไปรู้สึกว่าจะเป็นตลอดทั้งภาพนิ่ง และตอนถ่ายวีดีโอ

ความคิดตอนนี้คือ จะใช้มันไปอย่างนี้จะดีหรือ เครื่องนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ ใช้ได้ไม่ครบทุกอย่างเนี่ยนะ เลยว่าจะเอาเข้าศูนย์ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปช่วงอาทิตย์หน้านี้ ขอให้ผ่านงานยุ่งๆ ไปก่อนเดี๋ยวไม่มีถ่ายรูปตอนทำงานเพราะว่ากล้องมันถ่ายภาพสวยดีจริงๆ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงจะมาเขียนเล่าให้ฟังใหม่คราวหน้า

ข้อมูลของเครื่องที่ใช้

SM-N960F/DS — 512GB — Color: Ocean Blue — 2018.07.27

กระทู้คุยเรื่องปัญหาจากเว็บต่างประเทศ

Note 9 camera buzzing vibrating on 2x zoom

Note 9 Buzzing sound when Zooming Camera

Note 9 Camera Buzz/Blur

Blog: เล่าเรื่องน้ำหอม Miniso

ลืมไปแล้วว่าจะเล่าเรื่องได้น้ำหอม Miniso รุ่นนึงมาแล้วดันชอบ เลยไปตามเก็บมาทั้งชุดที่มีเลย มันคือน้ำหอม Miniso BRITISH PEAR ซื้อมาเพราะเค้าว่ากันว่ามันเป็นกลิ่นคู่แฝดกับน้ำหอม Jo Malone English Pear And Freesia นั่นเอง ซึ่งเป็นกลิ่นที่นิยมกันมากเลยได้ซื้อมาลองใช้

ลองฉีดครั้งแรกรู้สึกได้กลิ่นหอมหวานของผลไม้ฉ่ำๆ ให้ความรู้สึกหอมเย็นเบาสบายไม่ฉุน กลิ่นออกไปแนวสดชื่น ฉีดทิ้งไว้ก็ไม่มีกลิ่นหืนหรือกลิ่นเปลี่ยนไปเป็นกลิ่นแปลกๆ แต่อย่างใด ความทนของกลิ่นแตกต่างกันไปตามจุดที่ฉีด ถ้าฉีดที่ผิวเรากลิ่นจะจางหายไปเร็วมาก ประมาณ 3-4 ชั่วโมงกลิ่นก็จางแล้ว แต่ถ้าฉีดบนเสื้อ หรือบนผ้า กลิ่นจะอยู่ได้ค่อนข้างนานประมาณ 5-6 ชั่วโมงยังคงได้กลิ่นอยู่ และสามารถฉีดเพิ่มระหว่างวันได้โดยไม่ทำให้กลิ่นฉุนขึ้น ชอบนะกลิ่นแบบนี้ฉีดได้ไม่ต้องกลัวคนอื่นเหม็นฉีดได้เรื่อยๆ แต่กลิ่นจะเหมือนหรือคล้ายกับของ Jo Malone หรือไม่นั้นเรื่องนี้ยังตอบไม่ได้เพราะด้วยความที่ว่า Jo Malone เป็นน้ำหอมราคาแพง และหาซื้อน้ำหอมตัวอย่างขนาดเล็กไม่ได้ และไม่อยากซื้อแบบแบ่งขายเลยยังไม่มีโอกาสได้ซื้อมาลองกลิ่นว่าเหมือนกันรึเปล่า

มาเล่าถึงเรื่องน้ำหอมกลิ่นอื่นๆ ที่ไปได้มาเพราะกลิ่น English Pear มันหอมเบาๆ ดี คิดว่ากลิ่นอื่นๆ น่าจะเป็นกลิ่นแนวเดียวกัน อีกอย่างแพ็กเกจก็สวยอีกด้วยเลยไปตามหามาจนได้ครบทุกกลิ่นในชุดนี้ แต่เรื่องแพ็คเกจที่ได้มาเป็นรุ่นเก่าเพราะได้มานานแล้ว ตอนนี้รู้สึกว่าจะเปลี่ยนกล่องใหม่แล้วเป็นกล่องสีขาวกับตัวหนังสือธรรมดาเฉยๆ ไม่มีลายดอกไม้หน้ากล่องแล้ว จะเล่าเรื่องกลิ่นแต่ละกลิ่นคร่าวๆ นะ เพราะบล็อกเองบอกได้แค่ว่าหอมหรือไม่หอมเท่านั้น

ITALY BERGAMOT กลิ่นหอมนุ่ม ที่มีติดกลิ่นสดชื่นหน่อยๆ แต่โดยรวมของกลิ่นออกเป็นกลิ่นแป้งหอมแบบสมัยก่อน

CEDARWOOD LEMON กลิ่นนี้หอมสดชื่นแบบกลิ่นมะนาว ให้ความรู้สึกแบบกลิ่นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของผู้ชาย

PEONY BAMBOO กลิ่นหอมดอกไม้ผู้หญิงๆ กลิ่นแนวสว่างสดชื่น มีติดกลิ่นเขียวๆ แบบใบไม้หน่อยๆ

SUBTLE LOTUS กลิ่นหอมที่ทำให้นึกถึงดอกบัวสด กลิ่นเขียวๆ เหมือนดอกไม้โดนขยี้และกลิ่นหอมหวานแสบจมูก เป็นกลิ่นที่หอมแบบโบราณหน่อยๆ

WILD STRAWBERRY กลิ่นหอมน่ารัก กลิ่นทำให้นึกถึงสตรอเบอร์รี่ป่าลูกเล็กจริงๆ นะ กลิ่นหวานน่ากิน

โดยรวมกลิ่นของทุกตัวจะเป็นกลิ่นคล้ายกับน้ำหอมยี่ห้อแพงบางยี่ห้อนะที่รู้สึกได้ Cedarwood Lemon นี่กลิ่นคล้ายกับพวกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ชายมากๆ คงเป็นเพราะกลิ่นแนวผลไม้พวกมะนาวเป็นหลักตามด้วยกลิ่นหอมนุ่มและสดชื่นแบบ Sport กลิ่นที่แนะนำให้ซื้อนอกจาก British Pear แล้วก็คงเป็น Wild Strawberry ที่เป็นกลิ่นหอมแบบมีมิติจริง บอกไม่ถูก กลิ่นมันให้อารมณ์เดินเล่นตอนฝนตก อากาศชื้นๆ แบบนั้น อีกกลิ่นก็ Cedarwood Lemon เพราะกลิ่นไม่ฉุนสดชื่นใครๆ ก็น่าจะชอบ Peony Bamboo นี่ต้องลองฉีดเองดูก่อนเพราะมันหอมหวานแบบแสบจมูกเลยแต่พอทิ้งไว้สักพักมันจะหอมฟุ้งๆ หอมใช้ได้อยู่ อีก 2 กลิ่นที่เหลือมันเป็นกลิ่นสไตล์เก่าๆ โบราณไม่ค่อยชอบ

Blog: เยี่ยมชม อุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน จังหวัดบุรีรัมย์

อาทิตย์ก่อนมีโอกาสไปเยียมชมอุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน จังหวัดบุรีรัมย์ เคยได้ยินในข่าวเวลามีงานแสดงไม้ดอกเมืองหนาวในไทยบ่อยๆ ได้มาดูของจริงก็คราวนี้ เดินทางไม่ไกลจากโคราชเท่าไหร่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็เดินทางถึงแล้ว แปลกใจนิดหน่อยกับทางเข้าอุทยาน มันเป็นถนนคล้ายซอยเล็กๆ มีทางข้ามแม่น้ำด้วย ทางเข้ามันเล็กมากจนไม่คิดว่าข้างในเป็นสถานที่ท่องเที่ยวถ้าไม่มีป้ายติดไว้

พอเข้าไปในพื้นที่แล้วก็ซื้อตั๋ว ต่อแถวเข้าไปในอุทยาน ก่อนเข้าไปข้างในก็จะเดินผ่านร้านขายของที่ระลึกของทางอุทยาน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้ามัดย้อม ผ้าทอมือ และของเล็กๆ กระจุกระจิก ด้านในจะเป็นพื้นที่บริเวณกว้างมาก มีอาคารสีขาวใสๆ เหมือนเรือนกระจกหลังคาทรงสูงแบบไทย อยู่ประมาณ 3-4 หลัง ภายในอุทยานจะมีเจ้าหน้าที่คอยนำไปดูในแต่ละอาคาร ในแต่ละจุด และอธิบายรายละเอียดของแต่ละสถานที่ให้ฟัง

อาคารแรกที่่เข้าไปเป็นหอประชุมสำหรับจัดงานเลี้ยง ภายในตกแต่งด้วยดอกไม้ปลอมสีขาวสวยงาม เดินต่อไปยังอาคารหลังแรกเป็นการจัดแสดงพันธ์ไม้เมืองหนาว มีดอกลิลลี่สีขาวบานเต็มพื้นที่จัดแสดง พร้อมทั้งบ่อน้ำ และน้ำตกเล็กๆ

เมื่อเดินสุดทางของอาคารจะมีทางเชื่อมเพื่อให้เดินทางต่อไปยังอาคารถัดไปได้ อาคารถัดมาจะเป็นอาคารจัดแสดงต้นไม้เหมือนในป่าที่มีตัวไดโนเสาร์จัดแสดงอยู่ด้วย แต่ละอาคารจะมีการรูปแบบการจัดแสดงแตกต่างกันไป โดยการไปเยี่ยมชมครั้งนี้ไปเป็นแบบหมู่คณะตอนเที่ยงทางอุทยานเลยได้ให้เข้าไปทานอาหารในห้องจัดเลี้ยง ซึ่งก็ถือว่าบริการและอำนวยความสะดวกดีมาก

จริงๆ แล้วภายในอุทยานจะมีกิจกรรมให้ทำอีกหลายอย่างทั้ง เยี่ยมชมฟาร์มแพะ แกะ ให้อาหารสัตว์ ทำผ้ามัดย้อม ทำเทียนหอม มีสระน้ำขนาดใหญ่ รู้สึกว่าจะมีสวนน้ำแบบตื้นๆ ให้บริการช่วงหน้าร้อนด้วย แต่ไม่ได้ไปครบทุกที่ในอุทยานหรอกเพราะวันที่ไปอากาศและแสงแดดร้อนมากๆ เลยได้แวะชมแค่บางจุดเท่านั้น

ทางอุทยานมีจุดขายของที่ระลึกภายในอุทยานอยู่ 1 จุด และบริเวณนอกอุทยานริมถนนใหญ่จะมีอีก 1 จุด เป็นคอฟฟี่ช็อปด้วย จัดสถานที่แบบร้านขายของที่ระลึก น่ารักดี สินค้าส่วนใหญ่ เป็นของที่ระลึกเล็กๆ พวกเทียนหอม ของที่ทำจากไม้ ผ้าแบบต่างๆ โซนคอฟฟี่ช็อปจะมีขายเครื่องดื่มร้อนเย็น ที่เห็นเยอะก็ขายพวกชานี่แหละมีหลายประเภทให้ซื้อกลับไปด้วย สรุปแล้วเป็นสถานที่จัดแสดงดอกไม้และการจัดสวนที่สวย สถานที่ใหญ่โตมีกิจกรรมให้ทำพอสมควรเลย เพียงแต่ของที่ระลึกที่จำหน่ายยังไม่ค่อยเห็นของที่เป็นเอกลักษณ์ของอุทยานเท่าไหร่

Blog: วันที่ 6 ตุลาคม 2561 ลองชิม ซูปเปอร์ฟรายส์ มันฝรั่งทอดชิ้นใหญ่จาก KFC [KFC SUPER FRIES]

เมื่อวานหลังจากออกจาร้านบะหมี่ปุ๊บ เดินผ่านร้าน KFC แล้วนึกได้ว่าเหมือนจะเห็นว่ามีมันฝรั่งแบบใหม่มาขายแล้วนี่ เลยเดินเข้าไปดูและเลือกมา 1 เมนู คือ ซูปเปอร์ฟรายส์ KFC SUPER FRIES เฟรนช์ฟรายส์ชิ้นใหญ่รูปร่างเกลียว หรือรูปร่างแบบเครื่องหมาย “,”

 

จริงๆ ก็เฟรนช์ฟรายส์ปกตินั่นแหละ เพียงแต่รูปร่างต่างไปที่จิ้มกับซอส ไวท์บีบีคิว (WHITE BBQ) ที่รสชาติออกเปรี้ยวหน่อยๆ

 

ลองจิ้มชิมดูแล้วก็อร่อยนะ เข้ากันดี รสซอสมันมันๆ เปรี้ยวๆ กับกลิ่นบาร์บีคิวอร่อยดี สังเกตที่ตัวมันฝรั่งเหมือนจะโรยผงปรุงรสด้วยรึเปล่าแต่ไม่รู้สึกรสชาติของผงปรุงรสเท่าไหร่ได้กลิ่นหอมๆ เท่านั้น ถังนึง 99 บาท เลยนะ แพงอยู่เหมือนกัน เอาเฟรนช์ฟรายส์ธรรมดาจิ้มกับซอส BBQ ของนักเกตไก่ก็คงเหมือนกันละมั้งคราวหน้าจะลองทำดู

 

เมนูซูปเปอร์ฟรายส์ มี 2 แบบ จะมีอีกแบบที่มีไก่ป๊อปมาถ้วย ราคาเท่ากัน 99 บาท

Blog: วันที่ 6 ตุลาคม 2561 ลองชิม ทงคัตสึ คาคุนิ ราเมน ที่ โออิชิราเมน OISHI RAMEN

เมื่อวานได้ไปลองชิมบะหมี่เมนูใหม่ของร้าน โออิชิราเมน จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าใหม่มานานแค่ไหนแล้วเพียงแต่เพิ่งได้มีโอกาสไปเดินห้างจริงๆ ก็เมื่อวานนี้เอง เห็นรูปในโปสเตอร์ขนาดใหญ่หน้าร้านมีหมูชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น ดูน่ากินดี เข้าไปนั่งในร้านเปิดดูเมนู รู้สึกว่าจะเป็นเล่มเมนูรุ่นใหม่เพราะเห็นอาหารเมนูแปลกตาหลายเมนู พร้อมกับราคาที่เพิ่มสูงมากขึ้นไปอีกด้วย ว้าว… เมนูอาหารใหม่ๆ ราคาแพงทั้งนั้นเลย แต่ก็จะลองชิมเมนูในรูปหน้าร้านละ ชื่อเมนู โชยุ คาคุนิ ราเมน เป็นราเมนซอสโชยุ ที่มีหมูคาคูนิ ชิ้นใหญ่ 2 ชิ้นวางบนบะหมี่นั่นแหละ แต่เปิดไปเปิดมาเจอแบบน้ำซุปทงคัตสึ รึว่าซุปข้นด้วยเลยเลือกแบบซุปข้นมาลองชิมแทน

 

หน้าตาบะหมี่ของทั้ง 2 แบบก็ดูดีน่ากิน ชอบหมูชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น มีไข่ครึ่งฟองให้ด้วย น้ำซุปทงคัตสึดูข้นกำลังดีมีกลิ่นหอมของหมูลอยมาเตะจมูกแต่ไกล

 

น้ำซุปแบบข้นหอมไม่ข้นมากแต่ก็ให้อารมณ์ของบะหมี่ทงคตสึได้ดี รสน้ำซุปออกหวานมันไม่เค็มอย่างที่คิด เส้นบะหมี่เป็นเส้นบะหมี่่แบบปกติทั่วไปเส้นนุ่มเคี้ยวง่าย

 

 

เนื้อหมูนุ่มมากมีกลิ่นหอมของเนื้อรสชาติเข้มข้นอร่อย แต่รู้สึกว่าจะได้ส่วนของไขมันมากไปสักหน่อย ส่วนตัวแล้วคิดว่ามันอร่อยดีเหมือนกันแต่ยังไม่สุด น้้ำซุปรู้สึกว่าจะแค่หวานมันยังไม่กลมกล่อมเหมือนมันขาดรสเค็มไปสักหน่อย แต่ก็ทำให้ซดน้ำได้เยอะและรู้สึกคล่องคอดี สรุปแล้วอร่อยสมราคา 189 บาท ต่อถ้วยเหมือนกันนะ

Blog: วันที่ 25 กันยายน 2561 เล่าเรื่องหาซื้อเคสเหมาะๆ ให้ Note 9

สวัสดีบล็อก! ถึงเวลาแล้วที่จะมาเล่าเรื่องเคส Samsung Galaxy Note 9 พูดถึงเคสจะว่าไปมันก็เป็นเหมือนอะไรสักอย่างที่ไม่สำคัญแต่ก็อยากจะได้มันให้ได้ จากคิดไว้ว่าจะไม่ซื้อหรอก ไม่ใช่หรอก ซื้อแค่อันเดียวนี่แหละ แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จเลย มันงอกออกมาอีกทีละ 1 อัน ทีละ 1 แบบ ไปเรื่อยๆ จนวันนึงก็คิดมาได้ว่า “ต้องพอแล้วละกับเคสมือถือเครื่องนี้” เพราะราคาเคสก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ เลย จึงเป็นที่มาของบล็อกนี้เพื่อเล่าประสบการณ์เจอ ประสบการณ์เจ็บกับการซื้อเคสมือถือในครั้งนี้

 

บอกก่อนเลยว่าการที่บล็อกเลือกซื้อเคสนี่เรื่องมากหน่อย จะนึกถึงเรื่องแรกคือ การจับถือที่กระชับมือถือใช้งานได้อย่างมั่นใจ อีกเรื่องคือ รูปร่างสวย หรือเป็นเคสใสใสแล้วสามารถเห็นสีของตัวเครื่องได้ก็จะดีมาก

 

UAG PLASMA Samsung Galaxy Note 9 สี ICE ราคา 1,300 บาท (ราคาซื้อจากเว็บ UAG โดยตรง)

เป็นเคสชิ้นแรกที่สั่งซื้อมารอเครื่อง Samsung Galaxy Note 9 คิดเอาไว้ว่าจะใช้อันนี้แค่อันเดียวไม่ซื้ออันอื่นแล้วละ เคส UAG นี้เป็นเคสยี่ห้อแรกเลยที่ซื้อเคสใช้งาน ครั้งแรกจำได้ไหมตอนพรีออเดอร์ Samsung Galaxy Note 7 ไง เพราะก่อนหน้านั้นเป็นคนที่ไม่เคยใส่เคสให้มือถือเลย ซื้อมาใช้ก็ชอบตรงที่มันเป็นเคสที่ดูลุยๆ ใส่แล้วให้ความรู้สึกปลอดภัยดี

 

สิ่งที่ชอบ

  • เป็นเคสที่ใส่แล้วจับถนัดมือมากเพราะตัวเคสมีความหนาพอสมควร

  • วัสดุทำจากวัสดุคุณภาพดีมาก เป็นเคสแข็งจะยืดหยุ่นนิดหน่อยตรงส่วนที่เป็นสีดำ ทำให้ใส่กับตัวเครื่องแล้วเคสไม่ย้วย ไม่ขยับเองเวลาใส่ในกระเป๋ากางเกง

  • เพราะวัสดุที่ค่อนข้างดีจึงทำให้ใส่และถอดได้ค่อนข้างยากเพราะเคสแน่นและแข็งพอดีกับตัวเครื่องมากๆ ผมถือว่าเป็นข้อดีนะ

ข้อสังเกต

  • หลังๆ มานี้รู้สึกว่าตัวเคสสี ICE ที่จะเป็นสีใสก็จริง แต่จะไม่ใสเหมือนแต่ก่อนแล้ว ออกจะเป็นสีขุ่นใสมากว่า พอใส่เข้ากับเครื่องตัวเคสจะติดสีขาวสะท้อนแสงตามลายของเคสไม่ค่อยเห็นสีของเครื่องเท่าไหร่ เลยไม่ชอบที่ตัวเคสไม่ใส่อย่างที่อยากให้เป็น

  • ตัวเคสค่อนข้างหนาเกือบทุกด้าน ทำให้ใส่เคสแล้วใช้งานกับเครื่องชาร์จแบบไร้สายไม่ได้บางครั้ง อย่างเครื่องชาร์จของ Nillkin จะวางตั้งชาร์จไม่ได้ ต้องวางแบบแนวนอนแทน

Rearth Ringke [FUSION-X] Case ราคา 580 บาท

จากเคส UAG ที่ว่าจะใช้แค่อันเดียว พอเห็นรุ่นนี้ที่เป็นข้างหลังใสแล้วทำให้อยากได้ขึ้นมาทันทีคิดว่าจะได้เห็นสีของตัวเครื่องชัดๆ พร้อมกับกันกระแทกได้ ยี่ห้อนี้ไม่เคยซื้อใช้พอได้เห็นตัวจริงของเคสแล้วรู้สึกว่าวัสดุดีเหมือนกันนะ ขอบสีดำเหมือนจะเป็นขอบยางแต่ก็แข็งอยู่ตัวดูกระชับดี พอใส่กับเครื่องแล้วก็ยังคงให้ความรู้สึกกระชับเครื่องดีมาก ถือจับก็ติดมือดีไม่ลื่นมือเลย ชอบตัวนี้เหมือนกัน แต่ที่ยังหาซื้อเคสใหม่อยู่ก็เพราะพอติดฟิล์มกันรอยด้านหลังเครื่องแล้วมันดูดกับพลาสติกใสของเคสเป็นลายน้ำไม่ชอบเท่าไหร่ เลยยังหาซื้อเคสใหม่อยู่แต่ถ้าหาไม่ถูกใจสักทีคงกลับมาใช้อันนี้แหละ

 

สิ่งที่ชอบ

  • ตัวเคสด้านหลังเป็นพลาสติกใสโชว์สีตัวเครื่องได้ชัดเจนชอบมาก

  • ขอบยางสีดำรอบตัวเคสเป็นพลาสติกแบบยืดหยุ่นได้ไม่แข็งเท่า UAG แต่ก็ไม่ย้วย คงรูป OK ไม่ต้องกลัวเคสย้วยแบบพวก TPU

  • ใส่แล้วตัวเครื่องดูสวยดีจับถนัดมือ

  • แม้ขอบยางจะแข็งหน่อยแต่ก็ถือว่าใส่กับถอดจากเครื่องได้ง่ายกว่า UAG มากเลย

ข้อสังเกต

  • พลาสติกใสด้านหลังเคสจะมีการดูดเป็นลายน้ำกับด้านหลังของ Note9 ถ้าติดฟิล์มพลาสติกกันรอย แม้ว่าตัวเคสจะมีรอยจุดกันรอยน้ำก็ตามเพราะจุดกันรอยของตัวเคสนั้นมันกดฝังไปบนฟิล์มกันรอยที่เราติดไว้ ดังนั้นถ้าอยากใส่ให้สวยต้องไม่ติดฟิล์มกันรอยด้านหลัง

  • ใส่เคสให้สวยใสนั้นยากหน่อยเพราะด้านหลังเคสเป็นพลาสติกใสถ้ามีฝุ่น หรืออะไรติดข้างในเคสจะเห็นได้ชัดเจนจนรำคาญตาเลย

  • เพราะเป็นพลาสติกใสด้านหลังแน่นอนว่ารอยขนแมวมากันครึกโครม

WITS Premium Hard Case : Blue ราคา 390 บาท

ตัวนี้เห็นในกรุ๊ป Note 9 เค้าว่ากันไว้ว่ามันดี ราคาไม่แพง หายากด้วย แต่เราเดินไปเจอที่ Shop Samsung ที่ Central Korat มาเลยซื้อมาลองเพราะชอบเคสแข็งบางๆ ที่เว้นช่องปุ่มกดไว้แบบนี้อยู่แล้ว สัมผัสแรกที่จับรู้สึกได้ถึงผิวเคลือบแบบซิลิโคนที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น และมันลื่นมากๆ ด้วย ถึงจะสวยและดียังไงถ้าเคสลื่นก็ไม่ใช้

 

สิ่งที่ชอบ

  • เป็นเคสแบบบาง วัสดุที่ใช้ดูมีคุณภาพ เคลือบผิวแบบซิลิโคนให้ผิวสัมผัสที่ดีน่าจับลูบคลำ

  • ราคาไม่แพงสำหรับเคสที่ผลิตออกมาดีแบบนี้

ข้อสังเกต

  • เคลือบซิลิโคนแบบนุ่มลื่นมาก ลื่นมากแบบถือไว้ในมือเฉยๆ เครื่องจะไหลออกจากมือไปเรื่อยๆ แบบนั้นเลย

  • ช่องที่เว้นไว้สำหรับกล้องและที่สแกนนิ้วนั้นส่วนของสแกนนิ้วมันเล็กไป ต้องจิ้มนิ้วเข้าไปในช่องถึงจะสแกนได้

Nillkin Synthetic Fiber Samsung Galaxy Note 9 ราคา 299 บาท

เลือกซื้ออันนี้มาเพราะเคยซื้อรุ่นนี้มาใช้ตอนใช้ Samsung S7Edge แล้วมันก็ดูโอเค คิดว่าจะซื้อมาใช้ชั่วคราวเพราะตัวเคสเคฟล่าของ Pitaka เค้าไม่ทำเคสของ Note 9 มาขาย แต่ได้มาก็ต้องผิดหวังแบบยังไม่ต้องลองใส่กับเครื่องเลย ตัวเคสยังคงปิดลายเคฟล่าแบบเดิมนั่นแหละ แต่วัสดุที่ทำตัวเคสมันแย่ลงมาก ตัวเคสบริเวณรอบเครื่องนั้นทำจากพลาสติกรึอะไรสักอย่างที่ค่อนข้างนิ่มบิดได้ง่าย ตัวเฟรมด้านหลังก็เป็นแบบพลาสติกธรรมดา แบบพลาสติกของเล่นธรรมดาเลยละขอบมุมตรงช่องเจาะสำหรับกล้องก็เป็นขอบคมของพลาสติกแบบออกจากแม่พิมพ์มาแล้วแปะแผ่นลายเคฟล่าแล้วก็เอาใส่กล่องมาเลย เคสรุ่นนี้ไม่โอเคสำหรับบล็อกเลยเสียดายเงิน

 

SPIGEN Thin Fit Slim Cover : Graphite Grey ราคา 590 บาท

มันก็ยังคาใจกับเคสบางแบบดีๆ ว่ามันจะไม่มีให้ใช้เลยหรือไง ก็นึกได้ว่าเคยซื้อเคสของ Spigen รุ่น Thin Fit มาใช้กับ Note 8 นี่ แล้วมันก็ดีมากด้วย ก็เลยสั่งรุ่น Thin Fit กะว่าจะได้พอสักทีกับเคสมือถือเนี่ย มีแค่ 3 สี เลือกสีเทา แต่ทำไมมันไม่เหมือนเดิมคือวัสดุก็ยังคงเป็นพลาสติกแข็งนี่แหละ แต่ตัวผิวสัมผัสมันไม่เหมือนเดิมมันเป็นแบบพ่นสีเคลือบเฉยๆ ให้รู้สึกแบบเคลือบสีแห้งๆ ไม่ได้มีเคลือบเพิ่มผิวสัมผัสหรือให้หนืดมือแบบตอนของ Note 8 จับแล้วมันลื่่น ค่อนข้างลื่นมากจับไม่ถนัดเลย ลองใช้ 1 วันถอดออกทันที รู้สึกว่าโทรศัพท์มันจะหลุดมือตอนหยิบใช้ตลอดเวลา

 

สิ่งที่ชอบ

  • เป็นเคสแข็งแบบเว้นปุ่มกดที่ชอบ ใส่แล้วไม่หนา ดูแล้วโอเค

ข้อสังเกต

  • ผิวสัมผัสของรุ่นนี้มันไม่เหมือนเดิม เป็นพลาสติกพ่นสีแบบสากๆ ลื่นมือมาก

UAG PLYO Samsung Galaxy Note 9 สี ICE ราคา 1590 (ราคาจาก True Shop)

สรุปมันก็วนกลับมาที่ UAG อีกครั้ง และคิดว่าจะเป็นเคสอันสุดท้ายแล้วสำหรับ Note 9 (เว้นแต่ว่า PITAKA ทำเคสเคฟล่าของ Note 9 มาขายนะ) กลับมาเลือกซื้ออีกรุ่นที่เป็นรุ่นแบบใส คิดว่าคงจะจบแค่อันนี้ ตัวเคสยังคงให้ความรู้สึกเหมือน UAG รุ่น Plasma เพียงแค่เปลี่ยนลวดลายด้านหลังกับวัสดุเป็นแบบใสทั้งหมด จับถนัดมือใส่แล้วรู้สึกมั่นคงมาก ด้านหลังใสก็จริงแต่แต็มไปด้วยจุดเล็กๆ กันรอยเคสดูดกับกระจกหลังเครื่อง แต่มันดันมีจุดทั้งด้านในเคส และด้านนอกเคสนี่สิ จุดมันสะท้อนกับกระจกหลังเครื่องจนเป็นลายคลื่นฝ้าขาวๆ จนไม่รู้สึกว่าเป็นเคสใสเลย ต้องออกกลางแจ้งบางมุมถึงจะเห็นสีของเครื่องข้างใน อีกอย่างที่แตกต่างกับรุ่น Plasma วัสดุที่ทำเคสมันคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันนะ ตัว Plyo นี้วัสดุเป็นรอยง่ายมาก ทั้งรอยขนแมว ทั้งรอยขูดลึก แค่เอาวางบนที่ชาร์จไร้สายแบบพลาสติกก็ขูดสันเป็นรอยลึกแล้ว รอยขนแมวก็มาพรึบ

 

แต่ก็อีกนั่นแหละซื้อมาก็ไม่เคยได้อะไรที่สมบูรณ์ดีเหมือนกับคนอื่น เคส UAG Plyo ที่ซื้อมานี้ได้มาจากร้าน True Shop The Mall Korat เหลือชิ้นสุดท้ายตอนซื้อก็แกะเช็คดูแล้วก็ไม่เห็นอะไรที่ผิดปกติ แต่พอกลับมาแล้วใส่ดูก็เห็นว่าตัวเคสด้านหลังสีมันไม่สม่ำเสมอมันมีรอยแถบขวาง 2 แถบตามรูปด้านบนเลย มันดูเป็นแถบใสกว่าส่วนอื่นๆ ของเคส ลองเช็คทำความสะอาดด้วยน้ำยาทุกอย่างที่นึกได้แล้วก็ยังไม่หาย ก็แสดงว่าเป็นกับตัวเคสแล้วละ ในรูปอาจจะมองว่าเห็นเป็นแถบนิดหน่อยที่เห็นว่าเป็นนิดหน่อยนี้เพราะได้น้ำยา Waxy เคลือบหนังเอามาเช็ดส่วนอื่นให้มันเงาขึ้นเลยเห็นรอยด่างลดลงไงละ ตอนนี้ก็ได้แต่ทำใจซื้อมาราคาแพงจะไปเปลี่ยนก็ไม่มีให้เปลี่ยนแล้วมั้งเหลืออันสุดท้ายแถมใช้งานแล้วด้วยอีก

 

สิ่งที่ชอบ

  • ตัวเคสมีความหนาและลักษณะคล้ายกับรุ่น Plasma ที่จับได้กระชับมือรู้สึกมั่นคงในมือมาก

  • รูปร่างเคสดูสวย มีด้านหลังที่ค่อนข้างใสโชว์สีของตัวเครื่อง

ข้อสังเกต

  • หัวและท้ายเครื่องยังคงหนาเหมือนกับรุ่น Plasma ทำให้ใช้งานกับเครื่องชาร์จไร้สายแบบแนวตั้งไม่ได้บางยี่ห้อ

  • วัสดุเคสเป็นรอยได้ง่ายมาก โดยเฉพาะรอยขนแมวจะเห็นได้ชัดเพราะด้านหลังเครื่องออกแบบให้มีการสะท้อนแสง

  • ผิวด้านนอกข้างหลังเคสออกแบบให้จุดเล็กๆ เต็มพื้นที่น่าจะทำขึ้นเพื่อลดรอยนิ้วมือ แต่กลับทำให้เป็นลายคลื่น ทำให้ตัวเคสไม่ใสเหมือนรุ่นก่อนหน้า และจับฝุ่นได้ดีเลย

Blog: วันที่ 26 ส.ค 61 เล่าเรื่อง Samsung Galaxy Note9 และการใช้งาน

วันนี้จะมาเล่าเเรื่อง Samsung Galaxy Note9 โทรศัพท์เครื่องใหม่ กดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันแรกเลย วันที่ 10 ส.ค. 61 เลือกที่จะเปลี่ยนจาก Note8 มาเป็น Note9 ก็เพราะได้ความจุ 512GB ในราคาเครื่องความจุ 128GB นี่แหละ Note8 ตัวเดิมที่ซื้อมาเป็นตัว 64GB แล้วใส่การ์ด 128GB ที่เหลือใช้งานแค่ 20GB กะว่าจะซื้อการ์ดใหม่สัก 256GB อยู่พอดี เพราะเป็นคนชอบเก็บรูปจากเครื่องเก่าเก็บไฟล์งานเอาไว้กับตัวตลอดเวลา ก็เลยใช้ความจำเยอะไปหน่อย คิดว่าถ้าได้เครื่อง 512GB แล้วก็จะสามารถใช้งาน 2Sim ได้ไม่ต้องพกโทรศัพท์อีกเครื่องแล้ว นี่แหละเหตุผลที่มีเหตุผล ส่วนเหตุผลหลักๆ ที่ไม่มีเหตุผลก็เพราะความอยากได้ไง

อีกครั้งกับการพรีออเดอร์โทรศัพท์ใหม่ที่มีเรื่องให้ติดตามเหมือนตอนพรีออเดอร์ Note7 คือ บางคนได้รับเครื่องก่อนวันที่จะได้รับจริงไง มันเกิดขึ้นอีกแล้วครั้งนี้ มีคนที่พรีออเดอร์ Note9 ได้รับเครื่องก่อน 1 วัน ที่ทำให้รำคาญใจคือคนที่ได้นี่พรีวันหลังๆ และอยู่ต่างจังหวัดที่ไกลๆ อีกแนะ นั่นแหละเรื่องที่ทำให้ติดตาม ทำให้วันที่ 21 ส.ค. 61 คอยเฝ้ามองรถส่งของตลอดทั้งวัน คิดว่าเผื่อจะมีโชคด้านนี้บ้าง สรุปแล้วก็ไม่มี จนวันที่ 22 ส.ค. 61 วันที่รับเครื่องได้รับจากคนส่งของประมาณ 11.00 น. ก็ได้รับพัสดุจาก Kerry และได้รู้ว่าจริงๆ พนักงานคนนี้แหละกำลังจะมาส่งกล่องนี้ให้เราเมื่อวาน แต่ทางศูนย์ใหญ่โทรแจ้งพนักงานส่งของให้เก็บกลับไปทั้งหมดเลยไม่ได้ส่งให้ก่อนวันรับจริง เค้าบอกว่ากำลังจะเลี้ยวเข้ามาในออฟฟิตแล้วอีกนีดเดียว 555 คนไม่มีโชคก็ไม่มีโชคจริงๆ แต่ก็นะเป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้คิดมากได้จริงๆ

ในเมื่อได้มาแล้วก็จะมาเล่าเรื่องที่น่าจะมีคนสนใจอยากรู้ว่ามันต่างจาก Note8 อย่างไร บอกตรงๆ ว่ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ถ้าคนไม่สนใจเรื่องระบบข้างในมากก็ไม่สังเกตว่ามันต่างกันเลย จุดที่ต่างกันและเห็นได้ชัดคือชื่อรุ่น การออกแบบกล้องหลัง ตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสีของตัวเครื่องเท่านั้นที่มองเห็นแล้วบอกได้ว่านี่คือ Note9 นะ จากการได้รับเครื่องและใช้งานมาเกือบอาทิตย์จะเล่าความต่างที่เจอได้เป็นข้อๆ ข้างล้างนี้

  • ในกล่องไม่มีตัวแปลง Micro USB to USB C ให้แล้ว

  • หัวปากกาสำหรับเปลี่ยน S-Pen มีแค่ 2 หัว จากปกติจะมีให้หลายหัวมาก

  • เคสที่แถมเป็นเคส TPU แบบนิ่ม ไม่ใช่เคสพลาสติกแข็งราคาแพงแล้ว

  • จอภาพของ Note9 ดูสวย สีอิ่มกว่า Note8 อย่างเห็นได้ชัด แม้ใช้งานในที่ร่มที่จอสว่างน้อยลงเห็นได้เลยว่าสีอิ่มสวยไม่จืด

  • ตัวซอฟต์แวร์ Note9 รู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่จิ้มว่ามันเร็วขึ้นมาก แต่ใช้งานไปสักพักไม่รู้จะหน่วงไหม ตอน Note8 ก็รู้สึกว่าเร็ว แต่ตอนนี้มันช้าๆ หน่วงๆ

  • เรื่อง Ram ที่เยอะขึ้นเป็น 8GB ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกพิเศษอะไรเพราะเปิดปิดโปรแกรมใช้งานปกติเหมือนตอนใช้ Note8 ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

  • กล้องหลังยังคงถ่ายได้สวยงามเหมือน Note8 แค่รู้สึกว่าซอฟต์แวร์มันปรับภาพให้คมชัดพิลึกไปหน่อย

  • ลำโพงเป็นแบบ 2 ลำโพง เปิดเพลงหรือดูวีดีโอ ไม่ต้องเปิดเสียงดังๆ เอามือป้องลำโพงฟังเสียงแล้ว เสียงที่ได้เสียงดีมีมิติโอเคเลยสำหรับลำโพงมือถือ

  • สแกนม่านตารู้สึกว่าดีขึ้นไม่เหมือน Note8 ที่บางอารมณ์ก็แสกนได้ไม่ได้บ้าง

  • S-PEN ที่ใช้เป็นรีโมทถ่ายรูปได้ และปรับใช้งานกับโปรแกรมอื่นๆ ได้เช่นกัน

  • แบตเตอร์รี่ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 4000mAh จากเดิม 3300 mAh จากการใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะอึดขึ้นมากเท่าไหร่เลย หมดวันเหลือพอๆ กับตอนใช้ Note8 หลังเลิกงานถ้าแวะห้างกินอาหารถ่ายรูปใช้งานอื่นๆ กลัวจะหมดกลางคันเอา ถ้าเอาให้ชัวร์ก็ต้องชาร์จไฟก่อนกลับบ้านละ สรุปแล้วเหมือน Note8 นะการใช้งานแบต // Update: ตอนนี้รู้สึกว่าใช้งานแบตของ Note9 ได้อึดขึ้นมากอย่างที่สามารถรู้สึกได้เลย ที่เป็นแบบนี้ก็คงเพราะต้องให้ระบบของเครื่องเรียนรู้การใช้งานของเราไปสักพักก่อนแล้วตัวซอฟต์แวร์ของเครื่องจะจัดการการใช้พลังงานให้เราเอง อย่างปิดแอ๊ปที่เราไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ปิดระบบบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้จนสามารถทำให้แบตเหลือกลับบ้านในแต่ละวันมากกว่า 40%+ แล้ว

ข้อสังเกต

  • การปลดล็อคเครื่องแบบ Intelligent Scan ที่ใช้การตรวจใบหน้าและม่านตานั้น ไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรคือลองหลับตาแล้วกดเปิดจอเพื่อปลดล็อค ก็สามารถปลดล็อคได้เฉยๆ นี่แหละ อย่างนั้นถ้ามีคนเอา Note9 เราเปิดจ่อหน้าตอนเราเผลอ หรือหลับก็สามารถปลดดล็อคได้อย่างง่ายๆ เลย เพราะเครื่องจับม่านตาไม่ได้ก็จับรูปหน้าเราแทนนั่นเอง

(ทั้งหมดเป็นความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลนะครับ)

Blog: เล่าเรื่องซื้อน้ำหอมจากความบังเอิญ [Dolce & Gabbana The One EDP]

ต่อจากครั้งก่อนที่มาเล่าเรื่องซื้อน้ำหอม มันก็เลยยืดยาวต่อเนื่องกับน้ำหอมขวดต่อๆ มา กลิ่นนี้ได้มาแบบบังเอิญแบบว่าเลือกซื้อกลิ่นอีกกลิ่นแต่มันหมดเหลือแค่กลิ่นนี้เหลือกลิ่นสุดท้ายเลยซื้อมาแบบไม่ได้คิดอะไร กลิ่นที่ว่านี้เป็นน้ำหอมของ Dolce & Gabbana The One EDP ตอนแรกคิดว่าเป็นน้ำหอมผู้ชายเพราะเคยผ่านตากับ The One รุ่นผู้ชายที่ขวดสีทองๆ น้ำตาล ยังไม่เคยเห็นรุ่นของผู้หญิงที่ขวดสีทองอร่าม เพราะกลิ่นที่ซื้อมาเป็นแบบน้ำหอมทดลอง คือมันเป็นขวดแก้วหัวลูกกลิ้งที่เค้าแถมตามเคาน์เตอร์เขียนแค่ชื่อรุ่นกับฝาสีทอง เลยคิดไปว่าเป็นรุ่นผู้ชายที่เคยเห็นแหละ จริงๆ ฝาขวดมันต่างกันมากกกก ไม่น่าสับสนแต่ก็สับสนไปแล้ว

 

จนเมื่อได้ลองใช้สักพักก็ประมาณเดือนนึง (ขวดที่ซื้อหัวลูกกลิ้งขนาด 7ml. นี่ก็ใช้ได้นานนะ) ก็รู้สึกชอบใจกลิ่นมันหอมแบบที่ว่าใส่แล้วคนจะรู้ว่าใส่น้ำหอมนะ ไม่ใช่ใส่แล้วเป็นกลิ่นหอมๆ ติดตัวเฉยๆ อะไรแบบนั้น 555 เข้าใจรึเปล่าเนี่ย… นี่แหละก็เลยจะซื้อขวดใหญ่มาใช้ ค้นหาร้านใน Shopee ก็ถึงเห็นว่ามันมี The One รุ่นผู้หญิง ที่ฝาสีทองด้วย เกิดความลังเลขึ้นมาว่าที่เราใช้อยู่มันรุ่นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ไปซื้อ The One รุ่นผู้ชายแบบแบ่งขายมา 10ml. สรุปไม่ใช่นะจ๊ะ รุ่นที่เราชอบมันเป็นรุ่นของผู้หญิง แต่ทำไงได้ก็คนมันชอบ แถมขวดรุ่นผู้หญิงก็สวยสุดยอดอีกด้วยก็เลยจัดมา 1 ขวดใหญ่ ได้มาราคาดีอีกต่างหาก ราคาป้าย Kingpower อยู่ที่ 3,000 กว่าๆ ได้มา 1,590 เอง แถมได้เป็นกล่องขายจริงกล่องสีทองสวยดีเข้ากับฝากขวดที่มีสีทองอร่ามจริงๆ

 

ขวดของ The One รุ่นนี้สวยดี เป็นขวดน้ำหอมในแบบอุดมคติ ที่ต้องเป็นขวดแก้วสี่เหลี่ยมกับฝาสี่เหลี่ยมเงาวับดูดี มันเข้ากับขวดของ The One รุ่นนี้จริงๆ รุ่นนี้เป็นรุ่น Eau De Parfum ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด(คิดว่างั้น) รุ่นก่อนหน้าเป็นรุ่น Eau De Toilette ที่เป็นขวดแก้วทรงสูงเขาว่ารุ่นนี้กลิ่นดี แต่ติดไม่ทนเลยทำรุ่น EDP ออกมา เรื่องนี้ไม่รู้เพราะยังไม่เคยลองรุ่น EDT ไว้เจอจะเอามาลองใช้ดู

 

มาถึงเรื่องกลิ่นกันบ้าง กลิ่นนี้ส่วนตัวแล้วจะได้กลิ่นหอมหวานๆ ปนกลิ่นหอมสังเคราะห์หน่อยๆ อันนี้เล่าแบบไม่มีความรู้เรื่องน้ำหอมที่จะอธิบายท๊อบโน๊ต มิดเดิลโน๊ต เบสโน๊ต อะไรเลยนะ ครั้งแรกที่ใช้เลยคิดว่าเป็นกลิ่นที่เลี่ยนๆ เอียนๆ แบบคนแก่ ผู้หญิงแก่ประมาณนั้น แต่พอผ่านไปสักพักมันจะเป็นกลิ่นหอมอวลๆ แบบดอกไม้ ที่กลิ่นกระจายตัวตีขึ้นมาให้รู้สึกตลอด จนผ่านไปนานเลยกลิ่นจะกลายเป็นกลิ่นหอมแบบแห้งๆ เหมือนไม้หอม รึดอกไม้แห้งในถุงหอมแบบนั้นละที่จะอธิบายได้ ไอ้กลิ่นหลังจากฉีดไปสักพักนี่แหละมันติดใจ เพราะมันเป็นกลิ่นที่ฉ่ำ และให้ความรู้สึกดีแบบไม้หอม หรือกลิ่นดอกไม้แห้งๆ ในเวลาเดียวกัน กลิ่นแบบนี้ที่ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นกลิ่นของรุ่นผู้หญิงแอบคิดว่ากลิ่นผู้ชายก็ทำกลิ่นดอกไม้แบบนี้ด้วยนะ 555

 

เล่าถึงกลิ่นรุ่นของผู้ชายสักหน่อย มันให้กลิ่นแบบหอมแบบภูมิฐาน หอมนุ่มเข้มไปถึงฉุนได้เลย เริ่มแรกเป็นกลิ่นเป็นกลิ่นหอมแบบไม้หอมฉ่ำๆ หวานหน่อยๆ เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น แบบน่าจะใส่ช่วงฤดูหนาวหรือทำงานในห้องแอร์ ส่วนตัวไม่ชอบกลิ่นรุ่นผู้ชายนี้เท่าไหร่คิดว่ากลิ่นมันฉุนไปหน่อยแสบจมูกนิดๆ เลยละ

 

Blog: วันที่ 29 มิถุนายน 2561 เล่าเรื่องเอา Windows 10 Pro ของแท้ มาใช้กับเครื่องคอมใหม่

วันนี้จะมาเล่าปัญหาเรื่องการนำเอา Windows 10 Pro ของแท้จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า ไปใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ แต่ถ้าใครสังเกตว่าการซื้อ Windows 10 ผ่าน Microsoft Store นั้นมันจะไม่มีรหัสโปรแกรม (CD Key, Product Key) ที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรเป็นชุดๆ ยาวๆ มาให้ แต่มันจะเป็นแบบ Digital license ที่มีการ Activation ผ่านทางอีเมล์ที่เรา Log in บัญชีใน Windows 10 กับหมายเลขอะไรสักอย่างในเครื่องคอมพิวเตอร์ น่าจะเป็นหมายเลข CPU เองอัตโนมัติ แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ คืออยู่ดีๆ เราจะเอา Windows 10 ที่เราซื้อมาไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เลยไม่ได้ แม้เราจะเอาอีเมล์เราไปลงชื่อเข้าใช้บัญชีใน Windows 10 ของคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่แล้วก็ตาม ซึ่งตามระบบคือเราจะต้องทำการ Format เครื่องเก่าไปก่อน Digital License ของเราจึงจะสามารถใช้ได้ใหม่ โดยเข้าไปที่เมนู Activation ในเมนู Setting เลือก Go to Microsoft Store แล้วจะได้รับแจ้งให้อัพเกรดเป็นรุ่น Pro ฟรี แต่ถ้าวิธีนี้มันใช้ไม่ได้ละ ใช่แล้วมันเกิดขึ้นกับบล็อกและวันนี้จะมาเล่าให้ฟัง

ได้ซื้อ Windows 10 Pro ผ่านทาง Microsoft Store ตอนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ได้ Windows 10 Home แถมมา เลยจะเอาตัว Pro ที่เคยซื้อไว้มาใช้กับเครื่องใหม่นี้ ทำตามวิธีที่ค้นหาทาง Internet คือการ Format เครื่องคอมพิวเตอร์เดิมซะ ก็จัดการ Format เครื่องเดิม แล้วก็ Log In เข้าบัญชี Microsoft ที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่กดตามขั้นตอน แต่มันอัพเกรดเป็น Pro ไม่ได้นี่สิ กดเข้าไปที่ Microsoft Store แล้วก็ไม่มีปุ่มให้อัพเกรดฟรี มีแต่กดให้อัพเกรดแบบเสียเงินเพิ่มตามรูปด้านบน ลองทำหลายๆ วิธีแล้วก็ไม่ได้เลยทำการถามคำถามไปที่ https://answers.microsoft.com ก็มีทีมงานของ Microsoft เข้ามาตอบแนะนำให้ทุกครั้ง เพียงแต่คำแนะนำแรกๆ จะเป็นแนวข้อความอัตโนมัติซะมากกว่า เป็นวิธีหลักๆ ที่เราค้นหาเจอในเว็บของ Microsoft นั่นแหละแต่เราถามกลับไปและบอกความคืบหน้าของเราทุกครั้งที่ตอบทีมงานไป ทีมงานจะกลับมาบอกวิธีใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาตลอด แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนล่าสุดทีมงานแนะนำให้ติดต่อผ่านทาง Chat support วันนี้ว่างๆ เลยลองกดติดต่อไปแบบไม่คิดอะไรมาก ผิดคาด! ได้คิวติดต่อเป็นคิวที่ 1 ตอนเก้าโมงเช้า ตกใจนิดหน่อยเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เริ่มแรกทีมงานจะถามข้อมูลส่วนตัวพวก ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และให้เราบอกปัญหาที่ต้องการให้ช่วยแก้ไข ทีมงานจะค่อยๆ ถามรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาไปเรื่อยๆ ถามพวกเราซื้อ Windows 10 Pro ที่มีปัญหาจากไหน ได้รหัสโปรแกรมมารึเปล่า แล้วลองกด Activation แล้วรึยัง ซื้อช่วงไหนของปี พอเราแจ้งรายละเอียดกลับไปเรื่อยๆ ทีมงานจะเสนอแนวทางแก้ไขให้เราทำ ถ้ายังไม่ได้ทีมงานจะขอรีโมทเข้าเครื่องของเราเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาให้ เพิ่งรู้เหมือนกันว่าทำแบบนี้ได้ด้วยสะดวกมากๆ ทีมงานจะให้รหัสตัวเลขเรามา 1 ชุด และให้ที่อยู่สำหรับโหลดโปรแกรมให้เราใส่รหัสเพื่อให้ทีมงานรีโมทเข้ามายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ และหลังจากนั้นทีมงานก็ดำเนินการจัดการแก้ปัญหาให้เราเอง โดยครั้งนี้ทีมงานเริ่มแก้ประมาณช่วงเก้าโมงเช้า เราก็นั่งดูทีมงานแก้ปัญหาของเราไปเรื่อยๆ ด้วยนะเพลินดี ทีมงานก็ลองหลายวิธี ซึ่งก็เป็นวิธีที่เราได้ลองๆ ทำไปแล้วนั่นแหละเพื่อความชัวร์ แต่เค้าเหนือกว่าเราตรงที่เข้าถึงข้อมูลเบื้องหลังของระบบได้ด้วยนี่แหละ นั่งดูไปเรื่อยๆ ก็เห็นวิธีที่เราไม่เคยเห็นหลายอย่างเหมือนกัน ระหว่างแก้ปัญหาทีมงานจะคุยกับเราผ่านทางหน้า Chat support ไปด้วย คอยแจ้งด้วยว่าอย่าปิดหน้า Chat support นะ บางช่วงก็จะคอยบอกว่าระหว่างนี้ให้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ไปด้วยได้ และเมื่อทีมงานดำเนินการในส่วนนั้นเสร็จแล้วจะแจ้งให้เราทราบ และจะแจ้งของบังคับเมาส์ของเราอีกครั้ง จนช่วงบ่ายโมงกว่าๆ หน้า Chat support หยุดการทำงานไปแจ้งว่าให้ตรวจสอบสัญญาณ Internet แอบตกใจเล็กน้อย แต่ทีมงานก็ตอบกลับมาในโปรแกรมรีโมทว่าให้รออีก 15 นาที สักพักทีมงานก็เข้ามาดำเนินการ Activation โดยการใส่ Windows Key ให้ สักพักทำการ Restart Windows ก็เสร็จ ได้อัพเกรดเป็น Windows 10 Pro ที่เราเคยซื้อไว้เรียบร้อย สรุปแล้วเสร็จประมาณ บ่ายสองโมงกว่าๆ ได้ แต่นึกได้หลังจากเครื่อง Restart กลับมาโปรแกรมรีโมทก็ปิดตัวไปเลยยังไม่ได้ขอบคุณทีมงานเลย

วันนี้ปัญหาก็ได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ทีมงานให้ความช่วยเหลือดีมาก เสียดายยังไม่ได้ขอบคุณทีมงานอีกครั้งเลย เครื่องดัน Restart ไปซะก่อน เลยเข้าไปเขียนตอบกลับความคืบหน้าในโพสที่ถามเอาไว้ในเว็บ https://answers.microsoft.com ทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นๆ เข้ามาอ่านเผื่อจะได้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาแบบเรา และขอบคุณทีมงานคนที่ได้ช่วยในครั้งนี้เผื่อได้เข้ามาอ่านด้วย

จากที่เล่ามาถ้าใครเจอปัญหาแบบนี้และยังหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้ ดำเนินการตามวิธีที่แนะนำในเว็บ Microsoft แล้วไม่ได้ผล ติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์แล้วก็ยังไม่ได้ผลอีก ก็ยังมีอีกวิธีที่จะมีทีมงานของ Microsoft ให้ความช่วยเหลืออยู่คือทาง Chat support ที่น่าจะช่วยหลายๆ คนได้

Blog: วันที่ 24 มิถุนายน 2561 เล่าเรื่องซื้อน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบ [Paul Smith ROSE, Pure DKNY A Drop of Rose]

สวัสดีบล็อก หายไปนานไม่ได้เขียนอะไรลงบล็อกอีกแล้ว ที่หายไปช่วงนี้ก็ไปวุ่นวายกับเรื่องน้ำหอม มันเป็นช่วงฟุ้งซ่านของปีที่จะต้องหาเรื่องซื้อของรึว่าหาของสักอย่างนึง มันเริ่มมาจากที่ไปซื้อน้ำหอมขนาดทดลองมาสองสามกลิ่นนี่แหละดมไปดมมามันทำให้ความคิดของสี่ห้าปีที่แล้วกลับเข้ามาในหัว ความคิดนั้นคือการหาน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบดีๆ สักขวด เพราะบล็อกชอบกลิ่นของดอกกุหลาบสดมันหอมสดชื่นดี ได้กลิ่นแล้วทำให้รู้สึกสงบผ่อนคลาย แต่ช่วงนั้นหาไม่ได้เลยล้มเลิกไป จนไปเจอมา 2 กลิ่นนี่แหละที่พอเข้าเค้าหน่อย เรื่องน้ำหอมนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีความรู้เท่าไหร่แต่ก็อยากจะเล่าประสบการณ์การหาน้ำหอมให้อ่านกันเล่นๆ นะ

 

ว่าด้วยเรื่องน้ำหอมมันเป็นเรื่องที่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อนก็ได้ มันแตกต่างกันไปในแต่ละคน บล็อกเองก็ไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำหอมแต่อย่างใด เป็นแค่เพียงคนชอบน้ำหอมเท่านั้น ดมมาหลายกลิ่น หลายยี่ห้อก็ไม่สามารถแยกกลิ่นที่อยู่ในน้ำหอมได้เลย เพียงแต่วันนี้มาตามหาน้ำหอมกลิ่นกุหลาบในอุดมคติ กลิ่นนั้นคือกลิ่นกุหลาบสดที่มีความหอมแบบอมเปรี้ยวเหมือนเวลาที่ดมดอกกุหลาบแล้วจะได้กลิ่นแบบนั้น ซึ่งได้หามาลองหลายยี่ห้อแล้วก็ยังไม่เจอกลิ่นที่คิดไว้ เวลาผ่านไปก็ลืมๆ เรื่องน้ำหอมไปบ้าง จนปล่อยผ่านไปตามกาลเวลา จนเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสหาซื้อน้ำหอมเลยได้ลองหาน้ำหอมกลิ่นดูอีกครั้ง ได้ค้นๆ ดูในเน็ตจนได้มา 2 กลิ่น 2 ยี่ห้อ เป็นรุ่นที่เค้าบอกมาว่าหอมเหมือนกุหลาบจริงด้วยนะ เค้าว่างั้น

กลิ่นแรกได้มาเป็นของกลิ่น ROSE ฉีดมาครั้งแรกได้กลิ่นหอมหวานๆ ถ้าไม่บอกว่าเป็นกลิ่นกุหลาบจากชื่อของกลิ่นนั้นก็อาจจะไม่คิดว่าเป็นกลิ่นกุหลาบก็ได้ มันเป็นเป็นกลิ่นหอมนุ่ม ละมุน เมื่อดมแล้วคิดถึงกลิ่นไปมันก็เป็นกลิ่นกุหลาบนั่นแหละเป็นกลิ่นกุหลาบแบบนุ่มๆ พร้อมกับกลิ่นที่คิดว่าเป็นกลิ่นชาเขียว เป็นสิ่งที่ได้กลิ่นมาคู่กัน เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกดีผ่อนคลายถ้าฉีดไม่เยอะเกินไป กลิ่นออกไปทางสดชื่น ไม่ฉุนไม่หืนแต่อย่างใด แต่กลิ่นรู้สึกว่าไม่ค่อยกระจายตัวเท่าไหร่ คนอื่นจะได้กลิ่นเมื่อเดินเข้ามาใกล้ๆ กลิ่นอยู่ได้ประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง รู้สึกได้ว่าฉีดตอนประมาณ 7 โมงเช้าก่อนไปทำงาน กลิ่นจะเริ่มจางลงจนไม่ค่อยได้กลิ่นอะไรในช่วงประมาณเที่ยง ยิ่งถ้าเหงือออกเยอะตัวร้อนบ่อยกลิ่นก็จางเร็ว สรุปกลิ่นนี้ก็ยังคงเป็นกลิ่นกุหลาบที่ยังไม่ตรงความต้องการอยู่ดี อาจจะเรียกว่าเป็นน้ำหอมกลิ่นหอมหวานด้วยซ้ำไม่เชิงเป็นกลิ่นกุหลาบจริงสักเท่าไหร่

กลิ่นที่สองเป็นของ Pure DKNY A Drop of Rose กลิ่นนี้ได้มาแบบเป็นน้ำหอมขนาดทดลองหลอดสเปรย์เล็กๆ เพราะหาขวดใหญ่ไม่ได้ ได้ลองกลิ่นครั้งแรกแล้วเหมือนจะใช่เลยนะเนี่ย หอมกุหลาบมาก ไม่หอมหวานละมุนเหมือนของ Paul Smith นะ หอมสดชื่นแบบกุหลาบสดแนวนี้ กลิ่นอมหวานอมเปรี้ยวรู้สึกสดชื่นบอกไม่ถูก กลิ่นให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนที่มีดอกกุหลาบกำลังบานอยู่แล้วลมพัดกลิ่นกุหลาบมาแบบนั้น กลิ่นหอมเบาๆ ไม่ฉุน กลิ่นกระจายตัวดีมาก ฉีด 2 ครั้ง กลิ่นก็ตีขึ้นมาให้ได้กลิ่นตลอดเวลา รู้สึกว่ากลิ่นจะไม่เปลี่ยนเลยด้วยนะเป็นกลิ่นกุหลาบแบบครั้งแรกที่ฉีดยาวเลย กลิ่นอยู่ได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงเหมือนกับตัวแรกเพียงแต่ชั่วโมงหลังกลิ่นไม่ค่อยกระจายแล้วแต่ลองดมตรงที่ฉีดยังได้กลิ่นอยู่

ด้วยกลิ่นที่สองนี้เป็นกลิ่นที่ค่อนข้างถูกใจจึงหาซื้อดูในเน็ต อยากบอกว่าเป็นน้ำหอมรุ่นเก่าที่หายากและค่อนข้างทำให้หงุดหงิดในการหาซื้อพอสมควร เพราะหาร้านขายได้ มีโพสขาย มีสต๊อกเมื่อดูที่หน้าเว็บ แต่พอส่งข้อความถามไปแล้วทุกร้านจะบอกว่าไม่มีขาย – หมดแล้วทุกร้านเลยจริงๆ ร้านพวกนี้เค้าไม่ได้อัพเดทสต๊อกสินค้ากันบ้างรึไง ถ้ามีคนกดสั่งซื้อไปโอนเงินไปแล้ว ร้านพวกนี้คงจะบอกให้เลือกตัวอื่นแทนละมั้ง สรุปแล้วก็ยังหาแบบขวดใหญ่ไม่ได้ แต่มีโพสขายใน ราคาค่อนข้างสูงและมีค่าจัดส่งจากต่างประเทศ คงต้องเก็บเงินก่อนแล้วค่อยซื้อ ระหว่างนี้ก็เหมาสเปรย์ขนาดทดลองที่หาได้มาใช้ก่อนแล้วกัน

Blog: วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แท่นวางมือถือตั้งโต๊ะ muqu

สวัสดีบล็อก! วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องแท่นวางมือถือ แบบที่วางบนโต๊ะ ไม่รู้ช่วงนี้ไปเห็นอะไรมาถึงได้คิดแต่ว่าอยากได้แท่นวางมือถือดีๆ สักอันวางบนโต๊ะทำงานจังเลย… ความคิดนี้มันติดอยู่ในหัวมาหลายอาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้จะหาซื้อเพราะคิดว่ามันยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่าไหร่ จนความอยากมันบังตา บังความคิด กด Google ค้นหาแล้วก็ได้มาจนได้ ถึงทำให้ได้รู้ว่าไอ้แท่นวางมือถือเนี่ยมันมีหลากหลายแบบมากๆ ทำไมของแบบนี้ถึงมีหลากหลายนักแต่ก็ดีมีให้เลือกเยอะ

 

และวันนี้แท่นวางที่เลือกไว้ก็มาถึง เลือกแท่นวางยี่ห้อ muqu อ่านว่า มูคู มั้ง เห็นว่าดูแปลกและน่าจะทนทานดี เพราะทำจากอลูมิเนียมทั้งอัน เข้าไปดูในเว็บก็มีให้เลือก 2 แบบ อีกแบบสำหรับวาง ipad ปรับระดับการเอียงได้ด้วยแต่คิดว่าคงไม่จำเป็นเลยเลือกแบบแท่นวางธรรมดามา เข้าเว็บของ muqu ครั้งแรกนั้นคิดว่าเป็นเว็บร้านค้าของจีนซะอีก มีสินค้าไม่เยอะ เว็บไซต์ออกแบบง่ายๆ เมนูมีให้เลือกนิดเดียว ก่อนกดสั่งก็ชั่งใจอยู่ว่าสั่งแล้วจะได้ชัวร์ไหมนี่ แถมมีให้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตอีก แต่กดไปดูช่องทางติดต่อเลยเห็นว่าเป็นเว็บในไทยมีชองทางติดต่อชัดเจน เลยตัดสินใจกดสั่งซื้อไป 2 อัน รุ่น VIA อันละ 390 บาท ส่ง Kerry ฟรีด้วย เป็นช่วงลดราคา จากปกติราคา 650 บาท แล้วก็ลุ้นว่าของจะมาเมื่อไหร่

 

สรุปว่าวันเดียว Kerry ก็มาส่ง เรียกว่าเร็วมาก แกะออกดูแล้วก็เรียกว่าเป็นแทนวางที่ดูดีมีคุณภาพเลยละ ทำจากอลูมิเนียมทั้งอัน มีแผ่นซิลิโคนติดตรงที่วาง และพนักพิงกันรอยให้ด้วย ตัวแทนวางมีน้ำหนักอยู่ และมีแผ่นซิลิโคนกันลื่นที่ด้านล่างทำให้วางบนโต๊ะพร้อมกับทัชหน้าจอได้มั่นคงดีแท่นวางไม่เลื่อนไหล ถูกใจมากๆ แท่นวางอันนี้เลยจะเอาไว้ใช้ที่ทำงาน และอีกอันจะเอาไปใช้ที่บ้าน

 

ได้ของดีมาเลยอยากจะมาเล่าแนะนำคนที่กำลังหาแท่นวางดีๆ เหมือนกัน

หวังว่าจะช่วยได้นะครับ (ᵔᴥᵔ)

 

Blog: วันที่ 17 เมษายน 2561 วันทำงานวันแรกหลังหยุดยาว

สวัสดีบล๊อก! วันนี้เป็นวันแรกของการทำงานหลังจากได้หยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์กันมา แค่วันแรกก็ฝนตกเลย อากาศดีเย็นสบายแต่ฝนตกแรง เบา สลับกันไปตลอดวัน วันที่ฝนตกแบบนี้ทำให้รู้สึกเหงายังไงไม่รู้ แต่ก็นะ… มัวแต่เหงาไม่ได้ต้องทำงาน วันนี้ได้เคลียร์งานที่ค้างไว้ตั้งแต่ก่อนวันหยุดได้หลายงาน เวลาเราลงมือทำงาน และทำเสร็จไปเป็นงานๆ นั้นมันทำให้รู้สึกดีไม่น้อยเลย ยิ่งทำให้ต้องพยายามทำงานให้เสร็จเพิ่มมากขึ้นไปอีก เผลอแป๊บๆ ก็หมดวันแล้ว จะว่าไปหลังได้หยุดยาวก็ถือว่าไฟแรงใช้ได้อยู่ แต่ก็ยังเหลืองานกองอีกเยอะเหมือนกัน

แต่ แต่ วันนี้ไปเจออะไรในตู้แช่ของเซเว่นมา อาหารแช่แข็งใหม่ มันคือ ทาโกะยากิ นั่นเองดูในรูปแล้วน่าลองมากๆ ราคา 42 บาท อืม… แพงอยู่ แต่ไม่แพงเท่ากินที่ร้าน ถ้าอร่อยสูสีก็โอเคละนะ เดี๋ยวชิมแล้วเป็นอย่างไรพรุ่งนี้จะมาเล่า ลองชิม ให้อ่านกัน

เอาไว้เจอกันอีกคราวหน้านะครับ! ✍

#ทาโกะยากิเซเว่น #ของใหม่เซเว่น

Blog: วันที่ 16 เมษายน 2561 วันหยุดสงกรานต์วันสุดท้าย

สวัสดีบล็อก! วันนี้เป็นวันหยุดเทศกาลสงกรานต์วันสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องไปใช้ชีวิตตามปกติกับการทำงาน รู้สึกว่าวันหยุดจะผ่านไปเร็วมาก หลับไปไม่กี่ตื่นก็วันสุดท้ายแล้ว อากาศยังคงร้อนเหมือนเดิมรอฝนตกก็ไม่ตกสักที ระหว่างที่นั่งว่างๆ อยู่นั้นก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงด้วยวันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายแล้ว อาหารที่ได้ซื้อตุนเก็บไว้ก่อนวันหยุดก็ได้หมดลง เหลือแค่พวกบะหมี่ กับปลากระป๋องที่นึกได้ แต่ก็ด้วยความขีัเกียจอากาศมันก็ร้อน ไม่อยากไปต้มน้ำร้อนทำบะหมี่ มองหาของใกล้ๆ ตัว เจอกล่องขนมปัง แยมบลูเบอร์รี่ และนมข้นหวานที่ซื้อไว้อาทิตย์ก่อน ไหนๆ ก็หิวแล้วเลยได้ขนมปังทาแยมบลูเบอร์รี่เป็นข้าวเที่ยง แต่เรื่องที่จะเล่านี้คืออยากเล่าว่า ขนมปัง+แยมบลูเบอร์รี่+นมข้นหวาน = อร่อยมาก จริงมันอร่อยเข้ากันมาก รสอมเปรี้ยวนิดๆของแยมบลูเบอร์รี่รวมกับรสหวานมันนของนมข้นหวานมันให้ความรู้สึกที่ “ฉ่ำ” รสหวานมันแบบสมูทตี้เลย ไม่คิดว่ากินรวมๆ กันแล้วมันจะอร่อยแบบนี้ มัวแต่กินทีละรสชาติมาตั้งนาน แนะนำให้ไปลองทำชิมกัน

Blog: วันที่ 20 มีนาคม 2561 โทรศัพท์ใหม่ Samsung Galaxy Note8 + เคส Spigen THIN FIT

สวัสดีบล็อก! ไม่ได้ลงอะไรในบล็อกมานานอีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนแวะเข้ามาบล็อกอยู่เรื่อยๆ วันนี้จะมาบอกว่าได้ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว จากครั้งก่อนที่ได้ตัว Note FE เครื่องเกาหลีมาใช้ดีทีเดียวคิดเอาไว้ว่าจะใช้นาน แต่ก็ได้ Note8 มาจนได้ คิดไว้ว่าจะซื้อเอามาทำโปรเจคอะไรสักอย่าง เอาไว้ถ้าได้ทำจริงๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังกัน

ซื้อ Note8 เครื่องนี้ก็ไม่คิดอะไรมากเลย เพราะเราชอบอยู่แล้วเพียงแต่รอเวลา และสีที่อยากได้มาขายเท่านั้น ใช่แล้วสีที่ซื้อมาก็คือสีน้ำเงิน Deepsea Blue สีใหม่นี่แหละ สีน้ำเงินนี้เห็นในเว็บรีวิวส่วนมากจะเห็นเป็นสีน้ำเงินสดสว่าง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสีน้ำเงินตุ่นๆ นะสีดูเป็นผู้ใหญ่เลยเชียวละ สีขอบของเครื่องนี่สวยสุดๆ สีน้ำเงินสดเงาวับ แต่ก็ชื่นชมสักพักก็คิดว่าจะหาเคสเหมาะๆ มาใช้ด้วยสักหน่อย

ได้เคสของ Spigen มา รุ่น THIN FIT เป็นเคสแข็งที่ไม่หนามากแถมมีสีน้ำเงิน Deepsea Blue ด้วย ตัวเคสเคลือบผิวสัมผัสนุ่มลื่นแบบซิลิโคน แต่จับได้ถนัดมือ ด้านหลังมีลาย 3 มิติ (มั้ง) ดูแปลกตา ปกติรุ่น THIN FIT ของ Spigen นี้จะเป็นแบบสีเรียบๆ ผิวพลาสติกเฉยๆ ส่วนตัวคิดว่าไม่สวยเลยไม่เคยลองซื้อมาใช้ แต่ THIN FIT ของ Note 8 นี้มันแปลกตาสวยใช้ได้เลย (แอบเห็น THIN FIT ของ S9, S9+ กลับไปใช้เป็นลายผิวพลาสติกสากๆ เหมือนเดิมอีกแล้วไม่สวยเลย)

เคสใส่ง่ายพอดีเป๊ะไม่หลวม ไม่แน่นไป อีกทั้งผิวสัมผัสทีดีจับถนัดมือ อันนี้เป็นความเห็นจากที่ได้ลองใช้จริงแล้วจากทริปไปเที่ยวต่างจังหวัดเมื่ออาทิตย์ก่อน หยิบเข้า – ออก จากกระเป๋า ถ่ายรูปจับถนัดไม่ลื่นมือดีมาก ได้เคส Spigen THIN FIT อันนี้ราคาอยู่ที่ 650 บาท ซื้อจากร้านโซน Be Trend ชั้น 2 ตรงบันไดเลื่อนขึ้นชั้น 3 เป็นร้านที่ขายแตต่เคสของ Spigen

ขอแถมท้ายกับการสังเวยเงินค่าฟิล์มกันรอยซะหน่อย ฟิล์มกันรอยของพวกจอโค้งนี่หายากนะ มีขายแต่กระจกกันรอย ลองสั่งฟิล์มกันรอยของ Gorilla รุ่น NANO เป็นรุ่นพลาสติก กับ เรซิ่น อะไรนี่แหละ เห็นว่าเป็นฟิล์มพลาสติกเต็มจอรวมถึงขอบโค้งรุ่นเดียวที่มีขายแบบเป็นทางการตอนนี้อยู่ ในกล่องจะมีอุปกรณ์เตรียมมาให้พร้อมติดเลย ตัวฟิิล์มเป็นแบบฟิล์มใสขอบสีดำ เจาะเว้นรูกล้องและเซ็นเซอร์ ตัวฟิล์มพลาสติกดูหนาแปลกๆ กลัวจะติดขอบไม่อยู่จัง

คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีปัญหาเรื่องติดตรงขอบแน่นอน เพราะเคยลองมาเยอะกับพวกฟิล์มพลาสติกแบบเต็มขอบของ S8+ เครื่องเก่า ที่ติดให้ดียังไงขอบก็จะเด้งไม่ขอบใดก็ขอบนึงละ แต่ที่ชอบแบบพลาสติกก็เพราะความใสของมันและราคาถูก ซึ่ง Gorilla NANO รุ่นนี้ได้มา 290 บาท จริงๆ มีร้านที่ขายถูกกว่านี้อีกถึง 200 ต้นๆ เลยก็มีแต่มาเห็นทีหลังแอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกัน ลองติดดูแล้วก็เป็นอย่างที่คาดฟิล์มขอบเด้งทั้ง 2 ข้าง รีดยังไงก็ไม่ติดกับจอ เสียดายตัวฟิล์มนั้นใสดีไม่ทำให้จอเป็นจุดสีๆ แบบฟิล์ม TPU ด้วย แต่ถึงจะติดขอบได้ก็ไม่สวยอยู่ดี สังเกตว่าตรงขอบข้างของฟิล์มเล็กกว่าจอนะ ดูดีๆ จะเห็นว่าขอบสีดำกินเข้ามาในจอทุกด้านด้วยนิดนึง ยิ่งตรงขอบข้างเนี่ยส่องเห็นจอข้างใต้เลยไม่สวย และตัวฟิล์มก็หนามากไม่แปลกใจที่เด้งออกจากขอบ ตอนแรกคิดว่าดึงพลาสติกออกไม่หมดซะอีก

แต่ก็สั่งฟิล์มใสแบบไม่เต็มจอของ Focus เอาไว้แล้ว ติดแบบเต็มจอไม่ได้ก็เอาแบบไม่เต็มจอแล้วกัน

Blog: วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ตัดแว่นใหม่ที่ร้านหอแว่น

สวัสดีบล็อก! เมื่อวานนี้ไปรับแว่นใหม่ที่ตัดไว้ เลยอยากมาเล่าประสบการณ์ให้อ่านกัน จริงๆ แล้วแค่ไปตัดเลนส์ใหม่เพราะเอากรอบแว่นไปเอง พอดีไปเจอแว่นกันแดดของ Vans แบรนด์สตรีทที่กำลังนิยมกัน เป็นแว่นกันแดดเลนส์ปรอดพลาสติกธรรมดานี่แหละแต่ถูกใจรูปกรอบแว่นเลยว่าจะเอามาตัดเลนส์สายตาใส ร้านที่ตัดก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะตัดร้าน “หอแว่น” เพราะว่าครั้งล่าสุดได้ไปตัดร้านนี้มาเป็นครั้งแรกและก็ค่อนข้างประทับใจกับการตรวจวัดสายตา การบริการและการให้คำแนะนำของพนักงาน คราวนี้เลือกตัดเลนส์แบบย้อมสีที่ความเข้ม 20% ตอนพนักงานแนะนำก็ถามดูตัวอย่างนะ พนักงานก็ชี้ให้ดูว่าจะเข้มแบบนี้นะตอนปกติ (พนักงานชี้ให้ดูที่ป้ายโฆษณาเลนส์ Transitions® ข้างกำแพงร้าน รูปเลนส์ที่กำลังเปลี่ยนสี บอกว่าสีจะเข้มแบบรูปตรงกลางหน่ะคะ) แต่พอได้มาจริงมันไม่เห็นจะมีสีเทาที่ดูว่าจะย้อมสีอะไรเลย มันก็เป็นสีใสๆ ติดสีเทาอ่อนเหมือนแว่นที่ตัดครั้งก่อนแหละ ถามพนักงานไปว่ามันย้อมสีแล้วเหรอ พนักงานก็ตอบว่าย้อมแล้ว แล้วก็หยิบเอาแว่นไปใส่ตรงหลอดแบล็คไลท์เพื่อทำเลนส์ให้ดำว่ามันเป็นเลนส์ปรับแสงนะ อ้าวก็รู้อยู่ ไม่รูู้จะว่ายังไงถามกลับแล้วก็บอกว่าย้อมสีเป็นพื้นแล้ว 20% พอถูกแดดก็จะเข้มขึ้นไปอีกค่ะ  โอเคจะให้ทำไงถ้าพนักงานยืนยันจริงๆ มันอาจจะย้อมสีแล้วก็ได้แต่เราคิดไปเองว่าจะได้แบบสีเข้มๆ 555 คิดปลอบใจตัวเองแล้วกัน เราไม่มีความรู้นี่นา

ประสบการณ์ตัดเลนส์ครั้งนี้ค่อนข้างงุนงงในตัวเอง เลยเอามาเล่าให้อ่านกันเผื่อมีโอกาสไปตัวแว่นจะได้ถามพนักงานให้รู้เรื่องให้เข้าใจเห็นจริงก่อนตัดสินใจตัดแว่นจริงๆ เพราะราคามันไม่ได้ถูกๆ เลย

Blog: วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ไปชิมบิงซูร้านสเวนเซ่น

บิงซูที่มีขายตามร้านขนมหวานเป็นน้ำแข็งใสขนาดสูงใหญ่ในจาน ถ้วย หรือผลไม้ก็แล้วแต่ เป็นการทำน้ำแข็งใสที่ดูสวยดีแต่ไม่น่ากินเท่าไหร่ ตอนกินคงจะเลอะเทอะน่าดู แต่เมื่อไปกินไอศกรีมที่ร้านสเวนเซ่น เคยเห็นจากเมนูว่าที่สเวนเซ่นมีบิงซูขายแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ไม่ค่อยชอบพวกน้ำแข็งใสแบบนั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโอกาสได้ลองชิมก็ไม่ปฏิเสธที่จะเลือกมาชิมสักเมนู

บิงซูในสเวนเซ่นจะไม่เชิงเป็นน้ำแข็งใสอย่างเดียวแต่จะใช้ชื่อเมนูว่า Swensen’s Ice Cream Bingsu สเวนเซ่นส์ ไอศกรีม บิงซู เป็นน้ำแข็งใสกับไอศกรีมนะ คิดว่างั้น

ได้ลองสั่งเมนู “บิงซู ชาเขียวถั่วแดง” สั่งแบบอันเล็กที่ทานได้ 2 คน มาลอง ตัวบิงซูที่เอามาเสริฟนั้นหน้าตาเหมือนรูปในเมนูเลย หน้าตาดี มีซอสรึน้ำราดมาให้ 2 แก้ว รสชาเขียว กับ นมข้น(มั้ง) ลองตักดูข้างในมันรู้สึกดีมากตรงที่น้ำแข็งสีขาวใต้ผงชาเขียวนั้นเป็นเกล็ดฟูนุ่มเหมือนหิมะ ลองชิมดูก็รู้สึกมันนุ่มฟูเย็นๆ รู้สึกดีเชียวละ แล้วก็ได้ราดซอสทั้ง 2 รสลงไป รสชาติซอสชาเขียวนั้นเป็นรสชาเขียวเฝื่อนๆ หวานๆ นมก็รสนมนั่นแหละ บนบิงซูมีถั่วแดงกวน มีก้อนเค้กรึขนมปังอะไรสักอย่างโรยบนน้ำแข็งให้เคี้ยวได้ด้วย

ด้านในบิงซูจะเป็นชั้นๆ มีไอศกรีมชาเขียว ไส้ดั่วแดงกวน แล้วก็น้ำแข็งใสฟูนุ่มอยู่ข้างล่าง ได้กินไอศกรีมและน้ำแข็งหิมะด้่วยกันแล้วรู้สึกดีมากๆ ถั่วแดงก็หวานอร่อย และเป็นไปอย่างที่คิดกับน้ำแข็งใสถ้วยสูงใหญ่ มันหกเลอะเทอะไปทั่วจริงๆ

สุดท้ายก็กินหมดโดยใช้เวลาไม่นาน สิ่งที่ชอบอย่างแรกก็เกล็ดน้ำแข็งนี่หละที่ให้สัมผัสที่นุ่มเบา และตัวบิงซูมีชิ้นเค้กใส่มาให้ทำให้มีอะไรเคี้ยวได้เรื่อยๆ ไม่ใช่แค่น้ำแข็งกับไอศกรีมเย็นๆ อย่างเดียว บิงซูชุดเล็กราคาอยู่ที่ 179 บาท สำหรับ 2 คน ก็โอเคนะไม่แพงไป แถมตัวบิงซูเองก็อร่อยด้วยสิ

Blog: วันที่ 16 มกราคม 2561 ไปลองชิม สุุกี้ MK ชีสซี๊ดแซ่บ และ ถังข้าวโพดหมีบราวน์

สวัสดีบล็อก! ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกอาทิตย์ที่อากาศเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลังจากมีอากาศหนาวช่วงต้นปีแล้วก็ค่อยๆ ร้อนขึ้นจนปกติ และก็กลับมาหนาวอีกครั้ง เป็นสภาพอากาศที่แปรปรวนใช้ได้เลย เรื่องงานก็เรื่อยๆ มีงานที่จะต้องทำให้เสร็จก็เยอะหลายงานก็ต้องรอกระบวนการจากหลายส่วน กว่าจะเคลียร์ได็ก็ต้องรอไปก่อน แต่ก็ยังหวังว่าปีใหม่นี้จะทำงานได้คล่องขึ้นกว่าปีที่แล้วอยู่นะ

รอมานานที่จะไปกินสุกี้ MK ตั้งแต่ปีที่แล้ววันนี้ก็ได้ไปลองชิมเมน ชีสซี๊ดแซ่บ เป็นมนูเพิ่มชีสในซุปรสต้มยำ เลือกชุดซีฟูดมาชิม เครื่องดื่มก็สั่งชานมเย็นใส่ชีสอันนี้รสชาติก็คล้ายๆ กับชานมชีสของเซเว่นเหมือนกัน พอชุดซีฟูดมาถึงมีอะไรบ้างก็ดูได้ตามในรูปเลย ใส่ผัก และเนื้อสัตว์ลงไปทั้งหมดแล้วราดด้วยชีสขูด แล้วก็ลองคีบกุ้งมาดูสิมันจะเหมือนในโฆษณาไหม… มันไม่เหมือน มันไม่ยืดชีสมันโดนน้ำเดือดพลุ่งพล่านแล้วละลายไปกองที่ขอบหม้อหมดเลย 555 ตลกดี แต่ไม่เป็นไรได้รสชาติน้ำซุปต้มยำที่รสเปรี้ยวแซ๊บอร่อยมากมาแทน ส่วนตัวแล้วชอบน้ำซุปมากรสถึงเครื่องดี เปรี้ยวถูกใจ แต่ชุดซีฟูดที่่สั่งมาได้เยอะเหมือนรูปภาพก็จริงแต่ไม่อิ่ม น่าจะสั่งชุดเนื้อหมูน่าจะอิ่มมากกว่า

และวันนี้ก็ได้ไปดูหนังเรื่อง Insidious: the last key มาไม่เล่าเนื้อหาแล้วกัน แค่อยากบอกว่าเทียบกับภาคแรกไม่ได้เลย เนื้อหาวนไปวนมา ฉากก็ไม่น่าตื่นเต้นเหมือนภาคก่อนๆ รายละเอียดก็น้อยลง ผีก็มีกี่ตัวก็ตามตัวอย่างหนังเลยมีเท่านั้นจริงๆ แต่ที่จะเล่าอยู่ตรงที่ขายข้าวโพดคั่ว คิดมาตั้งแต่ก่อนไปดูแล้วว่าจะไปดูหนังเฉยๆ ไม่ซื้อข้าวโพดแน่นอนเพราะราคาแพง แต่ไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ก็มองเห็นหัวหมีบราวน์ที่วางอยู่ แล้วก็ตรงเข้าไปดูว่ามันคืออะไร หัวใหญ่มาก มันก็คือกระติกใส่ข้าวโพดคั่ว มีสายสะพายสีส้ม มีฝาเปิดปิดด้านหลัง “อยากได้จัง” คิดในใจ คิดต่อไปอีก “ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ก็อาจจะหาซื้อไม่ได้แล้วก็ได้” ไอ้ความคิดนี้แหละที่ทำให้ตรงไปซื้อมา 1 ชุด มีกระติกหมีพร้อมข้าวโพดอัดแน่นจนปิดฝาไม่ได้ 1 ถัง และน้ำอัดลมแก้วใหญ่ 1 แล้ว ราคา 340 บาท จ่ายเงินแล้วก็สบายใจไป หิ้วเข้าไปในโรงหนังดูหนังจนจบแล้วข้าวโพดก็ยังไม่หมด รู้แต่ว่าข้าวโพดรสเบคอนอร่อยดี

มาดูกระติก หรือ ถังข้าวโพดหัวหมีบราวน์กัน ชื่อเต็มๆ ว่า “บั๊คเก็ต ไลน์ บราวน์ [Line Brown Bucket Set]” ตัวถังเป็นพลาสติกที่โอเคเลยดูมีคุณภาพดี ส่วนของตา จมูก หู และปาก เป็นชิ้นพลาสติกประกอบเข้าไป ไม่ใช่พ่นสีเฉยๆ เพียงแต่ตรงสีขาวๆ รอบปากเป็นการพ่นสีทับพลาสติกสีน้ำตาล ตัวที่ได้มาเจอสีลอกด้วย เสียใจมากแต่ก็เอาสีอครีลิคทาทับไปเนียนใช้ได้อยู่ ฝาปิดด้านหลังเปิดเปิดได้ค่อนข้างดี สายสะพายปรับความยาวสายได้ ถอดออกได้ ดูแข็งแรงดี

Blog: วันที่ 4 มกราคม 2560 สวัสดีปีใหม่, เล่าเรื่องหมู่บ้านช้างศูนย์คชศึกษา

สวัสดีปีใหม่บล็อก ขอสวัสดีปีใหม่ทุกๆ คนที่ได้ผ่านมาอ่านบล็อกนี้ เดือนที่ผ่านไม่มีบล็อกลงให้อ่านเท่าไหร่ เป็นเดือนที่มีงานยุ่งเอาการ มีเรื่องให้คิดทบทวนวนไปวนมา จนไม่ได้ลงเรื่องในบล็อกเลย หวังว่าปีนี้คงจะดีกว่าปีที่ผ่านมานะ… (ᵔᴥᵔ) …

ปลายเดือนก่อนได้มีโอกาสไปจังหวัดสุรินทร์ และได้แวะไปเยี่ยมชม “หมู่บ้านช้างศูนย์คชศึกษา” ตอนแรกก็คิดว่าเป็นหมู่บ้านคนที่เลี้ยงช้างเยอะๆ แต่ไปถึงก็เป็นเหมือนศูนย์เลี้ยงช้างนั่นเอง หลักๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นสถานที่แสดงโชว์ความสามารถของช้างเลี้ยงก็ว่าได้ ภายในแยกเป็นส่วนๆ มีส่วนให้อาหารช้าง ขึ้นนั่งหลังช้างที่เดินวนรอบศูนย์ ส่วนลานแสดงโชว์ ส่วนขายของที่ละลึก และส่วนอาคารแสดงความรู้เกี่ยวกับช้าง เท่าที่ดูก็มีประมาณนี้

ได้ดูโชว์แค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เห็นแค่มีช้างมาเดินวนรอบลานแสดงแล้วก็มาให้ผู้ชมป้อนอาหารที่ต้องซื้อป้อน แล้วก็ช้างวาดรูป แล้วเอารูปที่ช้างวาดมาให้ผู้ชมซื้อ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ดูเพราะไม่ค่อยชอบการที่เอาช้างมาแสดงเพราะส่วนตัวคิดว่ามันเหมือนเป็นการบังคับสัตว์ให้ทำอะไรที่ผิดปกติ ดูแล้วสงสารมากกว่าเลยไม่ได้ดูต่อ ก็เลยออกไปดูส่วนของขายของที่ระลึกที่มีพอสมควร ส่วนใหญ่จะขายเป็นเสื้อผ้า พวกผ้าไทยที่มีลายช้าง กระเป๋าย่าม เครื่องประดับ ส่วนตัวไปได้ผ้าพันคอที่ไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านช้างเลยมา 2 ผื่น กระเป๋าย่ามลายช้างใบเล็ก 1 ใบ และก็สร้อยคอรูปช้างสีขาวมา 1 เส้น ราคาของที่ระลึกก็เป็นราคาปกติไม่แพงเท่าไหร่

ก่อนกลับเดินผ่านคนขายล็อตเตอรี่ คิดว่าไหนๆ ก็มาต่างที่แล้วก็ลองเสี่ยงดวงสักหน่อย ปกติไม่ซื้อล็อตเตอรี่อยู่แล้วถ้าไม่ใช่โอกาสพิเศษ ครั้งนี้เลยซื้อมา 2 ใบ เพราะคนขายทำเอาไว้แบบ 2 ใบทั้งหมด ปลายปีที่ผ่านมาก็ตรวจรางวัลแล้วก็ไม่ได้ถูกรางวัลอะไรแต่ก็ได้ลุ้นตื่นเต้นดี

ส่วนหยุดยาวเทศกาลปลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหน พักอยู่บ้านยาวเลย เห็นข่าวการจราจรติดขัดช่วงปีใหม่แล้วก็แอบดีใจที่คิดถูกไม่ไปเที่ยวไหนช่วงนี้ไม่ชอบรถติดเลย

Blog: วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เล่าเรื่องแป้งโยคี

สวัสดีบล็อก! วันนี้จะมาเล่าเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องได้ อาทิตย์ก่อนแป้งที่ใช้หมดเลยแวะไปดูกระปุกเล็กที่เซเว่น รู้สึกว่าเคยเห็นผ่านตาว่ามีขายอยู่ หยิบมาดูขวดแรกที่เห็นคิดว่าอันนี้แหละ แต่เหลือบไปเห็นอีกขวดนึงอยู่ข้างๆ กันไม่มีสติ๊กเกอร์สวยๆ ติด คิดว่าเป็นรุ่นเก่าแต่ก็สงสัยเลยหยิบมาดูปรากฎว่ายี่ห้อมันคล้ายกัน แต่มันไม่เหมือนกัน เอ๊ะแล้วยังไงละทีนี้ แป้งที่ว่านี้คือ แป้งโยคี ที่ว่ามันคล้ายกันเพราะรูปร่างขวดเหมือนกัน ขนาดเท่าๆ กัน ยี่ห้อใหญ่ๆ เขียนว่า “แป้งโยคี” เหมือนกัน ต่างกันที่บริษัทที่ผลิต ด้วยความสงสัยเลยหยิบมาทั้ง 2 แบบ กลับมาอ่านดูมันไม่เหมือนกับขวดที่ใช้ประจำนี่ อันนั้นจำได้ว่าซื้อที่โลตัสเป็นขวดใหญ่ มันคาใจเย็นวันนั้นเลยแวะไปดูที่โลตัส มันคนละยี่ห้อจริงๆ ด้วย ส่วนผสมก็ต่างกัน สรุปแล้วแป้งโยคีนี่มันมี 3 แบบเลยละ

อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงได้มีปัญหากับแค่ซื้อแป้งโยคีนี่ เพราะว่ามันใช้แล้วได้ผลดี เลยอยากจะซื้อแบบเดิม กลัวเปลี่ยนรุ่นใช้แล้วจะเกิดสิ่งผิดพลาดได้ ผลที่ว่านี้ก็คือ “ใช้ระงับกลิ่น” ตัวบล็อกเองใช้โรยรองเท้ามันช่วยให้รองเท้า และเท้าเวลาใส่รองเท้านานๆ ไม่มีกลิ่น และได้ผลดีเลยด้วย ยังใช้ทาเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีก เลยพยายามหาแป้งรุ่นเดิมเพราะแป้งที่ชื่อใหม่ (บริษัทที่ผลิตคนละบริษัท) มันมีส่วนประกอบต่างกับรุ่นที่ใช้อยู่บ้าง เลยเกิดอาการสับสน วันนี้เลยจะเอาทั้ง 3 แบบที่เจอมาให้ดู เผื่อใครที่สงสัยเหมือนกัน

รูปด้านบนเป็นรูปของแป้งโยคีทั้ง 3 แบบ

  • แบบแรก ขวดใหญ่ เป็นแป้งโยคีที่บล็อกใช้ประจำตัวนี้แหละที่หาซื้อ
  • แบบที่สอง เป็นแบบที่มีสวนผสมใกล้เคียงกับที่ใช้อยู่ แต่ยังไม่ได้ลองใช้
  • แบบที่สาม เป็นแป้งยาเอาไว้ทำอะไรก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

จะเห็นว่าทั้งสามแบบจะใช้ชื่อว่า “แป้งโยคี” รูปแบบของฉลากก็คล้ายกันอีก โทนสีส้ม รูปแบบขวด สีของขวด ทำไมมันคล้ายกันแบบนี้ มันเกี่ยวข้องกันใช่ไหมทั้ง 3 แบบ งงไปหมด แต่ก็รู้แล้วว่าแป้งโยคีที่ขายในเซเว่นไม่ใช่แบบที่ตามหา หมดข้อสงสัยแล้ว!

แป้งโยคี  บริษัท โยคี (1997) จำกัด น้ำหนัก 100 กรัม ราคา 55 บาท ผลิตโดย บ.ศิริบัญชา จำกัด

แป้งโยคี ในรัศมีวงกลม น้ำหนัก 60 กรัม ราคา 25 บาท ผลิตโดย บ.เฮอร์นิเทคอินเตอร์ คอสเมติกส์

ยาผงโยคี บริษัท โยคี (1997) จำกัด น้ำหนัก 60 กรัม ราคา 25 บาท ผลิตโดย บ.ศิริบัญชา จำกัด