เล่าเรื่องการใช้งาน Samsung Galaxy Buds กับ Galaxy Note 9

คิดไว้ว่าจะไม่ซื้อนะพวกหูฟังไร้สายอะไรแบบนี้ คิดว่ามันคงใช้งานได้ไม่นานเพราะแบตเตอรี่ส่วนใหญ่อยู่ได้แค่ 6-7 ชม. แต่ด้วยความรำคาญสายยาวๆ ของหูฟังเวลาใช้งาน ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้าร้อนด้วยเหงื่อออกตัวเหนียว สายมันพันคอ พันแขน เกี่ยวหู เกี่ยวกระเป๋า แถมยังพันกันเองอีก น่ารำคาญใช้ได้เลย แบบนี้ละเลยเป็นเหตุผลหลักๆ ที่จะหาหูฟังไร้สายมาใช้

เริ่มแรกจากการหาหูฟังยี่ห้อดีๆ ราคาไม่แพงมาลองใช้งานดู ได้มาเป็น JBL T110BT ก็ไม่เชิงเป็นหูฟังไร้สายเพราะสายมันก็ยังมีอยู่แค่สายสั้นขึ้น แค่ไม่มีอะไรห้อยออกจากมือถือเราแล้ว ลองใช้มา 2 เดือน มันก็เข้าท่าอยู่เสียงก็ดีแต่ดีไม่เหมือนหูฟังแบบมีสายนะ เสียงที่ได้มันออกแห้งๆ ไม่อิ่มแต่ใช้ไปเรื่อยๆ ให้ลืมเสียงแบบเดิมๆ ก็โอเคแล้ว ข้อเสียของมันที่ทำให้หันไปหา Galaxy Buds คือสายของหูฟังนี่แหละสายมันหนาและแข็งหน่อยเวลาใช้งานมันห้อยเด้งออกไปจากตัวเรามากมายเดินอยู่สายก็เด้งตาม เวลามีลมพัดมาก็จะเป็นเสียงลมผ่านสายเข้าตัวหูฟังอีกด้วย

มาถึงตอนซื้อ Galaxy Buds ตอนแรกจะไปซื้อที่ Samsung Shop แต่เปิดดู Shopee แล้วเห็นว่าใส่ CODE รับ Shopee Coins 10% เลยซื้อผ่าน Shopee แทน ได้ Shopee Coins ตั้ง 400 กว่าแนะ ตอนเข้าไปดูเหลือสีดำ สีขาว อยากได้สีเหลืองนะ แต่ไม่มีสีเหลือง เลยเอาสีดำ เหลืออันสุดท้ายแล้ว

การใช้งานครั้งแรกเรียกว่าง่ายมาก ตัวหูฟังชาร์ตเต็มมาตั้งแต่อยู่ในกล่องแล้วชาร์จเพิ่มแค่กล่องเก็บ เปิดฝากล่องหูฟังปุ๊บ เครื่อง Note9 ก็เด้งขึ้นให้เชื่อมต่อเลยง่ายมากๆ เอาตัวหูฟังใส่หูครั้งแรกก็งงหน่อย หมุนไปหมุนมาก็ใส่ได้แต่มันแน่นดันหูเจ็บเลยละ แต่เสียงที่ได้เรียกว่าดีเลยทีเดียว ลองเปลี่ยนจุกยางหูฟังให้เล็กลง กับเปลี่ยนเอายางปีกของหูฟังออก ก็ใส่ได้สบายไม่เจ็บหูแล้วแถมกระชับเสียงชัดเจนขึ้นด้วย กล่องเก็บหูฟังชาร์จไฟด้วยสาย USB-C สามารถชาร์จไร้สายได้ด้วย

การฟังเพลงจาก Galaxy Note 9 นั้นเรียกว่าค่อนข้างชัดเจน ค่อนข้างลื่นไหลดี เปลี่ยนเพลงได้เร็วกว่า JBL ที่เคยใช้ กดฟังชั่้นง่ายๆ แค่สัมผัสที่ตัวหูฟังเท่านั้น เสียงตัวหูฟังก็ให้เสียงที่ดี อิ่ม เบสแน่นใช้ได้ ยิ่งเปิดปรับเสียงเป็น Dynamic ในแอป Galaxy Wearable แล้วเสียงอิ่มแน่นขึ้นกว่าเดิมอีก

ข้อสังเกตที่มีกับการใช้งาน Galaxy Buds นั้นน่าจะเป็นตัวหูฟังมีอาการเสียงกระตุกแบบสัญญาณแกว่งบ้าง ก็ประมาณ 1-2 ครั้งตลอดการใช้งานประมาณ 1 ชม. ที่คิดว่าเป็นกับตัว Galaxy Buds ก็เพราะมีการเสียงกระตุกแบบซิงค์สัญญาณเสียงหูฟังข้างซ้ายไปข้างขวาแบบต่อเนื่องแป๊บๆ แบบนี้แหละ แต่ก็พอรับได้แค่ตกใจเวลามันกระตุกนิดหน่อย การใช้งานตามสเป็คใช้งานได้ 6 ชม ถ้าหูฟังชาร์จเต็มอยู่แล้ว กล่องเก็บไฟเต็ม ก็ชาร์จไฟเพิ่มได้อีก 2 ครั้ง ก็ประมาณ 12+ ชั่วโมง ประมาณนี้ โอเคเลย

จริงๆ ฟังเพลงเสียงกระตุกนี้เป็นอยู่แล้วกับ Samsung Galaxy Note 9 นะ ใครเจอปัญหานี้บ้าง ส่วนตัวเจอปัญหานี้มาตั้งแต่เครื่อง Note 9 512GB เครื่องแรกที่สั่งจองมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนแรกคิดว่าเสียที่เครื่องเรา พอมาซื้อ Note 9 128GB เครื่องใหม่นี้มาใช้ก็ยังเจอปัญหาฟังเพลงแล้วเสียงกระตุกอยู่ เลยคิดว่าเป็นที่ตัว Note 9 เองแล้วละอาการนี้ อาการกระตุกของเพลงจะเป็นแบบเหมือนเสียงมันเงียบหายไปแป๊บนึงแบบซีดีตกร่อง เพียงแต่มันไม่กระตุกต่อเนื่องเป็นแค่สัญญาณสั่นมากๆ เกิดขึ้นก็บ่อยนะ เพลงนึงเกิด 2 ครั้ง บางทีสองสามเพลงก็เกิดครั้ง – 2 ครั้ง ประมาณนี้ อาการนี้ไม่รู้จะแก้ตรงไหนก็เป็นมาทั้ง 2 เครื่องที่เคยใช้ แอปที่ใช้เล่นเพลงคือ Samsung Music ลองเปลี่ยนแอปเล่นเพลงแล้วก็ยังเกิดอาการนี้อยู่คงเกิดจากตัวเครื่อง Note 9 เองแล้วละ ตอนนี้ก็เลยแค่ทำใจไปเท่านั้น

ปัญหาหลักๆ ที่เกิดเวลาใช้งานก็มีแค่เสียงกระตุกตอนซิงค์สัญญาณหูฟัง กับเสียงกระตุกจากตัว Note 9 เองนี่แหละ ยิ่งมาเกิด 2 อย่างพร้อมๆ กันแล้วมันส์เลยทีเดียว อย่างอื่นก็ดีมากๆ ใช้งานได้ไร้สายจริงๆ รู้สึกอิสระสุดๆ ใครสนใจหูฟังแนวนี้และตั้งใจจะซื้อจริงๆ แล้ว ยิ่งใช้ Samsung Galaxy อยู่แล้ว ไม่อยากลังเลกับหูฟังไร้สายไม่มียี่ห้อ แนะนำ Galaxy Buds ตัวนี้เลย ราคากำลังดี 4,990.- เท่านั้น สำหรับผมถือว่าลงตัวเลยละ

#Samsung #GalaxyBuds #GalaxyNote9 #หูฟังไร้สาย #Note9เสียงกระตุก #ปัญหาnote9เล่นเพลงเสียงกระตุก
Advertisements

Blog: วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ลองใช้เคส Rhinoshield SolidSuit Carbon Fiber

Rhinoshield SolidSuit Samsung Galaxy Note 9 – Carbon Fiber ราคา 1,190 บาท

Rhinoshield ชื่อนี้รู้สึกว่าจะเคยลองซื้อมาใช้เป็นตัว RhinoShield CrashGuard Bumper Case ที่เป็น Bumper เฉพาะขอบของเครื่องแต่รู้สึกว่าจะมีปัญหาเรื่องปุ่มกดมันแข็งมากเลยไม่ได้ใช่ต่อ แต่คราวนี้มาเป็นเคสเต็มรูปแบบเป็นเคสกันกระแทก แถมหน้าตาดูดีด้วยรุ่นที่ซื้อมาจะเป็นรุ่น SolidSuit ลาย Carbon Fiber เป็นเคสที่มีชื่อเสียงเรื่องการกันกระแตกเวลาตกจากความสูงมากๆ ได้ดี เพราะวัสดุที่ทางแบรนด์คิดค้นขึ้นและลายหกเหลี่ยมรังผึ้งด้านในที่ช่วยซับแรงกระแทก แต่จริงๆ แล้วเรื่องคุณสมบัติพวกนั้นไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะเป็นคนใช้มือถือระวังมากไม่เคยทำตกเลยสักครั้ง เวลาซื้อเคสตอนนี้ก็คิดแค่ว่าใส่แล้วสวย ใส่แล้วไม่น่ารำคาญไม่ต้องมาระวังเคสหลุดเคสยืด ระวังฝุ่นเข้าไปทำให้ดูแล้วไม่สวยมากกว่า ดังนั้นไม่ต้องรอการทดสอบดรอปเทสอะไรนะครับ

ตัวเคสเป็นวัสดุคล้ายยางผสมพลาสติกมีความแข็งและนุ่ม ยืดหยุ่นได้นิดเดียวพอให้ใส่กับตัวเครื่องได้ ผิวสัมผัสของวัสดุรอบตัวเคสเป็นผิวสัมผัสนุ่มลื่น ไม่ใช่ลื่นหลุดมือนะ ไม่เหนียวแบบเคส TPU เป็นวัสดุที่ดูคุณภาพดีเลย ด้านหลังเป็นลาย Carbon Fiber ที่ให้ผิวสัมผัสลื่นคล้ายพวกสติกเกอร์ไวนิลลาย Carbon Fiber แต่ไม่ได้ลื่นแบบนั้นซะทีเดียวเพราะของ Rhinoshield มันให้ผิวสัมผัสติดนิ้วค่อนข้างใช้ได้ และมีความนุ่มหยุ่นหน่อยๆ  ด้วย ช่องตัดสำหรับปุ่มกด ช่องเชื่อมต่อต่างๆ ถูกเจาะไว้อย่างพอดีมาก สวยงาม กว้างไม่มากจนน่าเกลียด  เรียกว่าเคสของ Rhinoshield ตัวนี้มันเนี๊ยบมากจริงๆ

พอใส่เข้ากับเครื่องแล้วมันเพิ่มความหนากับความกว้างให้กับตัวเครื่องพอสมควร แต่ก็ทำให้จับเครื่องได้ถนัดมือมากขึ้นด้วย  ปุ่มกดทุกปุ่มสามารถกดได้ง่าย ช่องต่างๆ อยู่ในตำแหน่งพอดี ผิวสัมผัสด้านหลังเหมือนจะทำให้ลื่นหลุดมือ แต่ก็ติดนิ้วอยู่ ความรู้สึกเมื่อใส่เคสนั้นรู้สึกว่ามันมั่นคงไม่รู้สึกว่าขอบส่วนใดจะย้วยออกมา ลองดันขอบแต่ละด้านดูก็แข็งแรงคงรูปมาก แอบคิดว่าตอนถอดออกคงจะลำบากพอดู สรุปใส่แล้วหล่อ จับแล้วให้ความรู้สึกดี เคสคงรูปไม่ยืดถูกใจมาก ใครชอบเคสแบบนี้แนะนำให้ลองใช้ดู

Blog: เล่าประสบการณ์เข้าศูนย์บริการ Samsung ซ่อมกล้อง Note 9

จากเรื่องปัญหากล้องซูมมีอาการสั่นตลอดเวลาทำให้ถ่ายรูปไม่ได้นั้น ได้เอาเครื่อง Note 9 เข้าศูนย์บริการเพื่อซ่อมอาการกล้องสั่น และตอนนี้ก็ได้เครื่องกลับมาแล้วเลยจะมาเล่าประสบการณ์การเข้าศูนย์บริการในครั้งนี้

โดยได้นำเครื่องเข้าศูนย์บริการวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จนวันที่ 16 ตุลาคม 2561 โทรไปถามศูนย์บริการเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสั่งอะไหล่แล้วจะทำการเปลี่ยนแล้วเสร็จในวันที่ 17 ตุลาคม ไม่เกินบ่ายสามโมงเย็น วันที่ 17 ตุลาคม 2561 ช่วงเย็นก็ได้ไปรับเครื่องคืนน ช่างได้แจ้งว่าปัญหากล้องซูมสั่นนั้นเกิดจากตัวกล้องเอง ไม่ได้เกิดจากซอฟต์แวร์หรือเมนบอร์ด ได้ทำการสั่งอะไหล่ซึ่งก็คือกล้องตัวซูม มาทำการเปลี่ยน ช่างได้ทดสอบดูแล้วปกติดีไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งก็เป็นอย่างที่ช่างบอกเพราะปัญหานั้นได้หายไป (รึว่ายังไม่ออกอาการอีกครั้ง 555) พนักงานแจ้งว่าช่างได้ดำเนินการปิดฝาหลังโดยใช้กาวแผ่นใหม่ ทดสอบระบบในเครื่อง และการกันน้ำว่าเป็นปกติดี

คราวนี้มาดูตัวเครื่องหลังจากการให้ช่างเปิดฝาหลังซ่อมกันว่าจะมีสภาพเป็นอย่างไร สังเกตรอบตัวเครื่องแล้วว่าไม่มีรอยอะไรผิดปกติ สีก็ไม่ได้ลอก ฝาหลังก็เรียบร้อยปกติดี เรียกว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยงานเนี๊ยบมาก แต่มาสะดุดตรงที่กล้องหลักนี่แหละมันเอียงตกลงมากว่าเดิม ดูยังไงก็เอียงมาก จนดูพิลึก มีรอยขูดนิดหน่อยที่หน้าจอเป็นแนวยาวแต่ดีที่ติดฟิล์มใสไว้ แต่ที่สังเกตยากแต่ก็ดันไปเห็นนี่ก็คือ มันมีรอยนิ้วมืออยู่ข้างใต้กระจกตรงช่องเซ็นเซอร์วัดรอยนิ้วมืออยู่ เท่านั้นแหละหัวใจหล่นไปที่พื้นเลย 555 เกือบจะเนียบแล้วเชียวออกจาศูนย์ครั้งนี้

วันรุ่งขึ้น (วันที่ 18 ตุลาคม 2561) เลยติดต่อไปที่ศูนย์อีกครั้งนึงว่าเกิดอะไรขึ้น ทางศูนย์เลยแจ้งว่าให้นำเครื่องกลับมาที่ศูนย์บริการอีกครั้งนึงจะตรวจสอบและแก้ไขให้ ก็เลยเข้าไปที่ศูนย์บริการตอนนั้นเลย และแจ้งพนักงานไปด้วยว่ากล้องมันเบี้ยวกว่าเดิมมากเลย ให้ช่างดูให้หน่อย พนักงานก็เอาเครื่องเข้าไปให้ช่างตรวจสักพักก็ออกมาแจ้งว่าจะดำเนินการทำความสะอาดรอยนิ้วมือ และจะลองขยับกล้องดูว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงที่สุดหรือไม่ให้อีกครั้ง และให้เรากลับมารับเครื่องคืนตอนช่วงห้างโมงเย็น เราก็กลับไปรับเครื่องตอนห้าโมงเย็นกว่าจะไปถึงฝนดันมาตกหนักอีก พนักงานแจ้งว่าได้ทำความสะอาด และได้ลองขยับกล้องดูแล้วก็เห็นว่ามันมีช่องว่างมากนิดนึงเลยดำเนินการขยับและปรับกล้องให้เป็นเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งก็จริงอย่างว่ากล้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมที่ตัวเลนส์มันเอียงหน่อยๆ อยู่แล้ว ส่วนรอยนิ้วมือก็ได้ทำความสะอาดแล้ว (ถึงจะมีรอยมัวนิดนึงอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าโอเคแล้วรับได้) และแจ้งอีกว่ากาวซีลฝาหลังก็ได้ทำการใช้กาวซีลแผ่นใหม่ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องกันน้ำ และได้ขอโทษเราอีกครั้งนึง

สรุปแล้วได้เข้าศูนย์บริการไปจัดการถึง 2 ครั้ง แต่ก็ได้ความสบายใจกลับมา และอยากบอกว่าพนักงานของศูนย์บริการนี้ดีมาก ให้บริการดี  พูดจาดีมากๆ ไม่น่ากลัวเหมือนที่บ่นๆ กันในกระทู้เว็บดังๆ เลย

ศูนย์บริการที่ได้นำเครื่องไปใช้บริการครั้งนี้คือ ศูนย์บริการ Samsung จังหวัดนครราชสีมา แพลตินั่ม บ้านเกาะ

Update: 3 กุมภาพันธ์ 2562  – อาการมันยังไม่หายไปมันกลับมาเป็นใหม่

หลังจากได้เอาเข้าศูนย์ไปซ่อมครั้งก่อนที่โพส Blog: เล่าประสบการณ์เข้าศูนย์บริการ Samsung ซ่อมกล้อง Note 9 ได้เครื่องกลับมาใช้งานประมาณ 1 เดือน อาการกล้องสั่นแบบเดิมๆ ก็วนกลับมาเป็นอีกครั้งคือ แรกๆ เวลากดซูม 2x จะรู้สึกได้ว่าตัวกล้องมันสั่นแรงจนรู้สึกได้ จนหลายๆ ครั้งก็เกิดอาการกล้องสั่นเวลาซูมเหมือนเดิม จนได้เอาเครื่องไปเข้าศูนย์อีกครั้งช่วงกลางเดือนมกราคม 62 นี้ แจ้งอาการไปกับพนักงาน พนักงานก็เอาเข้าไปให้ช่างดูสักพักก็กลับออกมาบอกว่า “อาการนี้จะดำเนินการเปลี่ยนกล้องใหม่ให้” เปลี่ยนใหม่อีกแล้ว! เราก็ตกลงให้เปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้แจ้งว่ารออะไหล่นานหน่อยประมาณ 1 อาทิตย์ ประมาณวันที่ 20 ม.ค. 62 จะมีอะไหล่เข้ามา วันทำการสามารถเปลี่ยนอะไหล่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก็รับเครื่องกลับได้เลย เราก็โอเคทิ้งเครื่องไว้ที่ศูนย์

รอจนวันที่ 21 ม.ค. 62 เพราะวันที่ 20 เป็นวันอาทิตย์ ทางศูนย์ก็ไม่โทรมาแจ้งอะไร วันที่ 22 ม.ค. ยังเงียบ วันที่ 23 ม.ค. 62 โทรเข้าไปศูนย์เองเลยตอนเช้า ติดต่อยากมาก พอติดแล้วก็ถามเลยว่าเครื่องเราเปลี่ยนอะไหล่เสร็จรึยัง พนักงานก็หายไปสักพักใหญ่ กลับมาก็บอกว่าวันนี้จะทำการเปลี่ยนอะไหล่ให้ตอนบ่ายสามให้มารับเครื่องได้เลย แล้วเราก็วางสายไป แสดงว่าอะไหล่มาแล้วแต่ไม่ได้เปลี่ยนให้นะสิ บ่ายโมงกว่าๆ ก็มี SMS แจ้งว่าซ่อมเครื่องเสร็จแล้ว เราก็เข้าไปรับไปถึงกดบัตรคิวนั่งรอ จนได้เจอพนักงานยื่นเรื่องปกติ พนักงานบอกว่าเครื่องยังไม่ได้เทสให้รอเทสเครื่อง 5 รึ 10 นาทีที่แหละ พอได้เครื่องมาก็ให้เราเช็คเครื่อง เราก็นั่งเช็คสักพัก เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ไปนั่งเช็คที่เก้าอี้รอด้านหลัง อ้าวไหนบอกว่าให้เช็คแล้วจะรีบเรียกคิวต่อไปทำไมละ เราดูแล้วก็เรียบร้อยดีตอนนั้นเลยกลับ

พอกลับมาก็มาตรวจเครื่องอีกครั้งก็เจอว่ามีรอยนิ้วมืออยู่ใต้กระจกตรงเซ็นเซอร์วัดหัวใจอีกแล้ว นี่ขนาดบอกตอนส่งซ่อมแล้วว่าให้ระวังรอยนิ้วมือหน่อย แสดงว่าที่บ่นไปที่ศูนย์ครั้งก่อนไม่ได้มีการปรับปรุงการทำงานอะไรเลย

อาทิตย์ก่อนมี Call Center ของ Samsung โทรมาสอบถามความพึงพอใจของการเข้ารับบริการ ก็เลยเล่าปัญหาของศูนย์และช่างไป วันรุ่นขึ้นศูนย์ที่โคราชโทรกลับมาขอโทษเรื่องการบริการนะ

แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าถ้าได้เครื่องกลับมาคงจะขายทิ้งเลย ไม่อยากใช้ต่อแล้วซ่อมมาแบบเดิมก็คงจะพังแบบเดิมอีกหล่ะ แค่จะมีอาการเมื่อไหร่แค่นั้น ขายตอนนี้ดีกว่าขายทีหลังแล้วไม่ได้ราคา เครื่องใหม่ตอนนี้ก็ข้ามไป Iphone X ก่อน ถึงไม่ดีเท่า Note9 ก็ยังสบายใจกว่า ตอนนี้ยังระแวงกับ Samsung อยู่ (ทั้งเครื่องและศูนย์บริการ) จะซื้อรุ่นอื่นก็รู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ ลาก่อน Samsung สำหรับตอนนี้ทำใจพร้อมเมื่อไหร่จะกลับไปใช้อีกแล้วกัน

#Note9 #SamsungGalaxyNote9 #CameraBuzzing #โน๊ต9 #ซัมซุง #กล้องสั่น #กล้องพัง #ปัญหาม่านรูรับแสง #ปัญหากล้อง

Blog: วันที่ 10 ตุลาคม 2561 บ่นเรื่องปัญหาการซูม 2x ของกล้อง Samsung Galaxy Note 9

วันนี้จะมาเล่าเรื่องปัญหากล้องถ่ายรูปของ Samsung Galaxy Note 9 มีปัญหาสั่นรุนแรง สั่นมีเสียงดัง เวลากดซูม 2x และถ่ายภาพไม่ได้เพราะกล้องไม่ยอมโฟกัส หรือถ่ายภาพแล้วภาพสั่นเป็นคลื่น

ปัญหานี้เพิ่งเจอกับเครื่องของตัวเองเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน เพราะเป็นช่วงที่ไปทำงานนอกสถานที่และใช้ Note 9 ถ่ายรูปเยอะกว่าปกติ อาการคือเปิดกล้องถ่ายรูปขึ้นมา และกดปุ่มซูม 2x ภาพก็จะสั่นรัวๆ เป็นคลื่นไปทั้งภาพ บางครั้งก็กดถ่ายได้ บางครั้งก็กดถ่ายไม่ได้เพราะมันไม่โฟกัส การสั่นนี้สังเกตว่าจะสั่นและมีเสียงดัง เหมือนระบบสั่นของเครื่อง แต่มันสั่นช่วงบนคือช่วงของกล้อง ไม่ใช่สั่นช่วงล่างของเครื่องที่มีระบบสั่นปกติอยู่

ได้ค้นดูใน Internet ก็มีคนที่เกิดอาการเดียวกันอยู่พอสมควรในต่างประเทศ ในประเทศไทยไม่ยังค้นไม่เจอว่ามีใครเจอไหม ซึ่งในต่างประเทศก็มีการแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ แต่ก็ไม่มีวิธีการแก้ไขให้หายได้จริง มีทั้งรีเซ็ตเครื่อง ลบข้อมูลตั้งค่าของกล้อง ก็ไม่ได้แก้ปัญหา

ช่วงที่เจอนั้นแรกๆ จะมีอาการตอนที่ถ่ายภาพในสถานที่ที่มีแสดงสว่างจ้ามากๆ แล้วกดซูม 2x ก็จะเป็น เวลาถ่ายในร่มหรือสถานที่แสดงน้อยจะไม่เป็นอะไร แต่หลังจากที่ได้มีการอัพเดทความปลอดภัยเดือน ก.ย. ที่มีการปรับปรุงกล้องเข้ามาด้วยแล้ว ตอนแรกคิดว่าน่าจะมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ด้วย แต่กลับเป็นว่าทำให้อาคารนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม และเป็นทุกสภาพแสง ก็ตัดปัจจัยเรื่องแสง และตัวซอฟต์แวร์ ที่อาจจะมีปัญหาได้ไปอีกหนึ่งข้อ

มันน่ารำคาญตรงที่เวลาเราลองกล้องกดไปกดมามันไม่เกิดอาการ อาการมันจะเกิดตอนเวลาต้องการจะถ่ายรูปจริงๆ หรือตอนต้องการใช้งานด่วนจริงๆ มันจะเกิดอาการนี่สิ น่ารำคาญมาก

ถามว่าได้สอบถาม Samsung TH หรือยัง เบื้องต้นก็ได้โพสและทักไปถามใน Twitter แล้ว ก็ได้คำตอบตามปกติคือให้ลบข้อมูลของแอ๊ปตัวกล้อง ให้รีเซ็ตการตั้งค่าของกล้อง พอเราบอกว่าทำไปแล้ว ก็แนะนำให้เอาเครื่องไปให้เช็คเหมือนเคสอื่นๆ ใจจริงก็อยากจะเอาไปให้เช็คนะ แต่มันแน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเกิดเป็นปัญหาฮาร์ดแวร์มันพังจริง ทาง Samsung TH ต้องไม่เปลี่ยนเครื่องให้ใหม่แน่ๆ คงจะเปลี่ยนอะไหล่ให้มากกว่า คิดถึงเรื่องเอาเข้าศูนย์ก็เหนื่อย ที่แน่ๆ เลย ไม่รู้อะไรพังไม่พัง ศูนย์ต้องลงเฟิร์มแวร์ใหม่อย่างแรกแล้วมาดูอาการ แล้วถ้ามันหายก็ต้องมานั่งลงข้อมูลใหม่อีก นี่ซื้อเครื่องความจุ 512GB นะ กะเอาสมบัติยัดใส่ไว้ขนาดนั้นนึงถึงตอนเอาข้อมูลใส่ลงไปใหม่สิ แต่ถ้าอาการมันยังอยู่ก็คงจะเปลี่ยนกล้องใหม่นี่แหละสยองศูนย์เขาไม่สนใจหรอกว่าจะทำเครื่องเราเป็นรอยในระหว่างซ่อมไหม แล้วเรื่องอะไรเราจะให้เขามาเปิดเครื่องเราที่เราดูแลมาอย่างดีละ มันต้องมีรอยแงะเปิดฝาหลัง อาจจะมีรอยขูดฟิล์มสีของเครื่องบ้างละ ทำใจไม่ได้

คิดว่าจะใช้ให้กล้องมันพังไปจริงๆ ซะก่อนค่อยเอาไปเข้าศูนย์ ไปซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ ถึงตอนนั้นคงใช้งานไปเกือบหมดประกันแล้ว อาจะไม่เสียดายเท่าไหร่

เมื่อวานนี้ได้ทำการ Factory Data Reset ลบข้อมูลทั้งหมดในเครื่องไปทั้งหมด เพื่อให้มันหายคาใจว่าปัญหานี้จะหายไปหรือไม่ สรุปแล้ว มันก็ยังเกิดปัญหานี้อยู่ คลิปวีดีโอด้านล่างคืออาการที่เกิดขึ้นตอนกดซูม 2x เพิ่งถ่ายวันนี้เลย หลังจากรีเซ็ตเครื่องไปรู้สึกว่าจะเป็นตลอดทั้งภาพนิ่ง และตอนถ่ายวีดีโอ

ความคิดตอนนี้คือ จะใช้มันไปอย่างนี้จะดีหรือ เครื่องนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ ใช้ได้ไม่ครบทุกอย่างเนี่ยนะ เลยว่าจะเอาเข้าศูนย์ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปช่วงอาทิตย์หน้านี้ ขอให้ผ่านงานยุ่งๆ ไปก่อนเดี๋ยวไม่มีถ่ายรูปตอนทำงานเพราะว่ากล้องมันถ่ายภาพสวยดีจริงๆ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงจะมาเขียนเล่าให้ฟังใหม่คราวหน้า

Update: 3 กุมภาพันธ์ 2562 อาการได้กลับมาเป็นอีกหลังจากเข้าศูนย์ Samsung เปลี่ยนชุดกล้องใหม่ ถึงเปลี่ยนกล้องใหม่อาการก็ยังเป็นอยู่นะ อ่านอัพเดทได้ที่โพสเก่า Blog: เล่าประสบการณ์เข้าศูนย์บริการ Samsung ซ่อมกล้อง Note 9 

ข้อมูลของเครื่องที่ใช้

SM-N960F/DS — 512GB — Color: Ocean Blue — 2018.07.27

กระทู้คุยเรื่องปัญหาจากเว็บต่างประเทศ

Note 9 camera buzzing vibrating on 2x zoom

Note 9 Buzzing sound when Zooming Camera

Note 9 Camera Buzz/Blur

#Note9 #SamsungGalaxyNote9 #CameraBuzzing #โน๊ต9 #ซัมซุง #กล้องสั่น #กล้องพัง #ปัญหาม่านรูรับแสง #ปัญหากล้อง

Blog: วันที่ 25 กันยายน 2561 เล่าเรื่องหาซื้อเคสเหมาะๆ ให้ Note 9

สวัสดีบล็อก! ถึงเวลาแล้วที่จะมาเล่าเรื่องเคส Samsung Galaxy Note 9 พูดถึงเคสจะว่าไปมันก็เป็นเหมือนอะไรสักอย่างที่ไม่สำคัญแต่ก็อยากจะได้มันให้ได้ จากคิดไว้ว่าจะไม่ซื้อหรอก ไม่ใช่หรอก ซื้อแค่อันเดียวนี่แหละ แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จเลย มันงอกออกมาอีกทีละ 1 อัน ทีละ 1 แบบ ไปเรื่อยๆ จนวันนึงก็คิดมาได้ว่า “ต้องพอแล้วละกับเคสมือถือเครื่องนี้” เพราะราคาเคสก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ เลย จึงเป็นที่มาของบล็อกนี้เพื่อเล่าประสบการณ์เจอ ประสบการณ์เจ็บกับการซื้อเคสมือถือในครั้งนี้

 

บอกก่อนเลยว่าการที่บล็อกเลือกซื้อเคสนี่เรื่องมากหน่อย จะนึกถึงเรื่องแรกคือ การจับถือที่กระชับมือถือใช้งานได้อย่างมั่นใจ อีกเรื่องคือ รูปร่างสวย หรือเป็นเคสใสใสแล้วสามารถเห็นสีของตัวเครื่องได้ก็จะดีมาก

 

UAG PLASMA Samsung Galaxy Note 9 สี ICE ราคา 1,300 บาท (ราคาซื้อจากเว็บ UAG โดยตรง)

เป็นเคสชิ้นแรกที่สั่งซื้อมารอเครื่อง Samsung Galaxy Note 9 คิดเอาไว้ว่าจะใช้อันนี้แค่อันเดียวไม่ซื้ออันอื่นแล้วละ เคส UAG นี้เป็นเคสยี่ห้อแรกเลยที่ซื้อเคสใช้งาน ครั้งแรกจำได้ไหมตอนพรีออเดอร์ Samsung Galaxy Note 7 ไง เพราะก่อนหน้านั้นเป็นคนที่ไม่เคยใส่เคสให้มือถือเลย ซื้อมาใช้ก็ชอบตรงที่มันเป็นเคสที่ดูลุยๆ ใส่แล้วให้ความรู้สึกปลอดภัยดี

 

สิ่งที่ชอบ

  • เป็นเคสที่ใส่แล้วจับถนัดมือมากเพราะตัวเคสมีความหนาพอสมควร

  • วัสดุทำจากวัสดุคุณภาพดีมาก เป็นเคสแข็งจะยืดหยุ่นนิดหน่อยตรงส่วนที่เป็นสีดำ ทำให้ใส่กับตัวเครื่องแล้วเคสไม่ย้วย ไม่ขยับเองเวลาใส่ในกระเป๋ากางเกง

  • เพราะวัสดุที่ค่อนข้างดีจึงทำให้ใส่และถอดได้ค่อนข้างยากเพราะเคสแน่นและแข็งพอดีกับตัวเครื่องมากๆ ผมถือว่าเป็นข้อดีนะ

ข้อสังเกต

  • หลังๆ มานี้รู้สึกว่าตัวเคสสี ICE ที่จะเป็นสีใสก็จริง แต่จะไม่ใสเหมือนแต่ก่อนแล้ว ออกจะเป็นสีขุ่นใสมากว่า พอใส่เข้ากับเครื่องตัวเคสจะติดสีขาวสะท้อนแสงตามลายของเคสไม่ค่อยเห็นสีของเครื่องเท่าไหร่ เลยไม่ชอบที่ตัวเคสไม่ใส่อย่างที่อยากให้เป็น

  • ตัวเคสค่อนข้างหนาเกือบทุกด้าน ทำให้ใส่เคสแล้วใช้งานกับเครื่องชาร์จแบบไร้สายไม่ได้บางครั้ง อย่างเครื่องชาร์จของ Nillkin จะวางตั้งชาร์จไม่ได้ ต้องวางแบบแนวนอนแทน

Rearth Ringke [FUSION-X] Case ราคา 580 บาท

จากเคส UAG ที่ว่าจะใช้แค่อันเดียว พอเห็นรุ่นนี้ที่เป็นข้างหลังใสแล้วทำให้อยากได้ขึ้นมาทันทีคิดว่าจะได้เห็นสีของตัวเครื่องชัดๆ พร้อมกับกันกระแทกได้ ยี่ห้อนี้ไม่เคยซื้อใช้พอได้เห็นตัวจริงของเคสแล้วรู้สึกว่าวัสดุดีเหมือนกันนะ ขอบสีดำเหมือนจะเป็นขอบยางแต่ก็แข็งอยู่ตัวดูกระชับดี พอใส่กับเครื่องแล้วก็ยังคงให้ความรู้สึกกระชับเครื่องดีมาก ถือจับก็ติดมือดีไม่ลื่นมือเลย ชอบตัวนี้เหมือนกัน แต่ที่ยังหาซื้อเคสใหม่อยู่ก็เพราะพอติดฟิล์มกันรอยด้านหลังเครื่องแล้วมันดูดกับพลาสติกใสของเคสเป็นลายน้ำไม่ชอบเท่าไหร่ เลยยังหาซื้อเคสใหม่อยู่แต่ถ้าหาไม่ถูกใจสักทีคงกลับมาใช้อันนี้แหละ

 

สิ่งที่ชอบ

  • ตัวเคสด้านหลังเป็นพลาสติกใสโชว์สีตัวเครื่องได้ชัดเจนชอบมาก

  • ขอบยางสีดำรอบตัวเคสเป็นพลาสติกแบบยืดหยุ่นได้ไม่แข็งเท่า UAG แต่ก็ไม่ย้วย คงรูป OK ไม่ต้องกลัวเคสย้วยแบบพวก TPU

  • ใส่แล้วตัวเครื่องดูสวยดีจับถนัดมือ

  • แม้ขอบยางจะแข็งหน่อยแต่ก็ถือว่าใส่กับถอดจากเครื่องได้ง่ายกว่า UAG มากเลย

ข้อสังเกต

  • พลาสติกใสด้านหลังเคสจะมีการดูดเป็นลายน้ำกับด้านหลังของ Note9 ถ้าติดฟิล์มพลาสติกกันรอย แม้ว่าตัวเคสจะมีรอยจุดกันรอยน้ำก็ตามเพราะจุดกันรอยของตัวเคสนั้นมันกดฝังไปบนฟิล์มกันรอยที่เราติดไว้ ดังนั้นถ้าอยากใส่ให้สวยต้องไม่ติดฟิล์มกันรอยด้านหลัง

  • ใส่เคสให้สวยใสนั้นยากหน่อยเพราะด้านหลังเคสเป็นพลาสติกใสถ้ามีฝุ่น หรืออะไรติดข้างในเคสจะเห็นได้ชัดเจนจนรำคาญตาเลย

  • เพราะเป็นพลาสติกใสด้านหลังแน่นอนว่ารอยขนแมวมากันครึกโครม

WITS Premium Hard Case : Blue ราคา 390 บาท

ตัวนี้เห็นในกรุ๊ป Note 9 เค้าว่ากันไว้ว่ามันดี ราคาไม่แพง หายากด้วย แต่เราเดินไปเจอที่ Shop Samsung ที่ Central Korat มาเลยซื้อมาลองเพราะชอบเคสแข็งบางๆ ที่เว้นช่องปุ่มกดไว้แบบนี้อยู่แล้ว สัมผัสแรกที่จับรู้สึกได้ถึงผิวเคลือบแบบซิลิโคนที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น และมันลื่นมากๆ ด้วย ถึงจะสวยและดียังไงถ้าเคสลื่นก็ไม่ใช้

 

สิ่งที่ชอบ

  • เป็นเคสแบบบาง วัสดุที่ใช้ดูมีคุณภาพ เคลือบผิวแบบซิลิโคนให้ผิวสัมผัสที่ดีน่าจับลูบคลำ

  • ราคาไม่แพงสำหรับเคสที่ผลิตออกมาดีแบบนี้

ข้อสังเกต

  • เคลือบซิลิโคนแบบนุ่มลื่นมาก ลื่นมากแบบถือไว้ในมือเฉยๆ เครื่องจะไหลออกจากมือไปเรื่อยๆ แบบนั้นเลย

  • ช่องที่เว้นไว้สำหรับกล้องและที่สแกนนิ้วนั้นส่วนของสแกนนิ้วมันเล็กไป ต้องจิ้มนิ้วเข้าไปในช่องถึงจะสแกนได้

Nillkin Synthetic Fiber Samsung Galaxy Note 9 ราคา 299 บาท

เลือกซื้ออันนี้มาเพราะเคยซื้อรุ่นนี้มาใช้ตอนใช้ Samsung S7Edge แล้วมันก็ดูโอเค คิดว่าจะซื้อมาใช้ชั่วคราวเพราะตัวเคสเคฟล่าของ Pitaka เค้าไม่ทำเคสของ Note 9 มาขาย แต่ได้มาก็ต้องผิดหวังแบบยังไม่ต้องลองใส่กับเครื่องเลย ตัวเคสยังคงปิดลายเคฟล่าแบบเดิมนั่นแหละ แต่วัสดุที่ทำตัวเคสมันแย่ลงมาก ตัวเคสบริเวณรอบเครื่องนั้นทำจากพลาสติกรึอะไรสักอย่างที่ค่อนข้างนิ่มบิดได้ง่าย ตัวเฟรมด้านหลังก็เป็นแบบพลาสติกธรรมดา แบบพลาสติกของเล่นธรรมดาเลยละขอบมุมตรงช่องเจาะสำหรับกล้องก็เป็นขอบคมของพลาสติกแบบออกจากแม่พิมพ์มาแล้วแปะแผ่นลายเคฟล่าแล้วก็เอาใส่กล่องมาเลย เคสรุ่นนี้ไม่โอเคสำหรับบล็อกเลยเสียดายเงิน

 

SPIGEN Thin Fit Slim Cover : Graphite Grey ราคา 590 บาท

มันก็ยังคาใจกับเคสบางแบบดีๆ ว่ามันจะไม่มีให้ใช้เลยหรือไง ก็นึกได้ว่าเคยซื้อเคสของ Spigen รุ่น Thin Fit มาใช้กับ Note 8 นี่ แล้วมันก็ดีมากด้วย ก็เลยสั่งรุ่น Thin Fit กะว่าจะได้พอสักทีกับเคสมือถือเนี่ย มีแค่ 3 สี เลือกสีเทา แต่ทำไมมันไม่เหมือนเดิมคือวัสดุก็ยังคงเป็นพลาสติกแข็งนี่แหละ แต่ตัวผิวสัมผัสมันไม่เหมือนเดิมมันเป็นแบบพ่นสีเคลือบเฉยๆ ให้รู้สึกแบบเคลือบสีแห้งๆ ไม่ได้มีเคลือบเพิ่มผิวสัมผัสหรือให้หนืดมือแบบตอนของ Note 8 จับแล้วมันลื่่น ค่อนข้างลื่นมากจับไม่ถนัดเลย ลองใช้ 1 วันถอดออกทันที รู้สึกว่าโทรศัพท์มันจะหลุดมือตอนหยิบใช้ตลอดเวลา

 

สิ่งที่ชอบ

  • เป็นเคสแข็งแบบเว้นปุ่มกดที่ชอบ ใส่แล้วไม่หนา ดูแล้วโอเค

ข้อสังเกต

  • ผิวสัมผัสของรุ่นนี้มันไม่เหมือนเดิม เป็นพลาสติกพ่นสีแบบสากๆ ลื่นมือมาก

UAG PLYO Samsung Galaxy Note 9 สี ICE ราคา 1590 (ราคาจาก True Shop)

สรุปมันก็วนกลับมาที่ UAG อีกครั้ง และคิดว่าจะเป็นเคสอันสุดท้ายแล้วสำหรับ Note 9 (เว้นแต่ว่า PITAKA ทำเคสเคฟล่าของ Note 9 มาขายนะ) กลับมาเลือกซื้ออีกรุ่นที่เป็นรุ่นแบบใส คิดว่าคงจะจบแค่อันนี้ ตัวเคสยังคงให้ความรู้สึกเหมือน UAG รุ่น Plasma เพียงแค่เปลี่ยนลวดลายด้านหลังกับวัสดุเป็นแบบใสทั้งหมด จับถนัดมือใส่แล้วรู้สึกมั่นคงมาก ด้านหลังใสก็จริงแต่แต็มไปด้วยจุดเล็กๆ กันรอยเคสดูดกับกระจกหลังเครื่อง แต่มันดันมีจุดทั้งด้านในเคส และด้านนอกเคสนี่สิ จุดมันสะท้อนกับกระจกหลังเครื่องจนเป็นลายคลื่นฝ้าขาวๆ จนไม่รู้สึกว่าเป็นเคสใสเลย ต้องออกกลางแจ้งบางมุมถึงจะเห็นสีของเครื่องข้างใน อีกอย่างที่แตกต่างกับรุ่น Plasma วัสดุที่ทำเคสมันคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันนะ ตัว Plyo นี้วัสดุเป็นรอยง่ายมาก ทั้งรอยขนแมว ทั้งรอยขูดลึก แค่เอาวางบนที่ชาร์จไร้สายแบบพลาสติกก็ขูดสันเป็นรอยลึกแล้ว รอยขนแมวก็มาพรึบ

 

แต่ก็อีกนั่นแหละซื้อมาก็ไม่เคยได้อะไรที่สมบูรณ์ดีเหมือนกับคนอื่น เคส UAG Plyo ที่ซื้อมานี้ได้มาจากร้าน True Shop The Mall Korat เหลือชิ้นสุดท้ายตอนซื้อก็แกะเช็คดูแล้วก็ไม่เห็นอะไรที่ผิดปกติ แต่พอกลับมาแล้วใส่ดูก็เห็นว่าตัวเคสด้านหลังสีมันไม่สม่ำเสมอมันมีรอยแถบขวาง 2 แถบตามรูปด้านบนเลย มันดูเป็นแถบใสกว่าส่วนอื่นๆ ของเคส ลองเช็คทำความสะอาดด้วยน้ำยาทุกอย่างที่นึกได้แล้วก็ยังไม่หาย ก็แสดงว่าเป็นกับตัวเคสแล้วละ ในรูปอาจจะมองว่าเห็นเป็นแถบนิดหน่อยที่เห็นว่าเป็นนิดหน่อยนี้เพราะได้น้ำยา Waxy เคลือบหนังเอามาเช็ดส่วนอื่นให้มันเงาขึ้นเลยเห็นรอยด่างลดลงไงละ ตอนนี้ก็ได้แต่ทำใจซื้อมาราคาแพงจะไปเปลี่ยนก็ไม่มีให้เปลี่ยนแล้วมั้งเหลืออันสุดท้ายแถมใช้งานแล้วด้วยอีก

 

สิ่งที่ชอบ

  • ตัวเคสมีความหนาและลักษณะคล้ายกับรุ่น Plasma ที่จับได้กระชับมือรู้สึกมั่นคงในมือมาก

  • รูปร่างเคสดูสวย มีด้านหลังที่ค่อนข้างใสโชว์สีของตัวเครื่อง

ข้อสังเกต

  • หัวและท้ายเครื่องยังคงหนาเหมือนกับรุ่น Plasma ทำให้ใช้งานกับเครื่องชาร์จไร้สายแบบแนวตั้งไม่ได้บางยี่ห้อ

  • วัสดุเคสเป็นรอยได้ง่ายมาก โดยเฉพาะรอยขนแมวจะเห็นได้ชัดเพราะด้านหลังเครื่องออกแบบให้มีการสะท้อนแสง

  • ผิวด้านนอกข้างหลังเคสออกแบบให้จุดเล็กๆ เต็มพื้นที่น่าจะทำขึ้นเพื่อลดรอยนิ้วมือ แต่กลับทำให้เป็นลายคลื่น ทำให้ตัวเคสไม่ใสเหมือนรุ่นก่อนหน้า และจับฝุ่นได้ดีเลย

Blog: วันที่ 26 ส.ค 61 เล่าเรื่อง Samsung Galaxy Note9 และการใช้งาน

วันนี้จะมาเล่าเเรื่อง Samsung Galaxy Note9 โทรศัพท์เครื่องใหม่ กดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันแรกเลย วันที่ 10 ส.ค. 61 เลือกที่จะเปลี่ยนจาก Note8 มาเป็น Note9 ก็เพราะได้ความจุ 512GB ในราคาเครื่องความจุ 128GB นี่แหละ Note8 ตัวเดิมที่ซื้อมาเป็นตัว 64GB แล้วใส่การ์ด 128GB ที่เหลือใช้งานแค่ 20GB กะว่าจะซื้อการ์ดใหม่สัก 256GB อยู่พอดี เพราะเป็นคนชอบเก็บรูปจากเครื่องเก่าเก็บไฟล์งานเอาไว้กับตัวตลอดเวลา ก็เลยใช้ความจำเยอะไปหน่อย คิดว่าถ้าได้เครื่อง 512GB แล้วก็จะสามารถใช้งาน 2Sim ได้ไม่ต้องพกโทรศัพท์อีกเครื่องแล้ว นี่แหละเหตุผลที่มีเหตุผล ส่วนเหตุผลหลักๆ ที่ไม่มีเหตุผลก็เพราะความอยากได้ไง

อีกครั้งกับการพรีออเดอร์โทรศัพท์ใหม่ที่มีเรื่องให้ติดตามเหมือนตอนพรีออเดอร์ Note7 คือ บางคนได้รับเครื่องก่อนวันที่จะได้รับจริงไง มันเกิดขึ้นอีกแล้วครั้งนี้ มีคนที่พรีออเดอร์ Note9 ได้รับเครื่องก่อน 1 วัน ที่ทำให้รำคาญใจคือคนที่ได้นี่พรีวันหลังๆ และอยู่ต่างจังหวัดที่ไกลๆ อีกแนะ นั่นแหละเรื่องที่ทำให้ติดตาม ทำให้วันที่ 21 ส.ค. 61 คอยเฝ้ามองรถส่งของตลอดทั้งวัน คิดว่าเผื่อจะมีโชคด้านนี้บ้าง สรุปแล้วก็ไม่มี จนวันที่ 22 ส.ค. 61 วันที่รับเครื่องได้รับจากคนส่งของประมาณ 11.00 น. ก็ได้รับพัสดุจาก Kerry และได้รู้ว่าจริงๆ พนักงานคนนี้แหละกำลังจะมาส่งกล่องนี้ให้เราเมื่อวาน แต่ทางศูนย์ใหญ่โทรแจ้งพนักงานส่งของให้เก็บกลับไปทั้งหมดเลยไม่ได้ส่งให้ก่อนวันรับจริง เค้าบอกว่ากำลังจะเลี้ยวเข้ามาในออฟฟิตแล้วอีกนีดเดียว 555 คนไม่มีโชคก็ไม่มีโชคจริงๆ แต่ก็นะเป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้คิดมากได้จริงๆ

ในเมื่อได้มาแล้วก็จะมาเล่าเรื่องที่น่าจะมีคนสนใจอยากรู้ว่ามันต่างจาก Note8 อย่างไร บอกตรงๆ ว่ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ถ้าคนไม่สนใจเรื่องระบบข้างในมากก็ไม่สังเกตว่ามันต่างกันเลย จุดที่ต่างกันและเห็นได้ชัดคือชื่อรุ่น การออกแบบกล้องหลัง ตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสีของตัวเครื่องเท่านั้นที่มองเห็นแล้วบอกได้ว่านี่คือ Note9 นะ จากการได้รับเครื่องและใช้งานมาเกือบอาทิตย์จะเล่าความต่างที่เจอได้เป็นข้อๆ ข้างล้างนี้

  • ในกล่องไม่มีตัวแปลง Micro USB to USB C ให้แล้ว

  • หัวปากกาสำหรับเปลี่ยน S-Pen มีแค่ 2 หัว จากปกติจะมีให้หลายหัวมาก

  • เคสที่แถมเป็นเคส TPU แบบนิ่ม ไม่ใช่เคสพลาสติกแข็งราคาแพงแล้ว

  • จอภาพของ Note9 ดูสวย สีอิ่มกว่า Note8 อย่างเห็นได้ชัด แม้ใช้งานในที่ร่มที่จอสว่างน้อยลงเห็นได้เลยว่าสีอิ่มสวยไม่จืด

  • ตัวซอฟต์แวร์ Note9 รู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่จิ้มว่ามันเร็วขึ้นมาก แต่ใช้งานไปสักพักไม่รู้จะหน่วงไหม ตอน Note8 ก็รู้สึกว่าเร็ว แต่ตอนนี้มันช้าๆ หน่วงๆ

  • เรื่อง Ram ที่เยอะขึ้นเป็น 8GB ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกพิเศษอะไรเพราะเปิดปิดโปรแกรมใช้งานปกติเหมือนตอนใช้ Note8 ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

  • กล้องหลังยังคงถ่ายได้สวยงามเหมือน Note8 แค่รู้สึกว่าซอฟต์แวร์มันปรับภาพให้คมชัดพิลึกไปหน่อย

  • ลำโพงเป็นแบบ 2 ลำโพง เปิดเพลงหรือดูวีดีโอ ไม่ต้องเปิดเสียงดังๆ เอามือป้องลำโพงฟังเสียงแล้ว เสียงที่ได้เสียงดีมีมิติโอเคเลยสำหรับลำโพงมือถือ

  • สแกนม่านตารู้สึกว่าดีขึ้นไม่เหมือน Note8 ที่บางอารมณ์ก็แสกนได้ไม่ได้บ้าง

  • S-PEN ที่ใช้เป็นรีโมทถ่ายรูปได้ และปรับใช้งานกับโปรแกรมอื่นๆ ได้เช่นกัน

  • แบตเตอร์รี่ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 4000mAh จากเดิม 3300 mAh จากการใช้งานก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะอึดขึ้นมากเท่าไหร่เลย หมดวันเหลือพอๆ กับตอนใช้ Note8 หลังเลิกงานถ้าแวะห้างกินอาหารถ่ายรูปใช้งานอื่นๆ กลัวจะหมดกลางคันเอา ถ้าเอาให้ชัวร์ก็ต้องชาร์จไฟก่อนกลับบ้านละ สรุปแล้วเหมือน Note8 นะการใช้งานแบต // Update: ตอนนี้รู้สึกว่าใช้งานแบตของ Note9 ได้อึดขึ้นมากอย่างที่สามารถรู้สึกได้เลย ที่เป็นแบบนี้ก็คงเพราะต้องให้ระบบของเครื่องเรียนรู้การใช้งานของเราไปสักพักก่อนแล้วตัวซอฟต์แวร์ของเครื่องจะจัดการการใช้พลังงานให้เราเอง อย่างปิดแอ๊ปที่เราไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ปิดระบบบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้จนสามารถทำให้แบตเหลือกลับบ้านในแต่ละวันมากกว่า 40%+ แล้ว

ข้อสังเกต

  • การปลดล็อคเครื่องแบบ Intelligent Scan ที่ใช้การตรวจใบหน้าและม่านตานั้น ไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรคือลองหลับตาแล้วกดเปิดจอเพื่อปลดล็อค ก็สามารถปลดล็อคได้เฉยๆ นี่แหละ อย่างนั้นถ้ามีคนเอา Note9 เราเปิดจ่อหน้าตอนเราเผลอ หรือหลับก็สามารถปลดดล็อคได้อย่างง่ายๆ เลย เพราะเครื่องจับม่านตาไม่ได้ก็จับรูปหน้าเราแทนนั่นเอง

(ทั้งหมดเป็นความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลนะครับ)

เคสมือถือเคฟล่า PITAKA MAGCASE

PITAKA MAGCASE For Galaxy Note 8 ราคา 1,590 บาท

พูดถึงเคสมือถือที่ทำจากเคฟล่า หรือลายเคฟล่าแล้วคงมีไม่กี่เจ้าในตลาดที่ทำลายนี้ออกมา แล้วถ้าเป็นเคสเคฟล่าทั้งชิั้น และเป็นเคฟล่าแท้ด้วยละ? ก็นึกถึงได้แคค่ยี่ห้อเดียวที่ทำมาคือ PITAKA ที่รู้จักเคสยี่ห้อนี้ก็คงเป็นเพราะได้ดูจากช่องในยูทูปที่แนะนำเคสบางๆ คุณภาพดี จนได้มาลองใช้ รุ่นที่ได้มาเป็นรุ่นของ Samsung Galaxy Note8 จริงๆ แล้วมันทำจากเคฟล่ารึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทาง PITAKA เค้าบอกว่าทำจาก Aramid Fibers ที่ใช้ทำอุปกรณ์กันกระสุนต่างๆ นั่นเอง

 

แพ็คเกจของเคสนั้นดูดีมากในกล่องสวมรูปเคสด้านนอก ตัวกล่องเคสด้านในเป็นกล่องกระดาษแข็งที่มีแม่เหล็กเปิดปิดฝาทำให้ดูมีราคามากทีเดียว เปิดออกมาก็จะเจอเคสอยู่ด้านในมีโฟมบุกันกระแทกอย่างดีพร้อมการ์ดขอบคุณ ตัวเคสบางมากๆ ผิวสัมผัสเคสให้ความรู้สึกดี นุ่มลื่น สัมผัสได้ถึงลายของตัววัสดุ ตัวเคสเป็นแบบเคสแข็งขึ้นรูปลองบิดดูก็มีความยืดหยุ่นระะดับนึงไม่กล้าบิดมาก

 

เมื่อใส่กับตัว Note8 แล้วใส่ง่ายคลิกเดียวก็อยู่เลย ตัวเคสบางเหมือนไม่ได้ใส่เคสอย่างที่เขาว่าจริงๆ เหมือนติดสกินลายเคฟล่าก็ว่าได้ พอถือในมือแล้วมันให้ความรู้สึกดีบอกไม่ถูก ขอบด้านข้างเครื่องที่ปิดมาแค่ครึ่งเดียวก็จับได้ถนัดมือไม่มีปัญหา ด้านบนด้านล่างตัดช่องมาสำหรับพอร์ดต่างๆ ได้อย่างดีติดแค่ด้านบน ตัดช่องไมโครโฟนมาไม่ตรงเท่าไหร่

 

หลังจากกได้ใส่เคสใช้มา 1 อาทิตย์เต็มก็สรุปได้ว่าค่อนข้างถูกใจเคสอันนี้มาก

  • มันบางมากไม่ทำให้เครื่องรู้สึกหนาขึ้นเลย ไม่ทำให้ตัวเครื่องดูขี้เหร่ด้วย
  • จับได้ถนัดมือแม้ผิวสัมผัสเคสนุ่มลื่นก็ตาม (ในสภาพอากาศปกติ)
  • เคสแนบกระชับกับตัวเครื่องดีไม่ค่อยมี่ช่องให้ฝุ่นลอดเข้าไปในเคส หลังจากแกะดูเมื่อใช้งานมา 1 อาทิตย์ จะมีฝุ่นรอบๆ ช่องที่เจาะไว้เท่านั้นไม่มีหลุดไปถึงตัวเครื่อง ข้อนี้สำคัญมากเพาะถ้าฝุ่นเข้าไปแล้วเคสไม่แน่นพอมันจะเสียดสีกับตัวเครื่องจนเกิดรอยได้

ข้อสังเกต

  • ช่องไมโครโฟนด้านบนตัดช่องไม่ตรงไมโครโฟนเท่าไหร่ น่าแปลกมากทั้งๆ ที่ช่องอื่นๆ มีความแม่นยำมาก
  • ตัวเคสบางครั้งลื่นมากเมื่อเจออากกาศแห้งๆ
  • ตัวเคสเป็นรอยเมื่อโดนของแข็งหรือมุมแข็งๆ ขูดได้ง่าย แต่ก็จางหายไปได้ง่ายเหมือนกัน
  • เคสไม่น่าจะกันการตกกระแทกอะไรได้เท่าไหร่ แต่กันรอยรอบๆ ตัวเครื่องได้พอสมควร

ใครที่กำลังมองหาเคสสวย บางๆ และชอบลายเคฟล่า แนะนำ PITAKA Magcase ตัวนี้เลย

#PITAKA #NOTE8 #เคสมือถือ #Samsung #เคสเคฟล่า

Blog: วันที่ 20 มีนาคม 2561 โทรศัพท์ใหม่ Samsung Galaxy Note8 + เคส Spigen THIN FIT

สวัสดีบล็อก! ไม่ได้ลงอะไรในบล็อกมานานอีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนแวะเข้ามาบล็อกอยู่เรื่อยๆ วันนี้จะมาบอกว่าได้ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว จากครั้งก่อนที่ได้ตัว Note FE เครื่องเกาหลีมาใช้ดีทีเดียวคิดเอาไว้ว่าจะใช้นาน แต่ก็ได้ Note8 มาจนได้ คิดไว้ว่าจะซื้อเอามาทำโปรเจคอะไรสักอย่าง เอาไว้ถ้าได้ทำจริงๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังกัน

ซื้อ Note8 เครื่องนี้ก็ไม่คิดอะไรมากเลย เพราะเราชอบอยู่แล้วเพียงแต่รอเวลา และสีที่อยากได้มาขายเท่านั้น ใช่แล้วสีที่ซื้อมาก็คือสีน้ำเงิน Deepsea Blue สีใหม่นี่แหละ สีน้ำเงินนี้เห็นในเว็บรีวิวส่วนมากจะเห็นเป็นสีน้ำเงินสดสว่าง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสีน้ำเงินตุ่นๆ นะสีดูเป็นผู้ใหญ่เลยเชียวละ สีขอบของเครื่องนี่สวยสุดๆ สีน้ำเงินสดเงาวับ แต่ก็ชื่นชมสักพักก็คิดว่าจะหาเคสเหมาะๆ มาใช้ด้วยสักหน่อย

ได้เคสของ Spigen มา รุ่น THIN FIT เป็นเคสแข็งที่ไม่หนามากแถมมีสีน้ำเงิน Deepsea Blue ด้วย ตัวเคสเคลือบผิวสัมผัสนุ่มลื่นแบบซิลิโคน แต่จับได้ถนัดมือ ด้านหลังมีลาย 3 มิติ (มั้ง) ดูแปลกตา ปกติรุ่น THIN FIT ของ Spigen นี้จะเป็นแบบสีเรียบๆ ผิวพลาสติกเฉยๆ ส่วนตัวคิดว่าไม่สวยเลยไม่เคยลองซื้อมาใช้ แต่ THIN FIT ของ Note 8 นี้มันแปลกตาสวยใช้ได้เลย (แอบเห็น THIN FIT ของ S9, S9+ กลับไปใช้เป็นลายผิวพลาสติกสากๆ เหมือนเดิมอีกแล้วไม่สวยเลย)

เคสใส่ง่ายพอดีเป๊ะไม่หลวม ไม่แน่นไป อีกทั้งผิวสัมผัสทีดีจับถนัดมือ อันนี้เป็นความเห็นจากที่ได้ลองใช้จริงแล้วจากทริปไปเที่ยวต่างจังหวัดเมื่ออาทิตย์ก่อน หยิบเข้า – ออก จากกระเป๋า ถ่ายรูปจับถนัดไม่ลื่นมือดีมาก ได้เคส Spigen THIN FIT อันนี้ราคาอยู่ที่ 650 บาท ซื้อจากร้านโซน Be Trend ชั้น 2 ตรงบันไดเลื่อนขึ้นชั้น 3 เป็นร้านที่ขายแตต่เคสของ Spigen

ขอแถมท้ายกับการสังเวยเงินค่าฟิล์มกันรอยซะหน่อย ฟิล์มกันรอยของพวกจอโค้งนี่หายากนะ มีขายแต่กระจกกันรอย ลองสั่งฟิล์มกันรอยของ Gorilla รุ่น NANO เป็นรุ่นพลาสติก กับ เรซิ่น อะไรนี่แหละ เห็นว่าเป็นฟิล์มพลาสติกเต็มจอรวมถึงขอบโค้งรุ่นเดียวที่มีขายแบบเป็นทางการตอนนี้อยู่ ในกล่องจะมีอุปกรณ์เตรียมมาให้พร้อมติดเลย ตัวฟิิล์มเป็นแบบฟิล์มใสขอบสีดำ เจาะเว้นรูกล้องและเซ็นเซอร์ ตัวฟิล์มพลาสติกดูหนาแปลกๆ กลัวจะติดขอบไม่อยู่จัง

คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีปัญหาเรื่องติดตรงขอบแน่นอน เพราะเคยลองมาเยอะกับพวกฟิล์มพลาสติกแบบเต็มขอบของ S8+ เครื่องเก่า ที่ติดให้ดียังไงขอบก็จะเด้งไม่ขอบใดก็ขอบนึงละ แต่ที่ชอบแบบพลาสติกก็เพราะความใสของมันและราคาถูก ซึ่ง Gorilla NANO รุ่นนี้ได้มา 290 บาท จริงๆ มีร้านที่ขายถูกกว่านี้อีกถึง 200 ต้นๆ เลยก็มีแต่มาเห็นทีหลังแอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกัน ลองติดดูแล้วก็เป็นอย่างที่คาดฟิล์มขอบเด้งทั้ง 2 ข้าง รีดยังไงก็ไม่ติดกับจอ เสียดายตัวฟิล์มนั้นใสดีไม่ทำให้จอเป็นจุดสีๆ แบบฟิล์ม TPU ด้วย แต่ถึงจะติดขอบได้ก็ไม่สวยอยู่ดี สังเกตว่าตรงขอบข้างของฟิล์มเล็กกว่าจอนะ ดูดีๆ จะเห็นว่าขอบสีดำกินเข้ามาในจอทุกด้านด้วยนิดนึง ยิ่งตรงขอบข้างเนี่ยส่องเห็นจอข้างใต้เลยไม่สวย และตัวฟิล์มก็หนามากไม่แปลกใจที่เด้งออกจากขอบ ตอนแรกคิดว่าดึงพลาสติกออกไม่หมดซะอีก

แต่ก็สั่งฟิล์มใสแบบไม่เต็มจอของ Focus เอาไว้แล้ว ติดแบบเต็มจอไม่ได้ก็เอาแบบไม่เต็มจอแล้วกัน

แกะกล่อง เคส Nillkin Samsung Galaxy Note 7 + Fan Edition

ตอนนี้ Samsung Galaxy Note 7 ได้กลับมาจำหน่ายใหม่ในชื่อ Samsung Galaxy Note Fan Edition และมีจำหน่ายในไทยแล้วเช่นกัน คิดว่าหลังจากขายในไทยแล้วจะหาอุปกรณ์เสริมได้ง่ายขึ้น แต่ก็เปล่าเลยยังคงหาอุปกรณ์พวกเคสได้ยากอยู่ดี เคสของ Samsung แท้ที่ใช้พวก NFC ก็นำมาใช้กับ Note FE ไม่ได้ เคสธรรมดาก็หายากซะเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่หมดช่องทางเสียทีเดียวใน Lazada ยังมีร้าน Nillkin Shop ที่ยังเอาเคสของ Note 7 มาขายอยู่เลือกมา 2 แบบ แบบแรกเป็นแบบ TPU ใส อีกแบบเป็นแบบคือแบบพลาสติกแข็ง

Nillkin Nature TPU Case Samsung Galaxy Note 7 ราคา 199 บาท

ส่วนตัวไม่ชอบเคสแบบ TPU นี้สักเท่าไหร่ ยิ่งเป็นแบบบางเฉียบอีกคิดว่ามันคงจะย้วยไป ย้วยมา เหมือนที่เคยซื้อของยี่ห้ออื่น แต่ก็อยากลองของ Nillkin ดูว่าจะแตกต่างจากเคส TPU อื่นๆ ไหม ตัวเคสอย่างที่บอกเป็น TPU ที่มีความยืดหยุ่น เลือกสีโปรงใสธรรมดามาลอง ตัวเคสมีจุกปิดช่องเสียบสายชาร์จ และช่องเสียบหูฟังมาให้ ด้านหลังจะมีลายจุดเล็กๆ อยู่เพื่อไม่ให้เคสดูดติดกับกระจกด้านหลังเครื่อง จับดูแล้วรู้สึกว่าจะเหมือนกับเคส TPU ของยี่ห้ออื่นที่ขายทั่วๆ ไป

ลองใส่เข้ากับเครื่องแล้วดูสวยดี ไม่ทำให้เครื่องหนาขึ้น เหมือนไม่ได้ใส่ แต่ก็พบว่ามันย้วยจริงๆ ทั้งด้านข้าง และด้านหลัง ด้านหลังนี่เคสไม่ได้แนบสนิทกับตัวเครื่องมันโป่งเป็นช่องอยู่ ด้านข้างก็โป่งออกมานิดๆ ไม่อยากจะคิดว่าเอาใส่กระเป๋ากางเกงแล้วพวกฝุ่น หรือทรายหลุดเข้าไปได้นี่จะขูดกับตัวเครื่องแค่ไหน เคส TPU รุ่นนี้คงไม่ใช้ไม่อยากกังวลเรื่องฝุ่น

Nillkin Frosted Shield Samsung Galaxy Note 7 ราคา 279 บาท

เคสรุ่นนี้เคยใช้มากับเครื่อง Galaxy S8+ เครื่องก่อน เป็นเคสพลาสติกสีด้าน ผิวสัมผัสนุ่มมือแต่กระชับมือ เคสออกแบบมาให้กระชับพอดีกับตัวเครื่องมากๆ ใส่แล้วมั่นใจว่าจะไม่มีอาการขยับของตัวเครื่องทำให้เกิดรอยแน่นอน ตัวเคสคลุมทั้งตัวเครื่อง เว้นช่องไว้สำหรับปุ่มปรับประดับเสียง ปุ่มเปิดเครื่อง ลำโพง และช่องเชื่อมต่อต่างๆ เมื่อกดเคสเข้ากับเครื่องแล้วเคสจะคลุมพอดีเป๊ะกับตัวเครื่องเลย

หลังจากใส่แล้วก็จะได้เครื่องที่มีการป้องกันอย่างดี แต่คงไม่กันการตกกระแทกหรอก กันรอยได้อยู่ ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องดูหนามากขึ้น แต่ทำให้จับกระชับมือมากขึ้น เป็นเคสที่เอามาใช้บ่อยๆ แนะนำให้ลองใช้ดูราคาไม่แพงด้วย แต่อยากให้รุ่นนี้ทำเป็นแบบพลาสติกใสมาบ้างเพราะอยากเห็นสีของตัวเครื่องมากกว่า ใส่เคสแล้วมันคลุมมิดดูเป็นโทรศัพท์พลาสติกไปเลย

Blog: วันที่ 28 สิงหาคม 2560 กำหนดเปิดจอง Samsung Galaxy Note8 ในไทย

 

ว่าจะไม่เขียนถึงแล้ว Samsung Galaxy Note8 ไม่อยากเพิ่มความอยากได้ให้ตัวเองไปมากกว่านี้ แต่ก็ขอเขียนถึงสักหน่อยเพราะเพิ่งเห็นราคาวางขายในไทยแล้วอยู่ที่ 33,900 บาท (ที่มา: iaumreview) ราคามันจะสูงไปไหน เปิดจองวันที่ 1 – 17 กันยายน 2560 นี้ และมีของแถมเมื่อจองแต่ละสถานที่อีก ถ้าจองผ่านทาง S-estore ก็จะได้แบตเตอร์รี่แพ็คเพิ่มไปอีก 1 ชิ้น (Samsung Battery Pack 5100mAh มูลค่า 1,590 บาท) นอกจากของแถมที่ได้จากประกาศแล้ว ยังมีลงทะเบียนสิทธิ์จากเครื่อง Galaxy Note รุ่น 1-5 แล้วจะได้ปากกา S Pen รุ่นพิเศษ (Staedtler® Noris® Digital Samsung Pencil มูลค่า 1,290 บาท) เพิ่มอีก 5,000 สิทธิ์

มองดูของแถมที่จะได้ถ้าสั่งจองเครื่อง Note8 แล้ว ดูคุ้มค่านะ แต่ก็ไม่เห็นเห็นสิ่งที่ตัวเองจะเอาไปใช้ประโยชน์จริงๆ ได้เลย ลำโพงก็คงไม่ได้ใช้ เคสปกติก็ไม่ใส่ ปากกา S Pen ขนาดใหญ่มีแล้วก็ยังไม่ได้ใช้เต็มที่เลย และยังไม่คิดถึงถ้าผ่านไปสักพัก Samsung จะทำการอัดโปรรุนแรงลดราคาสนั่นอย่างที่เคยเกิดกับ Galaxy S8, S8+ มาแล้วแน่นอน ตอนนี้คงยังไม่จอง รอดูโปรสิ้นปี และรอเผื่อดูแนวทางของ Galaxy S9 ก่อนดีกว่า จะได้เจ็บน้อยหน่อย…. คิดถึงปุ่ม Home พร้อมสแกนนิ้วจัง ಥ_ಥ

Blog: วันที่ 22 สิงหาคม 2560 ไข้หวัดใหญ่ + หัวต่อ Samsung Micro USB Connector

สวัสดีบล็อก! วันนี้เป็นวันแรกที่ได้กลับมาทำงานหลังจากอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ป่วยหนัก ตรวจแล้วพบว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ A” ซึ่งต้องอยู่นอนที่โรงพยาบาลเลยทีเดียว แต่ด้วยห้องแยกโรคสำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อเต็ม หมอเลยให้ไปพักอยู่ที่บ้านแทน ไข้หวัดใหญ่นี้มีอาการที่ทรมานมาก ไข้สูง หนาวสั่น ร้อน สลับไปมา ยังมีอาการพวกปวดหัวรุนแรงจนนอนไม่ได้ อาเจียน ไม่มีแรง แขนขาชา โดนกับตัวเองมาแล้ว สงสัยว่าไปติดหวัดมาตอนไหนเพราะตัวเองไม่ได้ป่วยมาเกือบ 5 – 6 ปี แล้ว ก็คิดได้อย่างเดียวคือวันเสาร์ก่อนที่ไปดูหนัง แอนนาเบล ที่เดอะมอลล์ เพราะคืนนั้นรู้สึกเจ็บคอขึ้นมา วันต่อมาก็เริ่มมีไข้ คงพลาดไปรับเชื้อมาตอนนั้นละ ฉะนั้นใครที่ไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยก็ระวังตัวกันไว้ด้วย พกเจลแอลกอฮอล์ขวดเล็กๆ ไว้ล้างมือก็ดี ช่วงนี้ไข้หวัดระบาดมากจริงๆ

วันนี้มีกล่องพัสดุวางรออยู่ที่โต๊ะทำงาน ของในกล่องก็คือหัวต่อ Micro USB Connector ของ Samsung แท้ๆ นั่นเอง ตัดสินใจสั่งซื้อเฉพาะหัวต่อนี้มาให้ครบชุดกับมือถือ Note FE ที่โดนเปลี่ยนของออกไปจากกล่องในบล็อกก่อน (อ่านบล็อกก่อนหน้า) ไม่งั้นจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ที่ไม่รอบคอบสำหรับการซื้อโทรศัพท์ในครั้งนี้ เปิดกล่องออกมาเจอหัวต่อสีขาวที่ต้องการ นี่ไงละของแท้! มันต้องเป็นแบบนี้สิ คิดแล้วก็อดโมโหร้านมือถือร้านนั้นไม่ได้ แต่ช่างมันซื้อมาใหม่ให้ครบชุดแล้วก็สบายใจ…

แกะกล่อง Samsung GALAXY Note Fan Edition

เครื่อง GALAXY Note Fan Edition ที่ได้มานี้เป็นเครื่องจากเครือข่าย KT จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นเครื่องแบบ 1 ซิม แพ็คเกตของ Samsung GALAXY Note Fan Edition ยังคงเป็นกล่องสีดำตัวหนังสีสีน้ำเงินเหมือนกับรุ่น  GALAXY S7 Edge โดยมีกล่องสวมชั้นนอกที่ด้านหน้ากล่องมีรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมกับชื่อรุ่น Fan Edition ชัดเจน ด้านในเป็นกล่องที่เปิดออกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ภายในกล่อง

Samsung Galaxy Note Fan Edition วางขายในเกาหลีเมื่อวันที่ 7/7/2017 อ้างอิง Samsung KR

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง
  • เคส Clear View Cover สีเดียวกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบขากลม
  • สายเคเบิลแบบ USB C
  • ตัว USB OTG สำหรับเสียบอุปกรณ์ USB
  • หัวแปลง Micro USB to USB C
  • หัวปากกา S Pen 5 หัว พร้อม แหนบ
  • หูฟังรุ่่นเดิมในกล่องพลาสติกสีดำใส

 

สีของตัวเครื่องที่เลือกมาคือ สีฟ้า (Blue Coral) มีขอบอลูมิเนียมตัวเครื่องเป็น สีทองชมพู (Rose Gold) ด้านหน้าไม่มีโลโก้ Samsung แล้ว มองดูด้านล้างหน้าจอก็จะเห็นปุ่ม Home พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ แบบดั้งเดิม สะดวกใช้งานมาก

ด้านหลังจะมีเลนส์กล้อง เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โลโก้ Samsung พร้อมกับชื่อรุ่นอยู่ด้านล่าง

ด้านข้างซ็ายจะมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวามีแค่ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ด้านบนเป็นช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดหน่วยความจำแบบ Micro SD Card  ด้านล่างจะช่องเชื่อมต่อแบบ USB C ช่องลำโพง และ ปากกา S Pen

 

ปากกา S Pen ของ Note FE นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง หัวปากกาจะเป็นแบบหัวแหลมเล็กกว่า Note 5  ตรงที่กดปลายปลากกาจะเป็นอลูมิเนียมสีเดียวกับขอบตัวเครื่องกลมกลืนกันดี

ดูจากภายนอกแล้วมันก็คือ Note 7 นั่นแหละ เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุน้อยกว่าเดิม จาก 3,500mAh เป็น 3,200mAh นั่นเอง

สิ่งที่ชอบ

  • ชอบสีฟ้าของตัวเครื่องมากๆ ด้านหน้าของเครื่องเป็นสีเหมือนด้านหลัง ไม่ชอบ S8+ ตรงที่กระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหตุผลที่เค้าบอกมาก็เพราะจะซ่อนช่องเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่มีเยอะมาก พอเลือกตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีดำกลับทำให้ทุกอย่างดำไปหมดเลยดูไม่สวย ส่วน Note FE ก็มีเซ็นเซอร์เยอะเหมือนกับ S8+ นะ ที่เห็นมีแค่ 3 ช่องด้านบนนั้น เซ็นเซอร์ตัวอื่นๆ อยู่ใต้ฟิล์มสีฟ้านั่นเอง ถามว่ามีปัญหากับพวกเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีฟ้าไหม? ไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ เรียกว่าออกแบบได้ฉลาดมากซ่อนเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีทำให้ด้านหน้าเครื่องดูไม่รกแต่ไม่รู้ทำไมไม่ทำกับ S8+ แบบนี้บ้าง
  • ชอบปุ่ม Home และ สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าที่เดิมคุ้นเคย
  • มีปากกา S Pen
  • ชอบสแกนม่านตาเร็วมากไม่ตั้งใจมองก็สแกนได้ ข้อนี้อยากบอกว่าสแกนม่านตามันเร็วกว่าของ S8+ ที่ใช้อีกนะ กดปุ๊ปมองจอก็ปลดล็อกปั๊ป ของ S8+ มันสแกนได้บ้างไม่ได้บ้างต้องเอามือไปจิ้มสแกนนิ้วข้างหลังแทนน่าหงุดหงิด ข้อนี้เป็นความรู้สึกตัวตัวนะครับ

ข้อสังเกต

  • กล้องถ่ายรูป ปิดเสียงชัตเตอร์ไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดไม่ใช้เสียงแล้ว ซึ่งเสียงชัตเตอร์นี่ดังมากกก ปรับระดับเสียงให้เบาลงไม่ได้ด้วย / แก้ปัญหาโดยใช้ App ถ่ายรูปตัวอื่นโหลดใน Play Store
  • ใช้ Samsung Pay ในไทยไม่ได้ ต้องใส่ซิมเกาหลีเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
  • หาฟิล์มกันรอยดีๆ ในไทยไม่ได้ / ตอนนี้ยังหาฟิล์มที่คลุมขอบโค้งแบบที่ไม่ใช่ TPU และขายในไทยไม่ได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศ

หลังจากรอคอยมานานเรียกว่าถูกใจมาก รูปร่าง สีสันตัวเครื่อง ที่สำคัญคือ S Pen นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ได้เอามาใช้แทน S8+ เครื่องเดิมแล้ว การใช้งานหลังจากนี้มีปัญหาอะไรจะเขียนเล่าไว้ในบล็อกต่อๆ ไปครับ

 

Blog: วันที่ 6 สิงหาคม 2560 ซื้อโทรศัพท์จากร้านดังในห้าง มาบุญครอง (MBK Center)

ช่วงปลายเดือนที่แล้ว Samsung ได้วางจำหน่าย Galaxy Note Fan Edition ซึ่งก็คือรุ่น Note 7 ที่ปรุงเรื่องแบตเตอรี่แล้ว วางจำหน่ายในเกาหลีใต้ตอนนี้ เห็นว่ามีวางขาย 400,000 เครื่อง และอาจจะไม่ได้วางขายในหลายๆ ประเทศด้วย เห็นแล้วนึกถึงตอนที่ Pre Order เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ยังนึกอยากได้อยู่  อาทิตย์ก่อนเห็นว่ามีร้านขายโทรศัพท์ในห้างมาบุญครอง ร้านนึงหิ้วเข้ามาขายจากเกาหลีแล้ว ราคาก็แพงใช้ได้อยู่ คิดว่าจะซื้อมาใช้ยาวเลยเพราะถูกใจตั้งแต่ Note 7 แล้ว แต่ก็คิดว่าถ้าสั่งซื้อไปจะได้ของไหม ของจะครบไหม จะเกิดปัญหาอะไรไหม ที่คิดแบบนี้หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินข่าวคราวที่ไม่ค่อยดีในส่วนของร้านตู้กระจกขายมือถือในห้างมาบุญครองมาบ้างไม่มากก็น้อย ตามกระทู้ในเว็บ Pantip ก็มีมาให้เห็นเรื่อยๆ  แต่เป็นเพราะชื่อเสียงในทางบวกของร้านนี้ที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องหิ้วจากต่างประเทศ อ่านเว็บ อ่านกระทู้ ผ่านตามาก็เห็นว่าได้มาจากร้านนี้เป็นส่วนมาก ( สงสัยใช่ไหมว่าร้านอะไร บอกตรงๆ ไม่ได้หรอก แต่คิดว่าคงจะรู้จักกันดีเลยละ ขอเรียกชื่อร้านนี้ว่า ร้าน “กบ โมบาย” แล้วกันเป็นคำใกล้เคียงสุดแล้ว ) ทำให้ตัดสินใจสั่งเครื่องไป เครื่องรอบใหม่จะเข้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และทางร้านจะจัดส่งผ่าน Kerry Express มา จนได้รับเครื่องมาเมื่อวานก็พบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เลยจะเอามาเขียนเล่าไว้ในบล็อก

เครื่องที่ได้มาอยู่ในกล่องปกติ เพียงแต่กล่องได้ถูกเปิดมาแล้ว โดยมีฟิล์มกันรอยที่สั่งซื้อไปพร้อมเสียบมาในกล่อง พลาสติกกันรอยที่ติดมากับโทรศัพท์ข้างหน้าและหลังเครื่องถูกแกะออกไป เลยเช็คเครื่องดูรอบๆ เครื่องไม่มีรอย สติ๊กเกอร์บาร์โค๊ดติดอยู่ข้างหลังเรียบร้อยดียังพอสบายใจได้ว่าเป็นเครื่องใหม่ เปิดเครื่องดูก็เห็นว่าหน้าต้อนรับตอนเปิดเครื่องใหม่ภาษาถูกเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษแล้ว คิดว่าทางร้านคงจะเปิดเช็คเครื่องดูก่อน เพราะตอนดู Unbox ของเมืองนอกเครื่องที่มาจากเครือข่ายนี้ของเกาหลี ภาษาจะเป็นภาษาเกาหลีเป็นภาษาเริ่มต้น

มาที่อุปกรณ์ในกล่องจะมีกล่องสีดำข้างในเป็นเคสสีฟ้า มีหูฟัง สายชาร์จ อแดปเตอร์ชาร์จ หัวปากกา S Pen ตัวต่อ OTG และ หัวแปลง Micro USB to USB C ตัวสุดท้ายนี่แหละที่เห็นว่าผิดปกติ ขนาดของหัวต่อมันเล็กกว่าพลาสติกหุ้มที่หลุดอยู่ในกล่อง ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบนี้ เลยเอามาเทียบกับตัวที่มากับ S8+ ที่ใช้อยู่ ขนาดต่างกันสิ้นเชิง พลาสติกหุ้มที่หลุดอยู่ในกล่องเทียบแล้วขนาดพอดีกับขนาดของหัวต่อที่มากับ S8+ เลย  ตัวพลาสติก และ ส่วนอลูมิเนียม วัสดุก็แตกต่างกันชัดเจน  หึ หึ หึ โดนเข้าจนได้ แค่นี้ก็โดนนะ เท่านั้นแหละรีบเช็คอุปกรณ์อื่นๆ ทันที เปิดเทียบดูกับวีดีโอ Unbox ใน Youtube เลย เท่าที่ทำได้และความรู้เท่าที่มี ก็เห็นว่ามีแค่อย่างเดียวที่ไม่ใช้ของแท้นะ ต่อไปก็ถามทางร้านละ

ส่งข้อความไปถามร้านทาง Line ที่สั่งซื้อ ส่งรูปและถามไปว่าทำไมมันไม่เหมือนกับของ Samsung เลย! เจ้าหน้าที่ตอบมาว่ามันมากับเครื่องคะ / มาแบบนี้ทุกเครื่อง และยังบอกอีกว่า “อันนี้ถูกแล้วค่ะ ต่อเหมือนกันแค่แบบต่างกันค่ะ” เรื่องเปิดกล่องก็ตอบว่า “ก็ต้องเปิดเช็คเครื่องค่ะ” 

แค่เจอคำตอบว่า “อันนี้ถูกแล้วค่ะ” ทำให้ความเชื่อมั่นว่า ร้านนี้ดี มีชื่อเสียง ขายมานาน ประสบการณ์เยอะ เจ้าของร้านมาพบปะลูกค้าตลอด เป็นกันเอง ซื้อกับร้านนี้ต้องมั่นใจได้แน่ๆ  เนี่ยหายไปทันที เรื่องเปิดเช็คเครื่องนี่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกแต่ทำแบบนี้ไม่ได้นะ อย่างน้อยก็ถามลูกค้าก่อนว่าจะให้เปิดเครื่องเช็คก่อนไหม ถ้าลูกค้าไปเปิดเองแล้วเครื่องพัง ของไม่ครบ ทางร้านไม่รับผิดชอบก็จะไม่ว่าอะไรเลย

สรุปแล้วเรื่องนี้ผมก็ต้องทำใจนะครับ เพราะผมเลือกร้านนี้เอง และเลือกซื้อแบบนี้เอง แนะนำสำหรับคนที่จะซื้อของแบบนี้ถ้าสะดวกก็เข้าไปซื้อที่ร้านให้เค้าแกะกล่องต่อหน้าเราเลยดีที่สุด ส่วนคนต่างจังหวัดแบบผมก็มีวิธีซื้อแล้วส่ง Kerry นี่แหละสะดวก แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นแบบนี้เอง ทำไงได้ละก็อยากได้นี่ สุดท้ายแล้วเรื่องของร้านมือถือตู้กระจกห้างมาบุญครอง ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมๆ อยู่ดี ╭∩╮(︶︿︶)╭∩╮

เรื่องนี้คิดอยู่นานว่าจะเขียนลงบล็อกดีไหม แต่คิดว่าเขียนทิ้งเอาไว้เผื่อใครผ่านมาเจอจะได้ระวังตัวและรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ

Blog + แกะกล่อง เคสมือถือ Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องเคสโทรศัพท์มือถือ แต่ไหนแต่ไรแล้วไม่เคยจะซื้อเคสใส่มือถือเลย มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำตกแน่นอน ซึ่งก็ไม่เคยทำมือถือตกเลยนะ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองซื้อเคสมาหลายอันแล้ว แล้วทำไมเราถึงเริ่มซื้อเคสมือถือใช้ละ คงจะเริ่มช่วงใช้ S7 Edge นั่นแหละตอนแรกๆ ที่ได้เครื่องมาแล้วมันสวยบางมาก จนกลัวทำตกเลยไปหาซื้อเคสมาใส่ ได้เคสแรกมาเป็นของ UAG แต่ก็ไม่ถูกใจมันเท่ดูทนทานดีก็เถอะ แต่มันทำให้เครื่องหนาขึ้นมาก หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นในการซื้อเคสมือถือไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

พอมาได้เครื่อง S8+ มาก็ยังซื้อเคสมือถือมาอยู่เรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ จะว่าไปการที่ใส่เคสมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย พอไม่ใส่ก็รู้สึกว่าเครื่องจะตกตลอดเวลาเลยทำให้หาเคสใส่อีกครั้งจนได้ จนครั้งนี้ที่จะมาแกะกล่องให้ดูก็เป็นอันที่ได้มาล่าสุด และคงจะเป็นอันสุดท้าย (คิดว่านะ) ก่อนที่จะเริ่มรอการมาของ Samsung Galaxy Note 8 ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ถ้าใครอ่านบล็อกผมมาจะเห็นว่าใช้ Note Series มาตลอด จนเกิดมหากาพย์การ Pre-Order Samsung Galaxy Note 7 เมื่อปีก่อน เลยทำให้ต้องใช้ S Series รอ

ก่อนหน้านั้นก็ซื้อมาตลอดนะส่วนใหญ่จะซื้อแบบราคาถูกใช้ เพราะคิดว่าซื้อแบบแพงๆ แล้วจะเสียดายเงินถ้าเราใช้แล้วไม่ชอบ เคสที่ซื้อมาลองใช้กับ S8+ หลังจากบล็อกแกะกล่องอันก่อนก็มี 2 อันนี่แหละ

Nillkin Frosted Shield ราคา 230 บาท อันนี้ซื้อมาจาก Lazada ซื้อมาหลังจากผิดหวังกับเคสใสของ Samsung กะว่าจะซื้อมาเล่นๆ เพราะไม่แพง แต่ใช้แล้วเป็นเคสที่ใช้นานที่สุด เพราะมันเป็นเคสแข็งที่บาง กระชับตัวเครื่องแน่นดีมาก ด้านหลังก็มีลายให้จับง่ายแม้จะเคลือบซิลิโคนลื่นๆ ใช้มาจนถึงตอนนี้เลย แต่ที่ยังไม่พอใจก็เป็นด้านหลังนี่แหละมันไม่สวย ใส่แล้วดูไม่สมราคามือถือเลย

Baseus Wiing Case for Galaxy S8 Plus ราคา 130 บาท อันนี้ลองเสี่ยงซื้อมาจริงๆ จากในกลุ่มขายของในเฟสบุ๊ค เคยเห็นมีสมาชิกคนอื่นๆ ใช้กันแล้วเค้าว่ามันบาง มันสวย พอได้มาแล้วก็จริง บางมาก ดูเฉยๆ สวยดี แต่วัสดุมันแบบว่าเป็นพลาสติกบางขึ้นรูปธรรมดาเลย พลาสติกคล้ายๆ พวกปกหนังสือพลาสติกหน่ะ ลองใส่ 5 นาที แล้วก็ถอดออกเลย ตัวเคสลื่นมือมากจับแทบไม่ติดนิ้ว

Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus ราคาประมาณ 800+ ได้มือสองมา 400 บาท

จนมาเจอเคสนี้ละเป็นเคส Bumper ที่ดูแล้วน่าใช้งานมาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับเคสที่มีแค่ขอบเครื่องก็เลยได้แค่มองๆ จนมาเจอประกาศขายมือสองนี่แหละ ราคาสมเหตุสมผล สภาพยังดีอยู่เลยซื้อมาลองใช้ดูว่าจะโอเคไหม

ภายนอกแพ็คเกจดูดีมากสมราคาเค้าละ ภายในจะมีภาพคู่มือแนะนำการใช้งานและบอกถึงคุณสมบัติป้องกันการกระแทกในระดับความสูงเท่าไหร่ด้วย ตัวเคสเป็นพลาสติกเนื้อดีเลย ผิวด้าน ด้านในขอบเคสจะเป็นลายหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง มีการตัดช่องต่างๆ ได้กว้างและลงตัวดี ตัวเคสจะหนาช่วงหัว และท้ายเครื่อง

ลองใช้แล้วใส่ง่าย เคสพอดีเครื่องใส่แล้วจับกระชับมือดี ชอบเคสแบบ Bumper ตรงที่ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และเปิดด้านหลังโชว์กระจกด้านหลังด้วย ตัวเคสพอวางกับโต๊ะแล้วจะยกสูงจากพื้นไม่ทำให้ด้านหลังเป็นรอยทั้งด้านหน้าและหลัง โดยรวมแล้วถูกใจมาก ได้โชว์เครื่อง พร้อมกับป้องกันเมื่อตกกระแทกได้ด้วย

มีข้อสังเกตตรงขอบเคสด้านข้างที่ไม่ได้กระชับไปกับเครื่อง สามารถดึงยืดออกมาได้พอสมควร ทำให้ขอบด้านข้างจะขยับไปมาเวลาถือ-จับเครื่อง น่ากลัวว่าจะขูดเครื่องเป็นรอยเพราะฝุ่นที่จะเข้าไปอยู่ข้างในเพราะขอบเคสมันขยับไปมาตลอด และปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นแข็งมากๆ กดยากต้องตั้งใจกดมากถึงจะกดได้เป็นแค่ปุ่มเดียวเลย

ใครรับได้กับข้อสังเกตที่ว่ามาก็ดีเลยเพราะมันเป็นเคสที่ให้ครบกับความต้องการของเราที่ต้องการโชว์เครื่อง และ ป้องกันเครื่องเราได้ (กันตกแตก) พร้อมๆ กัน

เคส Rhinoshield นี้ถูกใจมากเลยนะ เป็นเคสที่ต้องการเลยแต่ติดที่เคสด้านข้างมันหลวมๆ และดิ้นในมือได้ตอนใช้งานนี่แหละ ทำให้ต้องคิดว่าจะใช้ต่อดีไหม ถ้าไม่ไหวคงจะเลิกใส่เคสแล้วกลับไปเหมือนเมื่อก่อนคงจะประหยัดเงินในส่วนตรงนี้ได้มาก

เคส Samsung Galaxy S8+ จากงาน Samsung x LINE FRIENDS Pop Up Event

ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน Samsung x LINE FRIENDS Pop Up Event ที่ สยามสแควร์วัน โดยเป็นงานที่ Samsung ร่วมกับ LINE FRIENDS จัดขึ้นสำหรับโทรศัพท์ S8, S8+ เป็นหลัก ภายในงานจะมีเคสมือถือ S8, S8+ ตัวคาแรคเตอร์ไลน์ให้ซื้อกันด้วย รู้สึกว่าจะมี 4 ลาย 4 แบบ เคสชิ้นละ 650 บาท เป็นแบบเคสพลาสติกใส 2 แบบ และแบบพลาสติกสีทึบ 2 แบบ

เพราความอยากได้เคสใสๆ อยู่แล้วแต่ไม่มีโอกาสไปกรุงเทพฯ เท่าไหร่ ก็เห็นประกาศขายเคสรุ่นนี้ ลายหมีบราว มือสองอยู่ ก็ไม่รออะไรกดซื้อไปทันที เดี๋ยวมาดูกันว่าเป็นยังไง

ตัวเคสเป็นพลาสติกใส เรียบ พิมพ์ลายด้านล่าง เคสเป็นแบบเกาะมุม 4 มุม เปิดหัวท้าย ด้านข้าง ทั้งหมด ลองใส่ดูก็สวยดีนะ แต่ดูเหมือนจะใส่เพื่อความสวยงามเฉยๆ ไม่ได้มีการปกป้องเครื่องเท่าไหร่ มุมส่วนที่เกาะเครื่องไว้แค่ดันนิดหน่อยก็หลุดออกได้ง่าย ดังนั้นถ้าตกพื้นก็คงแยกส่วนเครื่องกับเคสแน่นอน

มาดูส่วนที่เป็นข้อสังเกตกันบ้าง

  • ตัวเคสแบบพลาสติกใสธรรมดาปกติ เนื้อพลาสติกไม่ได้ดูมีคุณภาพแต่อย่างใด เป็นพลาสติกอ่อน ไม่แข็งบิดตัวได้ง่าย ซึ่งตอนได้มาด้านหลังส่วนที่เป็นพลาสติกใสก็เป็นรอยขนแมวอยู่แล้ว หลังจากใส่ใช้งานไปเพียง 1 ครั้ง ขนแมวขึ้นพรึบ ลายพร้อยเลย
  • ตัวเคสด้านหลังนั้นเหมือนจะยกสูงจากด้านหลังของตัวเครื่องนิดนึง และฝุ่นสามารถเข้าไปอยู่ข้างในได้ ดังนั้นเวลาเกิดการกดทับเคสกับเครื่องอาจจะถูฝุ่นที่อยู่ด้านในทำให้ด้านหลังเครื่องเป็นรอยได้

จากที่ได้ใช้ดูแล้ววัสดุคุณภาพไม่สมราคา 650 บาท เลย ถึงจะซื้อมือสองมาไม่ใช่ราคาเต็มก็ยังเสียดายเงิน แต่ก็ถือว่าเป็นเคสที่ดูแล้วสวยน่าใช้นะ เก็บเป็นของสะสมได้อยู่

แกะกล่อง ปากกา S PEN Samsung Galaxy Tab S3

S PEN Samsung Galaxy Tab S3 ราคา 1,290 บาท

ปากกา S PEN รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่อง Samsung Galaxy Tab S3 เป็นปากกา S PEN แบบแยก เห็นตอนเปิดตัวก็ลุ้นว่าจะมาเข้ามาขายแยกรึเปล่า คิดว่าน่าจะเอามาวาดกับ Samsung Tab A 10 ที่มีอยู่ คงจะจับวาดถนัดมือดีไม่น้อย

ปากกา S PEN รุ่นนี้หาซื้อยากจริงๆ ตาม Shop Samsung ในห้างไปถามทีไรก็ไม่มีขายสักที คอยจ้องดูในเว็บ S-eStore เรื่อยๆ มาแป๊บๆ ก็หมด แต่ในที่สุดก็ได้มา

แพ็กเกจเป็นกล่องฝาพลาสติกใส แบบอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่ๆ ในกล่องจะมีแหนบ และ หัวปากกา สำหรับเปลี่ยนมาให้ในชุดเลย

ตัวปากกาขนาดเท่าๆ กับปากกาปกติ ความกว้างกำลังดี จับถนัดมือ ปุ่มกดได้ดี ตัวปากกาทำจากพลาสติก เคลือบพื้นผิวหนีด ลื่นหน่อยๆ แบบผิวซิลิโคน ตัวคลิบหนีบเป็นโลหะพิมพ์โลโก้ Samsung หัวปากกาเป็นแบบหัวแหลมขนาดเล็ก ตามกล่องบอกว่ารองรับแรงกดได้ที่ 4096 ระดับ

จากที่ได้ลองใช้คู่กับ Samsung Galaxy Tab A และคู่กับตัวปากกา S PEN เดิม แล้วก็พอจะรู้สึกถึงความแตกต่างนะ รู้สึกถึงแรงกดที่ใช้แรงกดน้อยๆ ก็วาดเส้นบางๆ ได้ง่ายขึ้น คงเป็นเพราะหัวปากกาที่เล็กลง แรงเสียดทานเลยน้อยลงไปด้วย ทำให้ลงน้ำหนักได้เบาขึ้นได้  และสิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนคือ ความถนัดมือในการวาด หรือเขียน เพราะขนาดปากกาเหมือนกับปากกาขนาดปกตินั่นเอง

สรุปแล้วก็พอใจกับตัวปากกา S PEN รุ่นนี้นะ วาดรูปได้สนุกขึ้นเยอะ แต่ก็ยังติดอยู่ที่มันเป็นปากกาแบบแยกชิ้น เวลาพกไปใช้นอกสถานที่จะไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะเวลาใช้ร่วมกับ Tab A 10 นี้ จะต้องดึงปากกาที่อยู่กับตัวเครื่องออกก่อนถึงจะใช้ปากกา S PEN Tab S3 นี้ได้ ใช้ไปก็กลัวจะลืมปากกาเดิมทิ้งเอาไว้ที่ไหนอีก  Update: ได้ลองปิดฟังก์ชั่นประหยัดแบตในส่วนของการปิดการตรวจจับปากกา S PEN เมื่อมีปากกาเสียบอยู่ในเครื่องดู พบว่าสามารถใช้ปากกา S PEN Tab S3 ได้โดยไม่ต้องดึงปากกาของเครื่องออกมาแล้ว แต่เวลาใช้นอกบ้านก็คงจะใช้ปากกาที่เสียบมากับเครื่องจะสะดวกรวดเร็วมากกว่า

แกะกล่อง เคส UAG PLASMA Samsung Galaxy S8+

UAG PLASMA Samsung Galaxy S8+ ราคา 1,590 บาท (True Shop)

ร้าน True Shop เปิดใหม่ที่เดอะมอลล์โคราช ร้านใหญ่ กว้างขวาง มีบูธขายเคสของ UAG ด้วยหลังจากรอมานาน ตอนนี้มีให้เลือกหลายรุ่นส่วนใหญ่จะเป็นของ iPhone ของ Samsung มีแค่ 2 รุ่นเห็นจะได้ ของ S7 กับ S8, S8+ แต่ก็มีแค่สีใสให้เลือกซื้อ มีสีดำอยู่อันเดียว

แพ็คเกจกล่องเป็นแบบใหม่มีบอกชื่อรุ่น PLASMA แล้ว นี่ก็เพิ่งจะสังเกตว่ามันชื่อรุ่นนี้ตัวเคสยังใช้วัสดุแบบเดิม คือเป็นพลาสติก เป็นพลาสติกที่ให้ผิวสัมผัสว่ามันมีคุณภาพ ส่วนรอยต่อระหว่างพลาสติกสีดำกับแบบใสต่อกันได้เรียบเนียน จับตัวเคสแล้วรู้สึกถึงความแข็ง ไม่เสียรูปทรง

ใส่เครื่อง S8+ ลงไปรู้สึกว่าจะแน่นกว่าเคสของตัว S7 Edge ตัวก่อนนะ แน่นกระชับแนบไปกับตัวเเครื่องดี ปุ่มกดทั้งสองด้านกดง่ายนิ่ม กดแล้วเคสไม่ย้วยเสียรูป ตัวเคสมีความหนานิดหน่อยแต่ทำให้จับเครื่องได้กระชับขึ้นมาก ถือตัวเครื่องเปล่าๆ แล้วจับลำบาก พิมพ์ข้อความก็ลำบางเพราะตัวเครื่องยาวแถมยังบางอีก ใส่เคสแล้วช่วยได้เยอะ

โดยรวมแล้วชอบมากเลย แต่ยังคงมีปัญหาตอนเอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ที่พอดีตัว หัวเคสมันหนาเวลายัดลงกระเป๋ามันติดเนื้อผ้าไม่ลื่นเหมือนพลาสติกธรรมดา แต่ก็ยอมรับได้

แกะกล่อง ฟิล์มกันรอย กับ เคสใส Samsung Galaxy S8+

เคยเห็นมาบ้างกับฟิล์มกันรอยของ Samsung แต่ไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเห็นแล้วอยากลองซื้อมาติดดู รุ่นที่มีขายเหมือนจะเป็นรุ่น S7, S7 Edge อยากหากซื้อมาลองกับ S7 Edge มาก แต่ก็หยุดหาไปเพราะเจอฟิล์มที่ใช้ดีมาติดแล้ว คราวนี้ไม่พลาดในเมื่อ Samsung ได้นำฟิล์มของ Galaxy S8 มาจำหน่าย น่าจะติดดีเพราะ Samsung ออกแบบและผลิตมาจำหน่ายเอง จะได้ลดภาระเรื่องการหาฟิล์มดีๆ ติด โดยเฉพาะพวกจอโค้งแบบนี้  กับอีกอย่างคือ เคสใส หรือ Clear Cover ของ Samsung ที่ได้ใช้กับ S7 Edge มา เรียกได้ว่าเป็นเคสที่ดีเคสนึงเลยก็ว่าได้ ตัวเคสบาง ใส ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องเป็นรอย และยังดูสวยอยู่ เลยไม่พลาดที่จะหยิบมาใช้อีกเหมือนกัน

Samsung Screen Protection from External shock SCREEN PROTECTOR ราคา 290 บาท

ในแพ็คจะมีฟิล์มให้ 2 แผ่น กับชุดอุปกรณ์ติดฟิล์ม ติดค่อนข้างง่ายเพราะบนฟิล์มจะมีเส้นบอกตำแหน่งให้ติด ตัวฟิล์มใส ติดแล้วแสดงภาพได้สวยไม่มีจุดๆ ของเนื้อฟิล์ม ติดลงขอบโค้งได้ ฟิล์มไม่เด้ง เรียกว่าโอเคเลยละ แต่มีข้อสังเกตดังนี้

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถเอาเทปใสดึงฝุ่นออกจากฟิล์มด้านในได้ เมื่อดึงออกมาแล้วตัวฟิล์มจะเป็นรอยทันทีปิดฟิล์มบนจอแล้วแสดงผลมีรอยเทปกาว เลยคิดว่าตัวฟิล์มน่าจะเป็นแบบ TPU แต่เนื้อไม่นิ่มเหมือน TPU ยี่ห้ออื่น
  • ตัวฟิล์มสะท้อนแสงมาก พอติดแล้วทำให้หน้าจอสะท้อนแสดงเป็นฝ้าขาวมากขึ้นมองจอลำบางเวลาแสดงจ้า
  • ตัวฟิล์มจะมีขอบขาวล้อมลอบฟิล์ม ทำให้เห็นขอบฟิล์มชัดเจนมากหลังจากติดเสร็จแล้ว ขอบขาวนี้จริงๆ ไม่มีสีเป็นฟิล์มใสๆ นี่หละ แต่เมื่อใช้งานไปฝุ่นจะเข้าไปติดในขอบนี้ทำให้ขอบเป็นสีขาว และเห็นเศษฝุ่นติดอยู่เต็มไปหมด เพราะขอบนี้ไม่ได้ติดลงบนจอมันบานอยู่แบบนั้นเอานิ้วลูบก็สัมผัสได้ถึงขอบที่เปิดออกมาน่ารำคาญมาก ด้วยปัญหานี้แหละถึงดึงฟิล์มออกใช้แบบไม่ติดฟิล์มสบายตา สบายใจกว่าเยอะ

Samsung Ultra-thin and translucent CLEAR COVER ราคา 690 บาท

เคสใสอันนี้ซื้อมาเพราะประสบการณ์การใช้งานที่ดีกับเคสใสรุ่นก่อนหน้าที่ใช้กับ S7 Edge เลย เคสใสสำหรับ S8+ รุ่นนี้ตัวเคสเป็นพลาสติกใสสีเทาสำหรัรบใช้กับเครื่องสีดำ ตัวเคสทำจากพลาสติกแข็งใส บาง ด้านหลังเคสมีจุดเล็กๆ ด้านในเพื่อไม่ให้เคสแนบกับเครื่องแล้วเกิดลายน้ำ ผิวด้านนอกเรียบมันเงาเหมือนพลากสติกทั่วไป เมื่อใส่กับตัวเครื่องแล้วค่อนข้างพอดีแต่รู้สึกได้ถึงตัวเครื่องมีการขยับอยู่ด้านในเคสตลอด ใส่แล้วจับกระชับมือไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และยังคงความสวยของเครื่องเอาไว้ได้ แต่มีข้อสังเกตดังนี้

ข้อสังเกต

  • ตัวเคสขนาดไม่พอดี ใส่แล้วไม่แนบไปกับตัวเครื่องเหมือนกับเคสใสรุ่นก่อนที่ใช้กับ S7 Edge ที่เคสแน่นพอดีกับตัวเครื่อง 100% ใส่แล้วรู้สึกได้ว่าแน่นกระชับปลอดภัยไม่ทำให้ตัวเครื่องเป็นรอย แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เคสใสสำหรับ S8+ รุ่นนี้ มันหลวมๆ ตรงช่วงบน กับมุมด้านล่าง เครื่องสามารถขยับขึ้นลงภายในเคสได้ ขอบด้านข้างกว้างกว่าตัวเครื่อง ทำให้ฝุ่นเข้าไปและถูกับขอบเครื่อง ซึ่ง S8+ ของผมตอนนี้เป็นรอยเรียบร้อยแล้วเพราะเคสตัวนี้เซ็งมาก เป็นรอยตรงบริเวณขอบด้านข้าง กับส่วนบนที่มันขยับไปมาได้ ทั้งตัวเครื่อง และเคสก็เกิดรอยบริเวณเดียวกันเพราะการเสียดสีกัน
  • พลาสติกตัวเคสคุณภาพไม่เหมือนกับเคสใสรุ่นก่อน รุ่นนี้เป็นพลาสติกใสแข็ง ไม่ค่อยยืดหยุ่น ขอบเคสคม เหมือนเคสพลาสติกถูกๆ ที่ขายทั่วไป เคสใสรุ่นเก่าเป็นพลาสติกที่ไม่บางมากมีความยืดหยุ่นดี ทำสีสวยไม่ลอกเวลาใสกับเครื่องแล้วกระชับพอดีตัวเครื่อง
  • จากข้อสังเกตสองข้อข้างบนก็ทำให้ผมถอดเคสเก็บกลับเข้ากล่องไปเรียบร้อย ใช้แบบไม่ใส่เคสแบบนี้สบายใจกว่า

จะว่ายังไงดีกับการซื้ออุปกรณ์เสริมแท้จาก Samsung ในครั้งนี้ กับการที่คาดหวังเอาไว้มากกับอุปกรณ์เสริมของแท้ว่าจะต้องดีกับตัวเครื่อง S8+ ที่ซื้อมาแน่นอน เพราะคิดว่าน่าจะออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่ก็ผิดหวังจนได้ ทำไงได้ละก็ที่ผ่านมาทาง Samsung ทำอุปกรณ์เสริมออกมาใช้งานได้ดีมากเลยคาดหวังไว้ว่าน่าจะดีเหมือนเดิม

Blog: วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 Samsung Galaxy S8Plus

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 1 พฤษภาคม 2560 ไปเดอะมอลล์จะแวะไปลองเล่น Samsung S8 ที่เพิ่งออกมาใหม่ที่ Shop ดูสักหน่อย แต่ไปถึงก็มีแต่เครื่องของปลอมให้ลองจับเฉยๆ ยังไม่มีเครื่องจริงให้ลองเล่น เลยได้แค่จับจับดูเที่ยบขนาด ทั้ง 2 รุ่น ลองเทียบกับ S7 Edge ดูกับตัว S8+ ขนาดยาวกว่า S7 Edge นิดหน่อย ความกว้างเท่าๆ กัน แต่กับตัว S8 ปกติความสูงเท่ากัน แต่หน้าแคบกว่าทำให้เหมือนว่า S8 เครื่องเล็กมากไปเลย

S8 จะวางขายวันที่ 5 พ.ค. นี้ วันนี้เลยมาดูเครื่องให้หายอยากก่อนจะได้ไม่ต้องซื้อ คิดว่าถ้ามาเล่นตอนวันที่วางขายจะต้องได้กลับไปแน่นอน แต่ด้วยความอยากรู้เลยถามพนักงานไปว่า เครื่องมาขายวันไหน พนักงานบอกว่าเครื่องเข้าแล้วสามารถซื้อได้เลยทุกรุ่นทุกสี เล่นมีขายก่อนวันวางขายจริงเลย เหมือนว่าคนเราจะเสียเงินยังไงก็ต้องเสีย วันนั้นเลยได้ S8+ สีดำ กลับบ้านมา พร้อมกับฟิล์มกันรอยของ Samsung กับ เคสพลาสติกใสของ Samsung มาครบชุด

ได้เครื่องมาก็เช็คเครื่องก่อนเลยว่ามีปัญหาจอชมพูเหมือนคนอื่นๆ ที่เจออยู่รึเปล่า แต่ไม่เจอปัญหานี้เทียบจอกับ S7 Edge เดิมแล้วจอขาวปกติดี ลองเล่นดูคืนนั้นบอกได้ว่าไม่เสียดายที่ซื้อมาเลย

แกะกล่อง Samsung Galaxy Tab A [2016] 10.1″ with S Pen

Samsung Galaxy Tab A [2016] 10.1″ with S Pen  + Book Cover  ราคา 12,900 บาท [Samsung Shop by Jay Mart]

สเป็คคร่าวๆ

  • หน้าจอ ความละเอียด 1920 x 1200 [10.1″] TFT LCD
  • ซีพียู 1.6 GHz Octa Core Processor
  • แรม 3GB
  • กล้อง 8.0 MP AF + 2.0 MP
  • แบตเตอรี่ 7,300 mAh
  • ปากกา S Pen

Samsung Galaxy Tab A [6] ตัวนี้คิดอยู่นานมากกว่าจะซื้อมา เพราะมี Note5 ใช้อยู่แล้ว สป็คของ Note5 ก็ดีกว่าด้วย แต่ด้วยความไม่สะดวกของหน้าจอ Note5 ที่มันเล็ก และความละเอียดสูง เวลาใช้งานวาดรูปมันจะต้อคอยขยายหน้าจอขึ้นมาบ่อยๆ วาดเส้นก็วาดได้นิดเดียวก็สุดหน้าจอแล้วไม่ค่อยสะดวก เลยอยากหาอะไรที่หน้าจอใหญ่ๆ มาใช้วาดรูปแทน มองไปมองมาก็มีแค่ตัวนี้จอขนาด 10.1 นิ้ว กำลังดี รุ่นใหม่ด้วย ไปลองเล่นที่ร้านแล้วค่อนข้างถูกใจ เลยจัดมาลองใช้งานดูสักพัก ถ้าไม่โอเคค่อยขายทิ้งก็แล้วกัน

Samsung Galaxy Tab A [6] ได้มาจากร้าน Samsung Shop by Jay Mart ที่เดอะมอลล์ ในราคา 12,900 บาท แถมเคสแบบ Book Cover สีขาว สีเดียวกับตัวเครื่อง ซึ่งถามพนักงานแล้วว่ามีแค่สีขาวสีเดียว ไม่ค่อยชอบสีขาวเท่าไหร่เพราะเปื้อนง่าย แต่ก็ไม่มีสีอื่นให้เลือก

วันที่เขียนแกะกล่องนี้ก็ใช้งานตัว Tab A [6] มาได้ 2 อาทิตย์พอดี ถือว่าใช้งานตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้ดีเลยทีเดียว ดังนั้นเลือกใช้ Tab A [6] ต่อ และก็ปล่อย Note5 ออกไปเรียบร้อย หลายคนอาจจะสงสัยว่าปล่อย Note5 ไปทำไมเสป็คดีกว่าเห็นๆ ก็อยากบอกว่ามันเป็นความชอบและความต้องการส่วนตัวครับ เหตุผลก็ตามด้านบนเลย และส่วนตัวก็ยังใช้ S7 Edge อยู่ เลยไม่ได้คิดว่าจะเสียอะไรที่ดีไปสักเท่าไรครับ

เล่าเรื่องส่วนตัวมาสักพักแล้วก็จะมาแกะกล่องดูด้านในกล่องกันว่ามีอะไรบ้าง บทความนี้จะไม่มีการรีวิวระบบการทำงาน เมนูต่างๆ ของเครื่องนะครับ มีแค่แกะกล่องเฉยๆ คิดว่าคงหาอ่านจากที่อื่นกันได้มากมาย

ตัวเครื่องทั้งหมดทำมาจากพลาสติกแบบด้าน สีขาวมุก การประกอบเครื่องแน่นหนาไม่มีเสียงกรอบแกรม กระจกหน้าจอเป็นแบบเรียบไม่มีตัดขอบติดฟิล์มใสธรรมดาได้ไม่มีขอบลอย (ผมติดฟิล์ม Focus แบบใสธรรมดา สั่งจาก Lazada 240 บาท) จอภาพสวย มีความละเอียดดี ไม่เนียนเท่า Note5 เพราะด้วยความละเอียดหน้าจอและขนาดของหน้าจอ สีจอสวยแต่ติดไปทางอมฟ้า ไม่เป็นปัญหาดีกว่าจอมเหลือง มุมมองกว้างพอสมควรเอียงจอดูได้สบาย เสียงลำโพงไม่ดังมากเวลาใช้งานนอกสถานที่ แต่ใช้งานในห้องได้เสียงดังปกติดี ปากกา S Pen แท่งหนามีลอนบนแท่ง จับถนัดมือดีกว่าปากกาของ Note5 หัวปากกาสัมผัสแรงกดได้ใกล้เคียงกับปากกาของ Note5 ของ Note5 เขียนลายเส้นได้ลื่นเนียนกว่านิดหน่อย เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ใช้งานเพราะผมไม่สามารถสัมผัสแรงกดได้ตามระดับของปากกา ปากกาใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน ตัวเครื่องไม่มีไฟแสดงสถานะ LED ไม่มี NFC ไม่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ภาพถ่ายจากกล้องหลัง

ภาพถ่ายจากกล้องหน้า

ตัวเคส Book Cover ที่แถมมา มีราคากว่า 1,600 กว่าบาทนั้นเรียกว่าคุ้มเลยเพราะให้ซื้อเองคงไม่ซื้อ ไปซื้อของไม่มียี่ห้อใช้แทนเพราะราคาถูกกว่ามาก แต่ตอนนี้แถมมาพร้อมกับเครื่องเลย ตัวเคสสีขาว ด้านนอกสัมผัสลื่น แต่หนืดจับนัดมือ ด้านในเคสเป็นพื้นผิวนุ่มๆ ดูกระชับดี เคสเป็นเคสแม่เหล็ก สามารถพับเคสเป็นแท่นวางเครื่องได้ ปรับความเอียงได้ 2 ระดับ ใส่กับเครื่องแล้วดูดีมีสกุลมาก ทำให้รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ได้มามากเลย