แกะกล่อง Staedtler® Noris® Digital ปากกา S Pen แบบดินสอไม้

Staedtler® Noris® Digital Stylus Pencil ราคา 1,290 บาท

แกะกล่องปากกา S Pen วันนี้จะมาแกะกล่อง S Pen ดินสอไม้ หรือ Staedtler® Noris® Digital เป็นอุปกรณ์เสริมพวก Samsung Note ทั้งหลาย S Pen รุ่นนี้หาซื้อมาตั้งแต่ตอนเปิดตัวพร้อมกับ Samsung Tab S3 แล้ว ไม่มาขายในไทยสักทีเลยได้ S Pen ของ Tab S3 มาใช้แทน แต่ในที่สุดก็เข้าไทย เข้ามาครั้งนี้มาเป็นของแถมสำหรับคนที่สั่งจองเครื่อง Samsung Note8 และได้โอกาศซื้อมาเก็บสะสมสักที ได้มาจากห้องซื้อขายใน Facebook ราคาที่ได้มา 850 บาท เรียกว่าถูกกว่าราคาจริงพอสมควรเลย

ปากกามาในกล่องกระดาษของ Staedtler ดูสวยงาม ด้านหลังกล่องมีบอกรุ่นของอุปกรณ์ที่รองรับไว้เบื้องต้น ภายในกล่องที่ได้มามีแค่ตัวปากกา ไม่มีหัวปากกาให้เปลี่ยนกับคีมเปลี่ยนแถมมาเหมือนกับชุดปากา S Pen จาก Samsung เอง

ตัวปากการูปดินสอไม้รูปร่างและสีที่เป็นเอกลักษณ์ของ Staedtler มีปลอกปากกาแบบใส่มาให้ด้วย วัสดุเป็นวัสดุที่ออกไปทางพื้นผิวยาง-ซิลิโคน-พลาสติก อะไรประมาณนั้น ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะวัสดุประเภทนี้ แต่ภายนอกเหมือนมีฟิล์มพลาสติกเคลือบอยู่ ตรงบริเวณหัวปากกาที่เป็นพื้นผิวเหมือนไม้ให้อารมณ์เหมือนกระดาษแข็ง ส่วนหัวสีดำเป็นพลาสติก และหัวปากกาก็เป็นแบบพลาสติก โดยรวมแล้วดูสวยงามเหมือนดินสอไม้จริงๆ สัมผัสที่จับปากกานั้นก็เหมือนจับดินสอไม้น้ำหนักกำลังดีแต่ไม่แน่ใจว่าใกล้เคียงกับดินสอไม้จริงหรือเปล่า

เทียบขนาดกับ S Pen รุ่นต่างๆ (เรียงจากด้านบน: Staedtler® Noris® Digital / S Pen (Tab S3) / S Pen (TabA 10.1 with S Pen) / S Pen (Note FE)) จะเห็นว่าความยาวของ Staedtler นั้นยาวกว่า S Pen ขอรุ่นอื่นๆ ได้ลองใช้งานเบื้องต้นคู่กับตัว S Pen Tab S3 แล้วรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างเท่าไหร่ สามารถวาดเส้นเล็กด้วยน้ำหนักเบาๆ และลงน้ำหนักเพื่อวาดเส้นใหญ่ได้ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ S Pen Tab S3 จะสามรถคุมน้ำหนักที่ลงได้ดีกว่าเพราะตัวปากกาใหญ่กว่าจับถนัดมือแต่สวยน้อยกว่านะ สรุปง่ายๆ ว่าเป็น S Pen ที่ใช้งานได้ผลเหมือนกับ S Pen จาก Samsung นั่นหละ แต่ก็เพราะด้วยรูปร่างดินสอไม้นี้ ทำให้มันเพิ่มความน่าใช้ และน่าสะสมขึ้นไปอีก ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็เพราะรูปร่างของมันถึงซื้อมายังไงละ

Advertisements

Blog: วันที่ 28 สิงหาคม 2560 กำหนดเปิดจอง Samsung Galaxy Note8 ในไทย

 

ว่าจะไม่เขียนถึงแล้ว Samsung Galaxy Note8 ไม่อยากเพิ่มความอยากได้ให้ตัวเองไปมากกว่านี้ แต่ก็ขอเขียนถึงสักหน่อยเพราะเพิ่งเห็นราคาวางขายในไทยแล้วอยู่ที่ 33,900 บาท (ที่มา: iaumreview) ราคามันจะสูงไปไหน เปิดจองวันที่ 1 – 17 กันยายน 2560 นี้ และมีของแถมเมื่อจองแต่ละสถานที่อีก ถ้าจองผ่านทาง S-estore ก็จะได้แบตเตอร์รี่แพ็คเพิ่มไปอีก 1 ชิ้น (Samsung Battery Pack 5100mAh มูลค่า 1,590 บาท) นอกจากของแถมที่ได้จากประกาศแล้ว ยังมีลงทะเบียนสิทธิ์จากเครื่อง Galaxy Note รุ่น 1-5 แล้วจะได้ปากกา S Pen รุ่นพิเศษ (Staedtler® Noris® Digital Samsung Pencil มูลค่า 1,290 บาท) เพิ่มอีก 5,000 สิทธิ์

มองดูของแถมที่จะได้ถ้าสั่งจองเครื่อง Note8 แล้ว ดูคุ้มค่านะ แต่ก็ไม่เห็นเห็นสิ่งที่ตัวเองจะเอาไปใช้ประโยชน์จริงๆ ได้เลย ลำโพงก็คงไม่ได้ใช้ เคสปกติก็ไม่ใส่ ปากกา S Pen ขนาดใหญ่มีแล้วก็ยังไม่ได้ใช้เต็มที่เลย และยังไม่คิดถึงถ้าผ่านไปสักพัก Samsung จะทำการอัดโปรรุนแรงลดราคาสนั่นอย่างที่เคยเกิดกับ Galaxy S8, S8+ มาแล้วแน่นอน ตอนนี้คงยังไม่จอง รอดูโปรสิ้นปี และรอเผื่อดูแนวทางของ Galaxy S9 ก่อนดีกว่า จะได้เจ็บน้อยหน่อย…. คิดถึงปุ่ม Home พร้อมสแกนนิ้วจัง ಥ_ಥ

แกะกล่อง Samsung GALAXY Note Fan Edition

เครื่อง GALAXY Note Fan Edition ที่ได้มานี้เป็นเครื่องจากเครือข่าย KT จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นเครื่องแบบ 1 ซิม แพ็คเกตของ Samsung GALAXY Note Fan Edition ยังคงเป็นกล่องสีดำตัวหนังสีสีน้ำเงินเหมือนกับรุ่น  GALAXY S7 Edge โดยมีกล่องสวมชั้นนอกที่ด้านหน้ากล่องมีรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมกับชื่อรุ่น Fan Edition ชัดเจน ด้านในเป็นกล่องที่เปิดออกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ภายในกล่อง

Samsung Galaxy Note Fan Edition วางขายในเกาหลีเมื่อวันที่ 7/7/2017 อ้างอิง Samsung KR

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง
  • เคส Clear View Cover สีเดียวกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบขากลม
  • สายเคเบิลแบบ USB C
  • ตัว USB OTG สำหรับเสียบอุปกรณ์ USB
  • หัวแปลง Micro USB to USB C
  • หัวปากกา S Pen 5 หัว พร้อม แหนบ
  • หูฟังรุ่่นเดิมในกล่องพลาสติกสีดำใส

 

สีของตัวเครื่องที่เลือกมาคือ สีฟ้า (Blue Coral) มีขอบอลูมิเนียมตัวเครื่องเป็น สีทองชมพู (Rose Gold) ด้านหน้าไม่มีโลโก้ Samsung แล้ว มองดูด้านล้างหน้าจอก็จะเห็นปุ่ม Home พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ แบบดั้งเดิม สะดวกใช้งานมาก

ด้านหลังจะมีเลนส์กล้อง เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โลโก้ Samsung พร้อมกับชื่อรุ่นอยู่ด้านล่าง

ด้านข้างซ็ายจะมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวามีแค่ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ด้านบนเป็นช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดหน่วยความจำแบบ Micro SD Card  ด้านล่างจะช่องเชื่อมต่อแบบ USB C ช่องลำโพง และ ปากกา S Pen

 

ปากกา S Pen ของ Note FE นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง หัวปากกาจะเป็นแบบหัวแหลมเล็กกว่า Note 5  ตรงที่กดปลายปลากกาจะเป็นอลูมิเนียมสีเดียวกับขอบตัวเครื่องกลมกลืนกันดี

ดูจากภายนอกแล้วมันก็คือ Note 7 นั่นแหละ เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุน้อยกว่าเดิม จาก 3,500mAh เป็น 3,200mAh นั่นเอง

สิ่งที่ชอบ

  • ชอบสีฟ้าของตัวเครื่องมากๆ ด้านหน้าของเครื่องเป็นสีเหมือนด้านหลัง ไม่ชอบ S8+ ตรงที่กระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหตุผลที่เค้าบอกมาก็เพราะจะซ่อนช่องเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่มีเยอะมาก พอเลือกตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีดำกลับทำให้ทุกอย่างดำไปหมดเลยดูไม่สวย ส่วน Note FE ก็มีเซ็นเซอร์เยอะเหมือนกับ S8+ นะ ที่เห็นมีแค่ 3 ช่องด้านบนนั้น เซ็นเซอร์ตัวอื่นๆ อยู่ใต้ฟิล์มสีฟ้านั่นเอง ถามว่ามีปัญหากับพวกเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีฟ้าไหม? ไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ เรียกว่าออกแบบได้ฉลาดมากซ่อนเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีทำให้ด้านหน้าเครื่องดูไม่รกแต่ไม่รู้ทำไมไม่ทำกับ S8+ แบบนี้บ้าง
  • ชอบปุ่ม Home และ สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าที่เดิมคุ้นเคย
  • มีปากกา S Pen
  • ชอบสแกนม่านตาเร็วมากไม่ตั้งใจมองก็สแกนได้ ข้อนี้อยากบอกว่าสแกนม่านตามันเร็วกว่าของ S8+ ที่ใช้อีกนะ กดปุ๊ปมองจอก็ปลดล็อกปั๊ป ของ S8+ มันสแกนได้บ้างไม่ได้บ้างต้องเอามือไปจิ้มสแกนนิ้วข้างหลังแทนน่าหงุดหงิด ข้อนี้เป็นความรู้สึกตัวตัวนะครับ

ข้อสังเกต

  • กล้องถ่ายรูป ปิดเสียงชัตเตอร์ไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดไม่ใช้เสียงแล้ว ซึ่งเสียงชัตเตอร์นี่ดังมากกก ปรับระดับเสียงให้เบาลงไม่ได้ด้วย / แก้ปัญหาโดยใช้ App ถ่ายรูปตัวอื่นโหลดใน Play Store
  • ใช้ Samsung Pay ในไทยไม่ได้ ต้องใส่ซิมเกาหลีเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
  • หาฟิล์มกันรอยดีๆ ในไทยไม่ได้ / ตอนนี้ยังหาฟิล์มที่คลุมขอบโค้งแบบที่ไม่ใช่ TPU และขายในไทยไม่ได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศ

หลังจากรอคอยมานานเรียกว่าถูกใจมาก รูปร่าง สีสันตัวเครื่อง ที่สำคัญคือ S Pen นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ได้เอามาใช้แทน S8+ เครื่องเดิมแล้ว การใช้งานหลังจากนี้มีปัญหาอะไรจะเขียนเล่าไว้ในบล็อกต่อๆ ไปครับ

 

Blog + แกะกล่อง เคสมือถือ Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องเคสโทรศัพท์มือถือ แต่ไหนแต่ไรแล้วไม่เคยจะซื้อเคสใส่มือถือเลย มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำตกแน่นอน ซึ่งก็ไม่เคยทำมือถือตกเลยนะ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองซื้อเคสมาหลายอันแล้ว แล้วทำไมเราถึงเริ่มซื้อเคสมือถือใช้ละ คงจะเริ่มช่วงใช้ S7 Edge นั่นแหละตอนแรกๆ ที่ได้เครื่องมาแล้วมันสวยบางมาก จนกลัวทำตกเลยไปหาซื้อเคสมาใส่ ได้เคสแรกมาเป็นของ UAG แต่ก็ไม่ถูกใจมันเท่ดูทนทานดีก็เถอะ แต่มันทำให้เครื่องหนาขึ้นมาก หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นในการซื้อเคสมือถือไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

พอมาได้เครื่อง S8+ มาก็ยังซื้อเคสมือถือมาอยู่เรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ จะว่าไปการที่ใส่เคสมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย พอไม่ใส่ก็รู้สึกว่าเครื่องจะตกตลอดเวลาเลยทำให้หาเคสใส่อีกครั้งจนได้ จนครั้งนี้ที่จะมาแกะกล่องให้ดูก็เป็นอันที่ได้มาล่าสุด และคงจะเป็นอันสุดท้าย (คิดว่านะ) ก่อนที่จะเริ่มรอการมาของ Samsung Galaxy Note 8 ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ถ้าใครอ่านบล็อกผมมาจะเห็นว่าใช้ Note Series มาตลอด จนเกิดมหากาพย์การ Pre-Order Samsung Galaxy Note 7 เมื่อปีก่อน เลยทำให้ต้องใช้ S Series รอ

ก่อนหน้านั้นก็ซื้อมาตลอดนะส่วนใหญ่จะซื้อแบบราคาถูกใช้ เพราะคิดว่าซื้อแบบแพงๆ แล้วจะเสียดายเงินถ้าเราใช้แล้วไม่ชอบ เคสที่ซื้อมาลองใช้กับ S8+ หลังจากบล็อกแกะกล่องอันก่อนก็มี 2 อันนี่แหละ

Nillkin Frosted Shield ราคา 230 บาท อันนี้ซื้อมาจาก Lazada ซื้อมาหลังจากผิดหวังกับเคสใสของ Samsung กะว่าจะซื้อมาเล่นๆ เพราะไม่แพง แต่ใช้แล้วเป็นเคสที่ใช้นานที่สุด เพราะมันเป็นเคสแข็งที่บาง กระชับตัวเครื่องแน่นดีมาก ด้านหลังก็มีลายให้จับง่ายแม้จะเคลือบซิลิโคนลื่นๆ ใช้มาจนถึงตอนนี้เลย แต่ที่ยังไม่พอใจก็เป็นด้านหลังนี่แหละมันไม่สวย ใส่แล้วดูไม่สมราคามือถือเลย

Baseus Wiing Case for Galaxy S8 Plus ราคา 130 บาท อันนี้ลองเสี่ยงซื้อมาจริงๆ จากในกลุ่มขายของในเฟสบุ๊ค เคยเห็นมีสมาชิกคนอื่นๆ ใช้กันแล้วเค้าว่ามันบาง มันสวย พอได้มาแล้วก็จริง บางมาก ดูเฉยๆ สวยดี แต่วัสดุมันแบบว่าเป็นพลาสติกบางขึ้นรูปธรรมดาเลย พลาสติกคล้ายๆ พวกปกหนังสือพลาสติกหน่ะ ลองใส่ 5 นาที แล้วก็ถอดออกเลย ตัวเคสลื่นมือมากจับแทบไม่ติดนิ้ว

Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus ราคาประมาณ 800+ ได้มือสองมา 400 บาท

จนมาเจอเคสนี้ละเป็นเคส Bumper ที่ดูแล้วน่าใช้งานมาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับเคสที่มีแค่ขอบเครื่องก็เลยได้แค่มองๆ จนมาเจอประกาศขายมือสองนี่แหละ ราคาสมเหตุสมผล สภาพยังดีอยู่เลยซื้อมาลองใช้ดูว่าจะโอเคไหม

ภายนอกแพ็คเกจดูดีมากสมราคาเค้าละ ภายในจะมีภาพคู่มือแนะนำการใช้งานและบอกถึงคุณสมบัติป้องกันการกระแทกในระดับความสูงเท่าไหร่ด้วย ตัวเคสเป็นพลาสติกเนื้อดีเลย ผิวด้าน ด้านในขอบเคสจะเป็นลายหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง มีการตัดช่องต่างๆ ได้กว้างและลงตัวดี ตัวเคสจะหนาช่วงหัว และท้ายเครื่อง

ลองใช้แล้วใส่ง่าย เคสพอดีเครื่องใส่แล้วจับกระชับมือดี ชอบเคสแบบ Bumper ตรงที่ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และเปิดด้านหลังโชว์กระจกด้านหลังด้วย ตัวเคสพอวางกับโต๊ะแล้วจะยกสูงจากพื้นไม่ทำให้ด้านหลังเป็นรอยทั้งด้านหน้าและหลัง โดยรวมแล้วถูกใจมาก ได้โชว์เครื่อง พร้อมกับป้องกันเมื่อตกกระแทกได้ด้วย

มีข้อสังเกตตรงขอบเคสด้านข้างที่ไม่ได้กระชับไปกับเครื่อง สามารถดึงยืดออกมาได้พอสมควร ทำให้ขอบด้านข้างจะขยับไปมาเวลาถือ-จับเครื่อง น่ากลัวว่าจะขูดเครื่องเป็นรอยเพราะฝุ่นที่จะเข้าไปอยู่ข้างในเพราะขอบเคสมันขยับไปมาตลอด และปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นแข็งมากๆ กดยากต้องตั้งใจกดมากถึงจะกดได้เป็นแค่ปุ่มเดียวเลย

ใครรับได้กับข้อสังเกตที่ว่ามาก็ดีเลยเพราะมันเป็นเคสที่ให้ครบกับความต้องการของเราที่ต้องการโชว์เครื่อง และ ป้องกันเครื่องเราได้ (กันตกแตก) พร้อมๆ กัน

เคส Rhinoshield นี้ถูกใจมากเลยนะ เป็นเคสที่ต้องการเลยแต่ติดที่เคสด้านข้างมันหลวมๆ และดิ้นในมือได้ตอนใช้งานนี่แหละ ทำให้ต้องคิดว่าจะใช้ต่อดีไหม ถ้าไม่ไหวคงจะเลิกใส่เคสแล้วกลับไปเหมือนเมื่อก่อนคงจะประหยัดเงินในส่วนตรงนี้ได้มาก

แกะกล่อง UAG Phone Case for Samsung Galaxy S7 Edge

UAG Phone Case for Samsung Galaxy S7 Edge ราคา 34.95$ ใช้ Code ลด 6.99$ เหลือ 27.96$ จ่ายด้วย PayPal เป็นเงิน 1,044.10 บาท

เคสโทรศัพท์ที่ชึ้นชือเรื่องการออกแบบที่ดูสมบุกสมบันและดูดี พร้อมกับการปกป้องโทรศัพท์ที่ดีเยี่ยม ในที่สุดก็มีโอกาสได้เอามันมาลองใช้กับ S7Edge เสียทีหลังจากเคยสั่งมารอใช้กับ Note7 เมื่อครั้งก่อน แต่ก็อดใช้ไปเหลือแต่ตัวเคสเอาไว้ดูต่างหน้า

เคส UAG อันนี้สั่งตอนมีลดราคาช่วงสิ้นปีที่แล้วแต่ติดช่วงวันหยุดปีใหม่เลยทำให้ได้ของล่าช้ากว่าปกติไปหน่อย ครั้งที่แล้วสั่งรอประมาณ 1 อาทิตย์ก็ได้แล้ว คราวนี้รอนานประมาณ 2 อาทิตย์เลยทีเดียว ยังไงก็มาดูหน้าตาเคส กับเครื่อง S7 Edge ตอนใส่เคสกัน

ความคาดหวังกับเคสอันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องการจับถือเครื่องโทรศัพท์ที่ถนัดมือขึ้น พร้อมกับให้ความรู้สึกว่าเคสามารถปกป้องโทรศัพท์ของเราได้ และดูสวยงาม เพราะปกติเป็นคนที่ไม่ใส่เคสให้โทรศัพท์มือถือมาก่อนจะกี่เครื่องที่ใช้มาก็ไม่เคยใส่เคส แต่เครื่องนี้อยากได้เคสที่หยิบจับถนัดมือ และปลอดภัยเวลาไปทำงานนอกสถานที่ จะได้ไม่ต้องห่วงเครื่องมากเวลาใช้งาน จากแกะกล่องครั้งก่อนกับเคส Nillkin Synthetic Fiber ที่ได้ซื้อมาลองใส่แล้วผิดหวังไปนั้น จะมาดูว่าอันนี้จะใช้งานได้ดีอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า

ตัวเคสเป็นพลาสติกใส ไม่นิ่มออกจะแข็งแต่บิดโค้งได้ ขอบเคสเป็นพลาสติกสีดำแข็งแต่ยืดหยุ่นคล้ายผสมยาง มีการตัดช่องสำหรับปุ่มเปิดเปิด ปุ่มปรับเสียงไว้ ดูโดยรวมแล้ววัสดุดูแข็งแรงดี จุดเด่นของตัวเคสจะเป็นลวดลายด้านหลัง พร้อมโลโก้ UAG ของเคสที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งสำหรับคนที่ชอบแนวลุยๆ แล้วดูยังไงก็ดูสวย น่าใช้ดี ซึ่งเมื่อเอามาใส่กับโทรศัพท์แล้วก็สวยจริงๆ นะ ใส่กับ S7 Edge แล้วเป็นแบบไหนดูรูปด้านล่าง หลังจากนี้ขอใช้งานดูก่อนสักพักแล้วจะมาสรุปข้อที่ชอบ แลไม่ชอบ อัพเดทให้ด้านล่างครับ

แกะกล่อง โทรศัพท์ดูดิจิตอลทีวี ASUS Zenfone Go TV [ZB551KL]

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา งาน Thailand Mobile Expo 2016 ของช่วงกลางปี มีการนำเอาโทรศัพท์ที่ดูดิจิตอลทีวีได้มาเปิดตัว และวางจำหน่ายกันไปแล้วภายในงาน รุ่นที่ว่าก็คือ Asus Zenfone Go TV เลยคิดว่าจะเอามาใช้เป็นเครื่องสำรองซักหน่อย ข้อมูลคร่าวๆ ของเครื่องนี้

ASUS Zenfone Go TV [ZB551KL], Gray (สีเทา)

  • รองรับเครือข่าย 2G, 3G, 4G LTE
  • CPU Qualcomm Snapdragon 400 MSM8928(1.4GHz)
  • หน้าจอ IPS 5.5 นิ้ว HD 1280×720
  • Ram 2GB
  • Rom 32 GB + Micro SD
  • Android 5.1.1
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิเซล / กล้องหลัก Auto Focus 13 ล้านพิกเซล
  • รองรับการดูดิจิตอลทีวี ในไทย (และอีกหลายประเทศ)
  • มีวิทยุ
  • แบตเตอร์รี่ 3,010 mAh
  • ราคา 5,990 บาท

แกะกล่องครั้งนี้คงไม่ต้องเล่ารายละเอียดของภายในเครื่องมากเท่าไรเพราะคงหาอ่านได้จากรีวิวที่อื่นๆ แต่จะเล่าเกี่ยวกับการดูดิจิตอลทีวีมากหน่อยแล้วกันเพราะเป็นจุดเด่นของเครื่องนี้ โดยต้องเสียบสายสัญญาณที่มีมาให้ในกล่องกลับช่องเสียบหูฟังด้านบนก่อน แล้วจัดการตามขั้นตอนในรูปด้านล่างง่ายมากๆ

 

ใช้งานมา 5 วันแล้วขอเล่าเป็นข้อๆ ด้านล่าง ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะกลับมาเพิ่มเติมอีกครั้งนะครับ

  • คุณภาพของการรับชมทีวีผ่าน Asus Zenfone Go TV เครื่องนี้เรียกว่าทำได้ดีเลย ดีเกินคาดมากๆ อยู่ในบ้านคิดว่าจะไม่มีสัญญาณ แต่กลับดูได้เกือบทุกช่อง มีกระตุกนิดหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าอยู่ในตึกใหญ่ชั้นล่างๆ จะมีปัญหาด้านสัญญาณอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เอาไปดูด้วยว่าสัญญาณถูกปิดกั้นมากน้อยแค่ไหน
  • สามารถอัดรายการเก็บเอาไว้ดูย้อนหลังได้ เลือกที่บันทึกลง MicroSD ได้ ไฟล์ที่ได้เป็นไฟล์ “.TS” เหมือนไฟล์ที่บันทึกบนกล่องทีวีดิจิตอล
  • สามารถปรับแสดงหน้าจอ ปรับความดังเสียง ได้บนหน้าจอใน App ได้เลย สะดวกมาก
  • แบตเตอรี่ค่อนข้างทน แม้จะใส่ซิม 2 เบอร์พร้อมกัน  (การใช้งานคือ ดูทีวี 1 – 2 ชม. ถ่ายรูป ดูรูปบ้าง + แสตนบายเฉยๆ อยู่ได้ถึง 1 วันแล้ว แบตยังเหลือ จุดประสงค์ที่ซื้อเครื่องนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องสำรอง ถือว่าทำได้น่าพอใจแล้ว) แต่ต้องรอดูต่อไปเมื่อใช้งานมากขึ้นจะเป็นอย่างไร
  • กล้องถ่ายภาพ โฟกัสไม่เร็ว คุณภาพของรูปถ่ายก็ OK ไม่ได้ดีมาก ถ่ายออกมาแล้วมองออกว่าถ่ายอะไรมา โดยส่วนตัวคิดว่าโอเคแล้ว
  • การแลกเปลี่ยนไฟล์ ระหว่างโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ สามารถทำได้แบบไร้สาย สะดวกรวดเร็วชอบมาก

แกะกล่อง Samsung Keystone3 [SM-B109H] โครงการ “เอไอเอสจัดให้”

โครงการแลกเครื่องโทรศัพท์เก่า 2G เป็นเครื่องโทรศัพท์ใหม่แบบ 3G ของ AIS ที่ผ่านมานั้นเรียกได้ว่ามีคนให้ความสนใจเยอะเหมือนกัน แค่เอาเครื่องเก่าไปแลกเครื่องใหม่แบบ 3G มาใช้งานต่อ บนคลื่น 3G 2100MHz ของ AIS ซึ่งผมก็มีเบอร์อยู่หลายเบอร์นะ อยากแลกเหมือนกัน แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าต้องเอาเครื่อง 2G เก่าไปแลกด้วยนี่สิ เครื่องของเราก็เรียกได้ว่าเก่าและเหมือนเป็นเครื่องสะสมซะด้วย เลยตัดสินใจไม่เอาไปแลก แบบว่าเสียดายเครื่องเก่า รอให้ยุติสัญญาณ 2G 900MHz เมื่อไหร่ค่อยไปหาซื้อเครื่องใหม่ที่เป็น 3G เองก็ได้

แต่ว่าตอนนี้ (เดือนพฤษภาคม, 59) AIS ได้จัดโครงการใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ต้องเอาเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่แล้ว เพียงแค่เติมเงินตามมูลค่าที่กำหนดไว้ตามเครื่องรุ่นต่างๆ เท่านั้นก็แลกได้เลยทันที ซึ่งก็คือโครงการ “เอไอเอสจัดให้” ที่ทราบเรื่องก็เพราะ SMS เชิญชวนให้ไปแลกเครื่อง ไอ้ SMS อันนี้มันส่งมาเบอร์ที่อยู่ในเครื่อง 2G ทุกเบอร์เกือบทุกวัน มีแนะนำสถานที่ตั้งบูธแลกเครื่องอีก ก็เลยจะไปลองแลกดูครั้งนี้หละ

แกะกล่อง Samsung Keystone3 [SM-B109H] โครงการ "เอไอเอสจัดให้"

บูธที่จัดไว้สำหรับแลกเครื่องใหม่ที่ AIS Shop เดอะมอลล์ โคราช

แกะกล่อง Samsung Keystone3 [SM-B109H] โครงการ "เอไอเอสจัดให้"

ครั้งนี้ไปติดต่อแลกเครื่องที่ AIS Shop สาขา เดอะมอลล์ นครราชสีมา อยู่ชั้น 3 สอบถามพนักงานได้ที่จุดรับแลกซึ่งอยู่ภายใน AIS Shop เลย มีพนักงานประจำจุดอยู่แล้ว สำหรับใครที่สนใจจะไปแลก น่าจะมีขั้นตอนคล้ายๆ กัน จะเล่าเป็นข้อๆ ด้านล่าง

สิ่งที่ต้องเตรียมไปแลก

  • เครื่องโทรศัพท์ 2G ที่ใส่ Sim เบอร์ที่จะแลกอยู่ (เจ้าหน้าที่แนะนำให้เป็นเครื่อง 1Sim เพราะจะให้สิทธิ์แลกแค่ 1 เครื่อง 2G/เบอร์ ต่อ 1 เครื่องใหม่ 3G ฉะนั้นถ้ามีหลายเบอร์ต้องนำเครื่องที่ใส่เบอร์มาด้วยทั้งหมด)
  • บัตรประชาชนตัวจริง
  • เงินสำหรับเติมเงินตามแต่ละรุ่นที่เลือก

ขั้นตอนการแลกคร่าวๆ

  • ติดต่อเจ้าหน้าที่
  • เจ้าหน้าที่จะขอบัตรประชาชน + เครื่อง และเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสิทธิ์การแลก โดยการกดเบอร์ตรวจสอบจากเครื่องของเรา ตรวจสอบสิทธิ์ในเบอร์นั้นๆ, ตรวจสอบการลงทะเบียนซิมเบอร์กับบัตร และกดขอรหัสสำหรับไปกรอกในเอกสาร
  • เมื่อตรวจสอบสิทธิ์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะคืนบัตรประชาชน เครื่องโทรศัพท์ 2G ของเรา และให้เอกสารเป็นกระดาษขนาดครึ่ง A4 ซึ่งระบุชื่อของเรา, รุ่นของโทรศัพท์ที่แลก, หมายเลข IMEI ของโทรศัพท์, เบอร์โทรศัพท์, รหัสการแลกที่ขอเอาไว้ (ทั้งหมดนี้เจ้าหน้าที่จะเป็นคนดำเนินการให้ทั้งหมด เราแค่ยืนรอเฉยๆ)
  • เจ้าหน้าที่จะให้เราไปเติมเงินที่ตู้เติมเงินอัตโนมัติ ด้านหน้า AIS Shop และนำใบเสร็จที่ได้ไปแนบกับเอกสารที่ได้มา
  • กดบัตรคิวเพื่อรอรับเครื่อง และรอคิว
  • เมื่อถึงคิวก็ยื่นเอกสารทั้งหมด คือ เอกสารกระดาษขนาดครึ่ง A4 + ใบเสร็จการเติมเงิน + บัตรคิว ให้กับเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์
  • เจ้าหน้าที่จะออกใบเสร็จ และเครื่องโทรศัพท์ 3G ที่เลือกเอาไว้ ก็เป็นอันเสร็จ

แกะกล่อง Samsung Keystone3 [SM-B109H] โครงการ "เอไอเอสจัดให้"

เอกสาร 3 รายการที่นำไปแลกรับเครื่อง 3G ใหม่

จากขั้นตอนการแลกเรียกได้ว่าไม่ยากเลย ได้เครื่องมาใช้ในเครือข่าย 3G ได้เกือบฟรี หรือเรียกได้ว่าฟรี เพราะเงินที่เติมก็อยู่ในเบอร์ของเรานั่นแหละ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า ต้องไม่ย้ายค่ายภายในระยะเวลา 1 ปีนี้ เท่านั้นเอง

เครื่องที่แลกมาเลือกเป็นเครื่อง Samsung Keystone3 [SM-B109H] หรืออาจจะเรียกว่า ซัมซุงฮีโร่  ก็ได้ สเป็คคร่าวๆ ก็ประมาณนี้

  • ระบบ 3G WCDMA 850/2100MHz
  • จอสีแบบ TN TFT ขนาด 1.5 นิ้ว
  • Micro USB Charging
  • ไฟฉาย
  • วิทยุ FM
  • หูฟังแบบแจ็ค 3.5 mm
  • อุปกรกรณ์ในกล่อง

Samsung Keystone3 [SM-B109H]

Samsung Keystone3 [SM-B109H]

ตัวเครื่องหน้าตาเรียบๆ แต่ละบุชัดเจน 3G กับ FM Rddio

Samsung Keystone3 [SM-B109H]

ในกล่องจะมีตัวเครื่อง แบตเตอรี่ สายชารจ์แบบ MicroUSB หูฟังแบบมีรีโมท คู่มือ กับใบรับประกัน ครบเครื่องเหมือนกันนะ

Samsung Keystone3 [SM-B109H]

ด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟังขนาดปกติ และไฟฉาย

ที่เลือกรุ่นนี้ก็เป็นเป็นรุ่นที่พอจะรู้จักบ้าง ถึงจะจอเล็ก ไม่มีกล้องก็ไม่เป็นไร แค่เอาไว้สแตนบายเบอร์ก็พอ เพราะรุ่นที่เติมเงิน 100 บาท อีกรุ่นจะมี AIS Lava ซึ่งขอละไม่อธิบายเหตุผลลึกๆ น่าจะเข้าใจนะครับ