Blog: วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ลองใช้เคส Rhinoshield SolidSuit Carbon Fiber

Rhinoshield SolidSuit Samsung Galaxy Note 9 – Carbon Fiber ราคา 1,190 บาท

Rhinoshield ชื่อนี้รู้สึกว่าจะเคยลองซื้อมาใช้เป็นตัว RhinoShield CrashGuard Bumper Case ที่เป็น Bumper เฉพาะขอบของเครื่องแต่รู้สึกว่าจะมีปัญหาเรื่องปุ่มกดมันแข็งมากเลยไม่ได้ใช่ต่อ แต่คราวนี้มาเป็นเคสเต็มรูปแบบเป็นเคสกันกระแทก แถมหน้าตาดูดีด้วยรุ่นที่ซื้อมาจะเป็นรุ่น SolidSuit ลาย Carbon Fiber เป็นเคสที่มีชื่อเสียงเรื่องการกันกระแตกเวลาตกจากความสูงมากๆ ได้ดี เพราะวัสดุที่ทางแบรนด์คิดค้นขึ้นและลายหกเหลี่ยมรังผึ้งด้านในที่ช่วยซับแรงกระแทก แต่จริงๆ แล้วเรื่องคุณสมบัติพวกนั้นไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะเป็นคนใช้มือถือระวังมากไม่เคยทำตกเลยสักครั้ง เวลาซื้อเคสตอนนี้ก็คิดแค่ว่าใส่แล้วสวย ใส่แล้วไม่น่ารำคาญไม่ต้องมาระวังเคสหลุดเคสยืด ระวังฝุ่นเข้าไปทำให้ดูแล้วไม่สวยมากกว่า ดังนั้นไม่ต้องรอการทดสอบดรอปเทสอะไรนะครับ

ตัวเคสเป็นวัสดุคล้ายยางผสมพลาสติกมีความแข็งและนุ่ม ยืดหยุ่นได้นิดเดียวพอให้ใส่กับตัวเครื่องได้ ผิวสัมผัสของวัสดุรอบตัวเคสเป็นผิวสัมผัสนุ่มลื่น ไม่ใช่ลื่นหลุดมือนะ ไม่เหนียวแบบเคส TPU เป็นวัสดุที่ดูคุณภาพดีเลย ด้านหลังเป็นลาย Carbon Fiber ที่ให้ผิวสัมผัสลื่นคล้ายพวกสติกเกอร์ไวนิลลาย Carbon Fiber แต่ไม่ได้ลื่นแบบนั้นซะทีเดียวเพราะของ Rhinoshield มันให้ผิวสัมผัสติดนิ้วค่อนข้างใช้ได้ และมีความนุ่มหยุ่นหน่อยๆ  ด้วย ช่องตัดสำหรับปุ่มกด ช่องเชื่อมต่อต่างๆ ถูกเจาะไว้อย่างพอดีมาก สวยงาม กว้างไม่มากจนน่าเกลียด  เรียกว่าเคสของ Rhinoshield ตัวนี้มันเนี๊ยบมากจริงๆ

พอใส่เข้ากับเครื่องแล้วมันเพิ่มความหนากับความกว้างให้กับตัวเครื่องพอสมควร แต่ก็ทำให้จับเครื่องได้ถนัดมือมากขึ้นด้วย  ปุ่มกดทุกปุ่มสามารถกดได้ง่าย ช่องต่างๆ อยู่ในตำแหน่งพอดี ผิวสัมผัสด้านหลังเหมือนจะทำให้ลื่นหลุดมือ แต่ก็ติดนิ้วอยู่ ความรู้สึกเมื่อใส่เคสนั้นรู้สึกว่ามันมั่นคงไม่รู้สึกว่าขอบส่วนใดจะย้วยออกมา ลองดันขอบแต่ละด้านดูก็แข็งแรงคงรูปมาก แอบคิดว่าตอนถอดออกคงจะลำบากพอดู สรุปใส่แล้วหล่อ จับแล้วให้ความรู้สึกดี เคสคงรูปไม่ยืดถูกใจมาก ใครชอบเคสแบบนี้แนะนำให้ลองใช้ดู

Advertisements

Blog: เล่าประสบการณ์เข้าศูนย์บริการ Samsung ซ่อมกล้อง Note 9

จากเรื่องปัญหากล้องซูมมีอาการสั่นตลอดเวลาทำให้ถ่ายรูปไม่ได้นั้น ได้เอาเครื่อง Note 9 เข้าศูนย์บริการเพื่อซ่อมอาการกล้องสั่น และตอนนี้ก็ได้เครื่องกลับมาแล้วเลยจะมาเล่าประสบการณ์การเข้าศูนย์บริการในครั้งนี้

โดยได้นำเครื่องเข้าศูนย์บริการวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จนวันที่ 16 ตุลาคม 2561 โทรไปถามศูนย์บริการเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสั่งอะไหล่แล้วจะทำการเปลี่ยนแล้วเสร็จในวันที่ 17 ตุลาคม ไม่เกินบ่ายสามโมงเย็น วันที่ 17 ตุลาคม 2561 ช่วงเย็นก็ได้ไปรับเครื่องคืนน ช่างได้แจ้งว่าปัญหากล้องซูมสั่นนั้นเกิดจากตัวกล้องเอง ไม่ได้เกิดจากซอฟต์แวร์หรือเมนบอร์ด ได้ทำการสั่งอะไหล่ซึ่งก็คือกล้องตัวซูม มาทำการเปลี่ยน ช่างได้ทดสอบดูแล้วปกติดีไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งก็เป็นอย่างที่ช่างบอกเพราะปัญหานั้นได้หายไป (รึว่ายังไม่ออกอาการอีกครั้ง 555) พนักงานแจ้งว่าช่างได้ดำเนินการปิดฝาหลังโดยใช้กาวแผ่นใหม่ ทดสอบระบบในเครื่อง และการกันน้ำว่าเป็นปกติดี

คราวนี้มาดูตัวเครื่องหลังจากการให้ช่างเปิดฝาหลังซ่อมกันว่าจะมีสภาพเป็นอย่างไร สังเกตรอบตัวเครื่องแล้วว่าไม่มีรอยอะไรผิดปกติ สีก็ไม่ได้ลอก ฝาหลังก็เรียบร้อยปกติดี เรียกว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยงานเนี๊ยบมาก แต่มาสะดุดตรงที่กล้องหลักนี่แหละมันเอียงตกลงมากว่าเดิม ดูยังไงก็เอียงมาก จนดูพิลึก มีรอยขูดนิดหน่อยที่หน้าจอเป็นแนวยาวแต่ดีที่ติดฟิล์มใสไว้ แต่ที่สังเกตยากแต่ก็ดันไปเห็นนี่ก็คือ มันมีรอยนิ้วมืออยู่ข้างใต้กระจกตรงช่องเซ็นเซอร์วัดรอยนิ้วมืออยู่ เท่านั้นแหละหัวใจหล่นไปที่พื้นเลย 555 เกือบจะเนียบแล้วเชียวออกจาศูนย์ครั้งนี้

วันรุ่งขึ้น (วันที่ 18 ตุลาคม 2561) เลยติดต่อไปที่ศูนย์อีกครั้งนึงว่าเกิดอะไรขึ้น ทางศูนย์เลยแจ้งว่าให้นำเครื่องกลับมาที่ศูนย์บริการอีกครั้งนึงจะตรวจสอบและแก้ไขให้ ก็เลยเข้าไปที่ศูนย์บริการตอนนั้นเลย และแจ้งพนักงานไปด้วยว่ากล้องมันเบี้ยวกว่าเดิมมากเลย ให้ช่างดูให้หน่อย พนักงานก็เอาเครื่องเข้าไปให้ช่างตรวจสักพักก็ออกมาแจ้งว่าจะดำเนินการทำความสะอาดรอยนิ้วมือ และจะลองขยับกล้องดูว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงที่สุดหรือไม่ให้อีกครั้ง และให้เรากลับมารับเครื่องคืนตอนช่วงห้างโมงเย็น เราก็กลับไปรับเครื่องตอนห้าโมงเย็นกว่าจะไปถึงฝนดันมาตกหนักอีก พนักงานแจ้งว่าได้ทำความสะอาด และได้ลองขยับกล้องดูแล้วก็เห็นว่ามันมีช่องว่างมากนิดนึงเลยดำเนินการขยับและปรับกล้องให้เป็นเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งก็จริงอย่างว่ากล้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมที่ตัวเลนส์มันเอียงหน่อยๆ อยู่แล้ว ส่วนรอยนิ้วมือก็ได้ทำความสะอาดแล้ว (ถึงจะมีรอยมัวนิดนึงอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าโอเคแล้วรับได้) และแจ้งอีกว่ากาวซีลฝาหลังก็ได้ทำการใช้กาวซีลแผ่นใหม่ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องกันน้ำ และได้ขอโทษเราอีกครั้งนึง

สรุปแล้วได้เข้าศูนย์บริการไปจัดการถึง 2 ครั้ง แต่ก็ได้ความสบายใจกลับมา และอยากบอกว่าพนักงานของศูนย์บริการนี้ดีมาก ให้บริการดี  พูดจาดีมากๆ ไม่น่ากลัวเหมือนที่บ่นๆ กันในกระทู้เว็บดังๆ เลย

ศูนย์บริการที่ได้นำเครื่องไปใช้บริการครั้งนี้คือ ศูนย์บริการ Samsung จังหวัดนครราชสีมา แพลตินั่ม บ้านเกาะ

Update: 3 กุมภาพันธ์ 2562  – อาการมันยังไม่หายไปมันกลับมาเป็นใหม่

หลังจากได้เอาเข้าศูนย์ไปซ่อมครั้งก่อนที่โพส Blog: เล่าประสบการณ์เข้าศูนย์บริการ Samsung ซ่อมกล้อง Note 9 ได้เครื่องกลับมาใช้งานประมาณ 1 เดือน อาการกล้องสั่นแบบเดิมๆ ก็วนกลับมาเป็นอีกครั้งคือ แรกๆ เวลากดซูม 2x จะรู้สึกได้ว่าตัวกล้องมันสั่นแรงจนรู้สึกได้ จนหลายๆ ครั้งก็เกิดอาการกล้องสั่นเวลาซูมเหมือนเดิม จนได้เอาเครื่องไปเข้าศูนย์อีกครั้งช่วงกลางเดือนมกราคม 62 นี้ แจ้งอาการไปกับพนักงาน พนักงานก็เอาเข้าไปให้ช่างดูสักพักก็กลับออกมาบอกว่า “อาการนี้จะดำเนินการเปลี่ยนกล้องใหม่ให้” เปลี่ยนใหม่อีกแล้ว! เราก็ตกลงให้เปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้แจ้งว่ารออะไหล่นานหน่อยประมาณ 1 อาทิตย์ ประมาณวันที่ 20 ม.ค. 62 จะมีอะไหล่เข้ามา วันทำการสามารถเปลี่ยนอะไหล่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก็รับเครื่องกลับได้เลย เราก็โอเคทิ้งเครื่องไว้ที่ศูนย์

รอจนวันที่ 21 ม.ค. 62 เพราะวันที่ 20 เป็นวันอาทิตย์ ทางศูนย์ก็ไม่โทรมาแจ้งอะไร วันที่ 22 ม.ค. ยังเงียบ วันที่ 23 ม.ค. 62 โทรเข้าไปศูนย์เองเลยตอนเช้า ติดต่อยากมาก พอติดแล้วก็ถามเลยว่าเครื่องเราเปลี่ยนอะไหล่เสร็จรึยัง พนักงานก็หายไปสักพักใหญ่ กลับมาก็บอกว่าวันนี้จะทำการเปลี่ยนอะไหล่ให้ตอนบ่ายสามให้มารับเครื่องได้เลย แล้วเราก็วางสายไป แสดงว่าอะไหล่มาแล้วแต่ไม่ได้เปลี่ยนให้นะสิ บ่ายโมงกว่าๆ ก็มี SMS แจ้งว่าซ่อมเครื่องเสร็จแล้ว เราก็เข้าไปรับไปถึงกดบัตรคิวนั่งรอ จนได้เจอพนักงานยื่นเรื่องปกติ พนักงานบอกว่าเครื่องยังไม่ได้เทสให้รอเทสเครื่อง 5 รึ 10 นาทีที่แหละ พอได้เครื่องมาก็ให้เราเช็คเครื่อง เราก็นั่งเช็คสักพัก เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ไปนั่งเช็คที่เก้าอี้รอด้านหลัง อ้าวไหนบอกว่าให้เช็คแล้วจะรีบเรียกคิวต่อไปทำไมละ เราดูแล้วก็เรียบร้อยดีตอนนั้นเลยกลับ

พอกลับมาก็มาตรวจเครื่องอีกครั้งก็เจอว่ามีรอยนิ้วมืออยู่ใต้กระจกตรงเซ็นเซอร์วัดหัวใจอีกแล้ว นี่ขนาดบอกตอนส่งซ่อมแล้วว่าให้ระวังรอยนิ้วมือหน่อย แสดงว่าที่บ่นไปที่ศูนย์ครั้งก่อนไม่ได้มีการปรับปรุงการทำงานอะไรเลย

อาทิตย์ก่อนมี Call Center ของ Samsung โทรมาสอบถามความพึงพอใจของการเข้ารับบริการ ก็เลยเล่าปัญหาของศูนย์และช่างไป วันรุ่นขึ้นศูนย์ที่โคราชโทรกลับมาขอโทษเรื่องการบริการนะ

แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าถ้าได้เครื่องกลับมาคงจะขายทิ้งเลย ไม่อยากใช้ต่อแล้วซ่อมมาแบบเดิมก็คงจะพังแบบเดิมอีกหล่ะ แค่จะมีอาการเมื่อไหร่แค่นั้น ขายตอนนี้ดีกว่าขายทีหลังแล้วไม่ได้ราคา เครื่องใหม่ตอนนี้ก็ข้ามไป Iphone X ก่อน ถึงไม่ดีเท่า Note9 ก็ยังสบายใจกว่า ตอนนี้ยังระแวงกับ Samsung อยู่ (ทั้งเครื่องและศูนย์บริการ) จะซื้อรุ่นอื่นก็รู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ ลาก่อน Samsung สำหรับตอนนี้ทำใจพร้อมเมื่อไหร่จะกลับไปใช้อีกแล้วกัน

#Note9 #SamsungGalaxyNote9 #CameraBuzzing #โน๊ต9 #ซัมซุง #กล้องสั่น #กล้องพัง #ปัญหาม่านรูรับแสง #ปัญหากล้อง

Blog: วันที่ 26 ส.ค 61 เล่าเรื่อง Samsung Galaxy Note9 และการใช้งาน

วันนี้จะมาเล่าเเรื่อง Samsung Galaxy Note9 โทรศัพท์เครื่องใหม่ กดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันแรกเลย วันที่ 10 ส.ค. 61 เลือกที่จะเปลี่ยนจาก Note8 มาเป็น Note9 ก็เพราะได้ความจุ 512GB ในราคาเครื่องความจุ 128GB นี่แหละ Note8 ตัวเดิมที่ซื้อมาเป็นตัว 64GB แล้วใส่การ์ด 128GB ที่เหลือใช้งานแค่ 20GB กะว่าจะซื้อการ์ดใหม่สัก 256GB อยู่พอดี เพราะเป็นคนชอบเก็บรูปจากเครื่องเก่าเก็บไฟล์งานเอาไว้กับตัวตลอดเวลา ก็เลยใช้ความจำเยอะไปหน่อย คิดว่าถ้าได้เครื่อง 512GB แล้วก็จะสามารถใช้งาน 2Sim ได้ไม่ต้องพกโทรศัพท์อีกเครื่องแล้ว นี่แหละเหตุผลที่มีเหตุผล ส่วนเหตุผลหลักๆ ที่ไม่มีเหตุผลก็เพราะความอยากได้ไง

อีกครั้งกับการพรีออเดอร์โทรศัพท์ใหม่ที่มีเรื่องให้ติดตามเหมือนตอนพรีออเดอร์ Note7 คือ บางคนได้รับเครื่องก่อนวันที่จะได้รับจริงไง มันเกิดขึ้นอีกแล้วครั้งนี้ มีคนที่พรีออเดอร์ Note9 ได้รับเครื่องก่อน 1 วัน ที่ทำให้รำคาญใจคือคนที่ได้นี่พรีวันหลังๆ และอยู่ต่างจังหวัดที่ไกลๆ อีกแนะ นั่นแหละเรื่องที่ทำให้ติดตาม ทำให้วันที่ 21 ส.ค. 61 คอยเฝ้ามองรถส่งของตลอดทั้งวัน คิดว่าเผื่อจะมีโชคด้านนี้บ้าง สรุปแล้วก็ไม่มี จนวันที่ 22 ส.ค. 61 วันที่รับเครื่องได้รับจากคนส่งของประมาณ 11.00 น. ก็ได้รับพัสดุจาก Kerry และได้รู้ว่าจริงๆ พนักงานคนนี้แหละกำลังจะมาส่งกล่องนี้ให้เราเมื่อวาน แต่ทางศูนย์ใหญ่โทรแจ้งพนักงานส่งของให้เก็บกลับไปทั้งหมดเลยไม่ได้ส่งให้ก่อนวันรับจริง เค้าบอกว่ากำลังจะเลี้ยวเข้ามาในออฟฟิตแล้วอีกนีดเดียว 555 คนไม่มีโชคก็ไม่มีโชคจริงๆ แต่ก็นะเป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้คิดมากได้จริงๆ

ในเมื่อได้มาแล้วก็จะมาเล่าเรื่องที่น่าจะมีคนสนใจอยากรู้ว่ามันต่างจาก Note8 อย่างไร บอกตรงๆ ว่ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ถ้าคนไม่สนใจเรื่องระบบข้างในมากก็ไม่สังเกตว่ามันต่างกันเลย จุดที่ต่างกันและเห็นได้ชัดคือชื่อรุ่น การออกแบบกล้องหลัง ตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสีของตัวเครื่องเท่านั้นที่มองเห็นแล้วบอกได้ว่านี่คือ Note9 นะ จากการได้รับเครื่องและใช้งานมาเกือบอาทิตย์จะเล่าความต่างที่เจอได้เป็นข้อๆ ข้างล้างนี้

  • ในกล่องไม่มีตัวแปลง Micro USB to USB C ให้แล้ว

  • หัวปากกาสำหรับเปลี่ยน S-Pen มีแค่ 2 หัว จากปกติจะมีให้หลายหัวมาก

  • เคสที่แถมเป็นเคส TPU แบบนิ่ม ไม่ใช่เคสพลาสติกแข็งราคาแพงแล้ว

  • จอภาพของ Note9 ดูสวย สีอิ่มกว่า Note8 อย่างเห็นได้ชัด แม้ใช้งานในที่ร่มที่จอสว่างน้อยลงเห็นได้เลยว่าสีอิ่มสวยไม่จืด

  • ตัวซอฟต์แวร์ Note9 รู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่จิ้มว่ามันเร็วขึ้นมาก แต่ใช้งานไปสักพักไม่รู้จะหน่วงไหม ตอน Note8 ก็รู้สึกว่าเร็ว แต่ตอนนี้มันช้าๆ หน่วงๆ

  • เรื่อง Ram ที่เยอะขึ้นเป็น 8GB ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกพิเศษอะไรเพราะเปิดปิดโปรแกรมใช้งานปกติเหมือนตอนใช้ Note8 ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

  • กล้องหลังยังคงถ่ายได้สวยงามเหมือน Note8 แค่รู้สึกว่าซอฟต์แวร์มันปรับภาพให้คมชัดพิลึกไปหน่อย

  • ลำโพงเป็นแบบ 2 ลำโพง เปิดเพลงหรือดูวีดีโอ ไม่ต้องเปิดเสียงดังๆ เอามือป้องลำโพงฟังเสียงแล้ว เสียงที่ได้เสียงดีมีมิติโอเคเลยสำหรับลำโพงมือถือ

  • สแกนม่านตารู้สึกว่าดีขึ้นไม่เหมือน Note8 ที่บางอารมณ์ก็แสกนได้ไม่ได้บ้าง

  • S-PEN ที่ใช้เป็นรีโมทถ่ายรูปได้ และปรับใช้งานกับโปรแกรมอื่นๆ ได้เช่นกัน

  • แบตเตอร์รี่ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 4000mAh จากเดิม 3300 mAh จากการใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะอึดขึ้นมากเท่าไหร่เลย หมดวันเหลือพอๆ กับตอนใช้ Note8 หลังเลิกงานถ้าแวะห้างกินอาหารถ่ายรูปใช้งานอื่นๆ กลัวจะหมดกลางคันเอา ถ้าเอาให้ชัวร์ก็ต้องชาร์จไฟก่อนกลับบ้านละ สรุปแล้วเหมือน Note8 นะการใช้งานแบต // Update: ตอนนี้รู้สึกว่าใช้งานแบตของ Note9 ได้อึดขึ้นมากอย่างที่สามารถรู้สึกได้เลย ที่เป็นแบบนี้ก็คงเพราะต้องให้ระบบของเครื่องเรียนรู้การใช้งานของเราไปสักพักก่อนแล้วตัวซอฟต์แวร์ของเครื่องจะจัดการการใช้พลังงานให้เราเอง อย่างปิดแอ๊ปที่เราไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ปิดระบบบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้จนสามารถทำให้แบตเหลือกลับบ้านในแต่ละวันมากกว่า 40%+ แล้ว

ข้อสังเกต

  • การปลดล็อคเครื่องแบบ Intelligent Scan ที่ใช้การตรวจใบหน้าและม่านตานั้น ไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรคือลองหลับตาแล้วกดเปิดจอเพื่อปลดล็อค ก็สามารถปลดล็อคได้เฉยๆ นี่แหละ อย่างนั้นถ้ามีคนเอา Note9 เราเปิดจ่อหน้าตอนเราเผลอ หรือหลับก็สามารถปลดดล็อคได้อย่างง่ายๆ เลย เพราะเครื่องจับม่านตาไม่ได้ก็จับรูปหน้าเราแทนนั่นเอง

(ทั้งหมดเป็นความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลนะครับ)