แกะกล่อง Samsung GALAXY Note Fan Edition

เครื่อง GALAXY Note Fan Edition ที่ได้มานี้เป็นเครื่องจากเครือข่าย KT จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นเครื่องแบบ 1 ซิม แพ็คเกตของ Samsung GALAXY Note Fan Edition ยังคงเป็นกล่องสีดำตัวหนังสีสีน้ำเงินเหมือนกับรุ่น  GALAXY S7 Edge โดยมีกล่องสวมชั้นนอกที่ด้านหน้ากล่องมีรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมกับชื่อรุ่น Fan Edition ชัดเจน ด้านในเป็นกล่องที่เปิดออกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ภายในกล่อง

Samsung Galaxy Note Fan Edition วางขายในเกาหลีเมื่อวันที่ 7/7/2017 อ้างอิง Samsung KR

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง
  • เคส Clear View Cover สีเดียวกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบขากลม
  • สายเคเบิลแบบ USB C
  • ตัว USB OTG สำหรับเสียบอุปกรณ์ USB
  • หัวแปลง Micro USB to USB C
  • หัวปากกา S Pen 5 หัว พร้อม แหนบ
  • หูฟังรุ่่นเดิมในกล่องพลาสติกสีดำใส

 

สีของตัวเครื่องที่เลือกมาคือ สีฟ้า (Blue Coral) มีขอบอลูมิเนียมตัวเครื่องเป็น สีทองชมพู (Rose Gold) ด้านหน้าไม่มีโลโก้ Samsung แล้ว มองดูด้านล้างหน้าจอก็จะเห็นปุ่ม Home พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ แบบดั้งเดิม สะดวกใช้งานมาก

ด้านหลังจะมีเลนส์กล้อง เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โลโก้ Samsung พร้อมกับชื่อรุ่นอยู่ด้านล่าง

ด้านข้างซ็ายจะมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวามีแค่ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ด้านบนเป็นช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดหน่วยความจำแบบ Micro SD Card  ด้านล่างจะช่องเชื่อมต่อแบบ USB C ช่องลำโพง และ ปากกา S Pen

 

ปากกา S Pen ของ Note FE นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง หัวปากกาจะเป็นแบบหัวแหลมเล็กกว่า Note 5  ตรงที่กดปลายปลากกาจะเป็นอลูมิเนียมสีเดียวกับขอบตัวเครื่องกลมกลืนกันดี

ดูจากภายนอกแล้วมันก็คือ Note 7 นั่นแหละ เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุน้อยกว่าเดิม จาก 3,500mAh เป็น 3,200mAh นั่นเอง

สิ่งที่ชอบ

  • ชอบสีฟ้าของตัวเครื่องมากๆ ด้านหน้าของเครื่องเป็นสีเหมือนด้านหลัง ไม่ชอบ S8+ ตรงที่กระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหตุผลที่เค้าบอกมาก็เพราะจะซ่อนช่องเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่มีเยอะมาก พอเลือกตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีดำกลับทำให้ทุกอย่างดำไปหมดเลยดูไม่สวย ส่วน Note FE ก็มีเซ็นเซอร์เยอะเหมือนกับ S8+ นะ ที่เห็นมีแค่ 3 ช่องด้านบนนั้น เซ็นเซอร์ตัวอื่นๆ อยู่ใต้ฟิล์มสีฟ้านั่นเอง ถามว่ามีปัญหากับพวกเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีฟ้าไหม? ไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ เรียกว่าออกแบบได้ฉลาดมากซ่อนเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีทำให้ด้านหน้าเครื่องดูไม่รกแต่ไม่รู้ทำไมไม่ทำกับ S8+ แบบนี้บ้าง
  • ชอบปุ่ม Home และ สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าที่เดิมคุ้นเคย
  • มีปากกา S Pen
  • ชอบสแกนม่านตาเร็วมากไม่ตั้งใจมองก็สแกนได้ ข้อนี้อยากบอกว่าสแกนม่านตามันเร็วกว่าของ S8+ ที่ใช้อีกนะ กดปุ๊ปมองจอก็ปลดล็อกปั๊ป ของ S8+ มันสแกนได้บ้างไม่ได้บ้างต้องเอามือไปจิ้มสแกนนิ้วข้างหลังแทนน่าหงุดหงิด ข้อนี้เป็นความรู้สึกตัวตัวนะครับ

ข้อสังเกต

  • กล้องถ่ายรูป ปิดเสียงชัตเตอร์ไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดไม่ใช้เสียงแล้ว ซึ่งเสียงชัตเตอร์นี่ดังมากกก ปรับระดับเสียงให้เบาลงไม่ได้ด้วย / แก้ปัญหาโดยใช้ App ถ่ายรูปตัวอื่นโหลดใน Play Store
  • ใช้ Samsung Pay ในไทยไม่ได้ ต้องใส่ซิมเกาหลีเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
  • หาฟิล์มกันรอยดีๆ ในไทยไม่ได้ / ตอนนี้ยังหาฟิล์มที่คลุมขอบโค้งแบบที่ไม่ใช่ TPU และขายในไทยไม่ได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศ

หลังจากรอคอยมานานเรียกว่าถูกใจมาก รูปร่าง สีสันตัวเครื่อง ที่สำคัญคือ S Pen นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ได้เอามาใช้แทน S8+ เครื่องเดิมแล้ว การใช้งานหลังจากนี้มีปัญหาอะไรจะเขียนเล่าไว้ในบล็อกต่อๆ ไปครับ

 

แกะกล่อง รองเท้า บาจา Bata รุ่น Star Wars

รองเท้า บาจา รุ่น Star Wars [Bata Star Wars exclusive collection] ราคา 499 บาท

รองเท้ารุ่นนี้วางขายในเว็บ Lazada เท่านั้น (เค้าว่ามา) โดยมีจำหน่ายเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าเดี๋ยวก็หมด เดี๋ยวก็มาขายใหม่ ไม่เหมือนว่าจะเป็นรุ่นลิมิเต็ตอะไรนะ  แต่เป็นรุ่นที่เรียกว่า “Bata Star Wars exclusive collection” ตัวเองก็ไม่ได้เป็นแฟนหนัง Star Wars แต่อย่างใด อยากได้รองเท้าใส่สบายสักคู่นึงเฉยๆ ราคาป้ายอยู่ที่ 999 บาท แต่สามารถซื้อได้ 499 บาท ตามช่วงโปรโมชั่นที่มีมาบ่อยมาก เข้าไปดูในเว็บเห็นว่ามีขนาดเท้าของเราเลยกดซื้อไป เลื่อนลงมาเห็นส่วนของรีวิวก็เห็นว่ามีรีวิวย้อนกลับไปเกือบๆ ห้าเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็บอกว่าสวยสมราคาดี ขนาดใหญ่ไปบ้าง อะไรบ้างเดี๋ยวต้องมาดูกัน

แกะกล่องออกมารองเท้าแพ็คอยู่ในกล่องอย่างดี  มีกระดาษยัดข้างในและแกนพลาสติกใส่ไว้ทำให้รองเท้าไม่เสียรูปทรงเวลาอยู่ในกล่อง ตัวรองเท้าทำจากผ้าสีดำ เนื้อผ้าดูทนทาน ด้านในรองเท้ามีลายกราฟฟิก แต่ไม่รู้ว่าเป็นลายอะไรเหมืือนกัน พื้นรองเท้ามีตราโลโก้ Star Wars ตัวหนาเห็นได้ชัดเจน พื้นรองเท้าน่าจะทำจากยางหนา และแน่นดีมาก ต้องดูตอนใส่จริงว่าจะใส่สบายหรือไม่  ตัวรองเท้าจะมีหัวของ Darth Vader ตัวร้ายในหนัง สีเงินติดอยู่ข้างๆ ด้วย พื้นรองเท้าเป็นยางสีขาวมีลายกราฟฟิกสวยดี

ลองใส่แล้วตอนไปดูหนังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รองเท้าใส่แล้วรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าปกติ 1 เบอร์ ปกติจะใส่เบอร์ 43 สั่งมาเบอร์ 43 แต่มันหลวมหน่อยๆ ไม่กระชับ เหมือนที่มีคนมารีวิวเอาไว้ในเว็บจริงๆ ด้วย แต่ก็โอเคใส่แล้วสบายไม่คับดี ช่วงหัวรองเท้าตื้นกว่ารองเท้าแบบ slip on ทั่วไปตอนแรกกลัวว่าจะใส่เดินแล้วรองเท้าจะหลุดง่ายแต่พอใช้จริงแล้วโอเคเลย มาถึงเรื่องของพื้นรองเท้าด้านในที่เป็นยางแน่นๆ นั้น เรียกว่าแน่นจริงๆ แต่ก็ไม่แข็งถึงกับใส่ไม่สบายนะ แต่ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ใส่แล้วนุ่มสบายสักเท่าไหร่ พื้นรองเท้าด้านนอกเป็นยางใส่เดินบนพื้นกระเบื้องแล้วไม่ลื่น สรุปแล้วเป็นรองเท้าที่คุณภาพดีสมราคา เอาไว้ใส่ในวันสบายๆ ได้ดีคู่หนึ่งเลย แต่ถ้าจะใส่เอาไว้เดินมากๆ ก็อาจจะเมื่อยเท้านิดหน่อยนะ

ลองชิม เนสกาแฟ โกลด์ ไอซ์ คอฟฟี่ คอนเซนเทรท เอสเพรสโซ และ ม็อคค่า

Nescafe Gold Iced Coffee Concentrate Espresso, Mocha ขนาด 96 มิลลิลิตร ราคาประมาณ 75 บาท

กาแฟบีบ อาจจะเป็นชื่อที่เรียกแล้วเข้าใจกันง่ายที่สุดสำหรับการลองชิมกาแฟใหม่ในครั้งนี้ ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่าย จริงๆ แล้วก็เห็นว่ามาขายตั้งแต่เมษายนแล้วละ เพียงแต่ว่าที่โคราชยังหาซื้อไม่ได้ ครั้งนี้ได้มาลองชิมซึ่งเป็นของฝากที่ส่งมาให้จากต่างจังหวัดเลย เพราะยังหาซื้อที่โคราชไม่ได้ (เห็นว่าที่ TOP มีขาย แต่อยู่ไกลเลยไม่ได้ไปดู)

ได้มา 2 รส รสเอสเพรทโซ กับ ม็อคค่า รูปร่างภายนอกจะเป็นแบบขวดมีฝาปิด ขวดเป็นแบบบีบได้ หัวบีบเป็นหัวบีบที่ดูแล้วทนทานไม่รั่ว ไม่ตัน

วิธีชงก็บีบกาแฟ ประมาณ 2 ช้อนชาครึ่ง ผสมกับนมสดประมาณ 100 มล. คนให้เข้ากันแล้เติมน้ำแข็ง

  • รสม็อคค่า ได้กลิ่นหอมกาแฟกับช็อกโกแลต มีรสหวานแบบหวานช็อกโกแลต หวานกำลังดี กาแฟไม่เข้มมาก มีความหอมช็อกโกแลตระหว่างดื่ม
  • รสเอสเพรสโซ ได้กลิ่นหอมกาแฟแบบกาแฟเย็นที่คุ้นเคยเลยละ รสกาแฟเข้มและเด่นกว่าม็อคค่า ตามด้วยรสหวานมัน เป็นรสกาแฟแบบกาแฟกระป๋องที่หวานหอม อร่อยมาก

ลองชงแล้วก็ง่ายและสะดวกดีสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบรวดเร็ว เพียงแต่สงสัยว่าชงตามปริมาณที่ระบุมาแล้วควรใส่แก้วแล้วใส่น้ำแข็งมากน้อยแค่ไหนถึงจะได้รสที่เป็นมาตรฐาน คิดว่าคงให้ใส่ตามใจชอบละมั้ง เพราะที่ลองชิมไปชงตามที่ระบุและใส่แก้วขนาดเล็ก ดื่มใกล้หมดแก้วจะรู้สึกว่ามันหวานคอจนขนลุกเลย ครั้งต่อไปคงจะต้องใส่นมและน้ำแข็งเพิ่มสักหน่อย

สรุปแล้วเป็นการทำกาแฟเย็นเองที่ง่ายมากไม่ต้องกะปริมาณให้ปวดหัว ชงไปแล้วรสไม่ถูกใจก็บีบกาแฟเพิ่ม ถ้าเข็มข้นไปก็ใส่นม หรือน้ำแข็งเพิ่มเท่านั้น ก็จะได้รสชาติกาแฟเย็นที่ถูกใจสุดๆ แล้ว

แกะกล่อง วิทยุ TECSUN รุ่น R-9012

ครั้งนี้จะมาแกะกล่องวิทยุ TECSUN รุ่น R-9012 ที่สั่งมาจาก Lazada เป็นวิทยุที่รับคลื่น FM, MW, SW เรียกว่ารับคลื่นได้หลากหลายในตัวเดียวเลย ที่ซื้อมาก็เพราะจะลองเล่นช่วงคลื่นสั่น (Shortwave Radio) วันนี้ก็เลยจะมาแกะกล่องดูข้างในว่าตัววิทยุเป็นอย่างไร มีอะไรในกล่องบ้าง และการใช้งานคร่าวๆ

วิทยุมาในกล่องกระดาษลูกฟูกปกติตามสไตล์ วิทยุจะอยู่ในซองพลาสติกกันกระแทก มาพร้อมกับคู่มือภาษาจีน ทั้งกล่องมีเท่านี้เลย

  • ด้านหน้าจะเป็นลำโพงขนาดค่อนข้างใหญ่ มีแผงหน้าปัดแสดงรายการหมายเลขคลื่นในย่านความถี่ต่างๆ ด้านล่างมีสวิตช์เลื่อนเปลี่ยนย่านความถี่
  • ด้านหลังมีช่องใส่ถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน มีแผงพลาสติกเปิดออกมาใช้เป็นขาตั้งได้
  • ด้านขวามีปุ่มหมุนจูนคลื่นวิทยุ ด้านล้างจะเป็นสวิทตช์ปิด-เปิดเครื่อง
  • ด้านซ้าย เรียงจากด้านบนจะมีเชื่อกคล้องข้อมูล ตัวปรับความดังเสียง ช่องเสียบหูฟังแบบโลหะ ช่องเสียบไฟ
  • ด้านบนจะมีเสาอากาศ ด้านล่างไม่มีอะไร

วัสดุตัวเครื่องนั้นทำจากพลาสติกที่ดูมีคุณภาพดีเลยทีเดียว การประกอบเครื่องแน่นบีบแล้วไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด สวิทเลื่อนมีจังหวะดีไม่หลวม ปุ่มหมุนจูนคลื่นนั้นหมุนหนืดดีมาก และปุ่มปรับเสียงหมุนได้ลื่นดี

การใช้งานก็รับคลื่นวิทยุ FM ได้ชัดเจนถ้าอยู่ในที่โล่ง คลื่นที่สัญญาณอ่อนก็ฟังได้ เพียงแต่มีเสียงรบกวนแบบวิทยุปกติ แต่ครบช่วงคลื่นที่มีรึเปล่าไม่รู้ไม่ขอออกความคิดเห็น

คลื่น MW หรือ AM นั้นไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นพื้นที่อับสัญญาณหรืออย่างไรรับสัญญาณชัดๆ ได้ไม่กี่คลื่น แม้จะดึงเสาสัญญาณออกมาแล้ว

คลื่น SW ลองหมุนจูนฟังดูทุกคลื่นความถี่อย่างคร่าวๆ แล้วช่วงเวลากลางวัน สามารถรับคลื่นจากประเทศได้อยู่ ไม่ชัดมากแต่ก็ฟังได้ น่าตื่นเต้นมากๆ เดี๋ยวจะลองเล่นลองเปลี่ยนสถานที่ดูเรื่อยๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังในบล็อกต่อไปนะครับ

สรุปแล้ววิทยุ TECSUN รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์การเป็นวิทยุได้ด้วยตัวของมันเอง ด้วยการใช้งานที่ง่าย และมีช่วงคลื่นความถี่ที่หลากหลาย เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับวิทยุสักเครื่อง เป็นความคิดส่วนตัวนะครับ ( ͡° ͜ʖ ͡°)

แกะกล่อง ตลับลูกอม Miniaturely Tablet Sailor Moon Part 6

Miniaturely Tablet Sailor Moon Part.6 ราคา 4,040 Yen / ราคารวมส่งจากญี่ปุ่นแล้วประมาณ 1,500 บาท

ตลับยา Sailor Moon รุ่นนี้คงจะเรียกว่าตลับยาไม่ได้แล้ว คงเป็นแค่ตลับใส่ลูกอมซะมากกว่า ใส่ลูกอมที่แถมมา ส่วนยาใส่ได้แค่ยาแก้แพ้มั้งเม็ดเล็กๆ ในกล่องใหญ่จะมีตลับยาอยู่ 6 กล่อง มีแบบซ้ำ 2 กล่อง

แพ็คเกตยังคงเป็นกล่องพลาสติกใส มีโครงพลาสติกตั้งตัวตลับยาด้านในดูดีเหมือนเดิม มีห่อลูกอมอยู่ใต้ฐานกระดาษด้านล่าง ลูกอมรสพีชหอม หวานเย็นๆ อร่อยดี

ตัวตลับยังคงทำรายละเอียดได้ดี ใช้พลาสติกสี – พลาสติกใส เป็นส่วนๆ จริง ไม่ใช่แค่เอาสีทา ทำให้มีรายละเอียดที่ดีสวยงามสมจริง เพียงแต่ช่องใส่ยา หรือลูกอมจะเล็กไปหน่อยเพราะใส่ได้ตามความยาวของคฑา ช่องร้อยโซ่พวงกุญแจของบางตลับจะเป็นพลาสติกขนาดเล็กดูแล้วบอบบาง

สรุปแล้วก็เป็นอีกหนึ่งชุดที่ทำออกมาแบบสวยเหมือนจริง ขนาดเล็กน่ารักดี

Blog + แกะกล่อง เคสมือถือ Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องเคสโทรศัพท์มือถือ แต่ไหนแต่ไรแล้วไม่เคยจะซื้อเคสใส่มือถือเลย มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำตกแน่นอน ซึ่งก็ไม่เคยทำมือถือตกเลยนะ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองซื้อเคสมาหลายอันแล้ว แล้วทำไมเราถึงเริ่มซื้อเคสมือถือใช้ละ คงจะเริ่มช่วงใช้ S7 Edge นั่นแหละตอนแรกๆ ที่ได้เครื่องมาแล้วมันสวยบางมาก จนกลัวทำตกเลยไปหาซื้อเคสมาใส่ ได้เคสแรกมาเป็นของ UAG แต่ก็ไม่ถูกใจมันเท่ดูทนทานดีก็เถอะ แต่มันทำให้เครื่องหนาขึ้นมาก หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นในการซื้อเคสมือถือไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

พอมาได้เครื่อง S8+ มาก็ยังซื้อเคสมือถือมาอยู่เรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ จะว่าไปการที่ใส่เคสมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย พอไม่ใส่ก็รู้สึกว่าเครื่องจะตกตลอดเวลาเลยทำให้หาเคสใส่อีกครั้งจนได้ จนครั้งนี้ที่จะมาแกะกล่องให้ดูก็เป็นอันที่ได้มาล่าสุด และคงจะเป็นอันสุดท้าย (คิดว่านะ) ก่อนที่จะเริ่มรอการมาของ Samsung Galaxy Note 8 ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ถ้าใครอ่านบล็อกผมมาจะเห็นว่าใช้ Note Series มาตลอด จนเกิดมหากาพย์การ Pre-Order Samsung Galaxy Note 7 เมื่อปีก่อน เลยทำให้ต้องใช้ S Series รอ

ก่อนหน้านั้นก็ซื้อมาตลอดนะส่วนใหญ่จะซื้อแบบราคาถูกใช้ เพราะคิดว่าซื้อแบบแพงๆ แล้วจะเสียดายเงินถ้าเราใช้แล้วไม่ชอบ เคสที่ซื้อมาลองใช้กับ S8+ หลังจากบล็อกแกะกล่องอันก่อนก็มี 2 อันนี่แหละ

Nillkin Frosted Shield ราคา 230 บาท อันนี้ซื้อมาจาก Lazada ซื้อมาหลังจากผิดหวังกับเคสใสของ Samsung กะว่าจะซื้อมาเล่นๆ เพราะไม่แพง แต่ใช้แล้วเป็นเคสที่ใช้นานที่สุด เพราะมันเป็นเคสแข็งที่บาง กระชับตัวเครื่องแน่นดีมาก ด้านหลังก็มีลายให้จับง่ายแม้จะเคลือบซิลิโคนลื่นๆ ใช้มาจนถึงตอนนี้เลย แต่ที่ยังไม่พอใจก็เป็นด้านหลังนี่แหละมันไม่สวย ใส่แล้วดูไม่สมราคามือถือเลย

Baseus Wiing Case for Galaxy S8 Plus ราคา 130 บาท อันนี้ลองเสี่ยงซื้อมาจริงๆ จากในกลุ่มขายของในเฟสบุ๊ค เคยเห็นมีสมาชิกคนอื่นๆ ใช้กันแล้วเค้าว่ามันบาง มันสวย พอได้มาแล้วก็จริง บางมาก ดูเฉยๆ สวยดี แต่วัสดุมันแบบว่าเป็นพลาสติกบางขึ้นรูปธรรมดาเลย พลาสติกคล้ายๆ พวกปกหนังสือพลาสติกหน่ะ ลองใส่ 5 นาที แล้วก็ถอดออกเลย ตัวเคสลื่นมือมากจับแทบไม่ติดนิ้ว

Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus ราคาประมาณ 800+ ได้มือสองมา 400 บาท

จนมาเจอเคสนี้ละเป็นเคส Bumper ที่ดูแล้วน่าใช้งานมาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับเคสที่มีแค่ขอบเครื่องก็เลยได้แค่มองๆ จนมาเจอประกาศขายมือสองนี่แหละ ราคาสมเหตุสมผล สภาพยังดีอยู่เลยซื้อมาลองใช้ดูว่าจะโอเคไหม

ภายนอกแพ็คเกจดูดีมากสมราคาเค้าละ ภายในจะมีภาพคู่มือแนะนำการใช้งานและบอกถึงคุณสมบัติป้องกันการกระแทกในระดับความสูงเท่าไหร่ด้วย ตัวเคสเป็นพลาสติกเนื้อดีเลย ผิวด้าน ด้านในขอบเคสจะเป็นลายหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง มีการตัดช่องต่างๆ ได้กว้างและลงตัวดี ตัวเคสจะหนาช่วงหัว และท้ายเครื่อง

ลองใช้แล้วใส่ง่าย เคสพอดีเครื่องใส่แล้วจับกระชับมือดี ชอบเคสแบบ Bumper ตรงที่ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และเปิดด้านหลังโชว์กระจกด้านหลังด้วย ตัวเคสพอวางกับโต๊ะแล้วจะยกสูงจากพื้นไม่ทำให้ด้านหลังเป็นรอยทั้งด้านหน้าและหลัง โดยรวมแล้วถูกใจมาก ได้โชว์เครื่อง พร้อมกับป้องกันเมื่อตกกระแทกได้ด้วย

มีข้อสังเกตตรงขอบเคสด้านข้างที่ไม่ได้กระชับไปกับเครื่อง สามารถดึงยืดออกมาได้พอสมควร ทำให้ขอบด้านข้างจะขยับไปมาเวลาถือ-จับเครื่อง น่ากลัวว่าจะขูดเครื่องเป็นรอยเพราะฝุ่นที่จะเข้าไปอยู่ข้างในเพราะขอบเคสมันขยับไปมาตลอด และปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นแข็งมากๆ กดยากต้องตั้งใจกดมากถึงจะกดได้เป็นแค่ปุ่มเดียวเลย

ใครรับได้กับข้อสังเกตที่ว่ามาก็ดีเลยเพราะมันเป็นเคสที่ให้ครบกับความต้องการของเราที่ต้องการโชว์เครื่อง และ ป้องกันเครื่องเราได้ (กันตกแตก) พร้อมๆ กัน

เคส Rhinoshield นี้ถูกใจมากเลยนะ เป็นเคสที่ต้องการเลยแต่ติดที่เคสด้านข้างมันหลวมๆ และดิ้นในมือได้ตอนใช้งานนี่แหละ ทำให้ต้องคิดว่าจะใช้ต่อดีไหม ถ้าไม่ไหวคงจะเลิกใส่เคสแล้วกลับไปเหมือนเมื่อก่อนคงจะประหยัดเงินในส่วนตรงนี้ได้มาก

Blog: แกะกล่อง ยักษ์ดำในตำนาน Casio G-SHOCK GX-56BB-1DR

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แวะไปร้านนาฬิกาที่เดอะมอลล์ เห็นในเพจของร้านประกาศโปรโมชั่นลดราคา 50% เลยไปดูสักหน่อย นาฬิกาที่ใช้อยู่ก็ยังไม่พังนะแค่อยากได้ใหม่เฉยๆ อยากใส่ G-SHOCK เหมือนเดิม เคยมี G-SHOCK อยู่ตัวนึงซื้อตอนที่กำลังจะเรียนจบ ป.ตรี เก็บเงินซื้อเองจำไม่ได้ว่าราคาเท่าไรแล้ว แล้วมันเหมือนจะถ่านหมด พอเอาไปให้ที่ร้านซ่อมของ Casio ที่เดอะมอลล์ดูเขาบอกว่ามันเสียแล้ว เลยไปร้านนาฬิกาซื้อถ่านมาเปลี่ยนเอง เปลี่ยนถ่านใหม่มันก็ติดนะ ใช้ได้ วัน – สองวัน มันก็ดับไปเลย แล้วก็ไม่ติดอีก ก็เลยใช้ตัวนาฬิกาเครื่องคิดเลขของ Casio นี่แหละใช้อยู่เพราะมันถูกดี จนเห็นประกาศโปรลดราคาของทางร้านเลยทำให้คิดถึง G-SHOCK ขึ้นมา

เล่าย้อนอดีตไปแล้วก็มาดูที่ร้านลดราคากัน ร้านที่ว่านี้ก็คือ “ร้าน มี จง มี”  ร้านแว่นและนาฬิกาที่อยู่ชั้น 2 ในห้างเดอะมอลล์นครราชสีมา พอถามพนักงานก็ถึงรู้ว่าที่ลดราคา 50% นั้น ลดแค่เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น โดยรุ่นที่ลดราคาจะรวมอยู่ในตู้กระจกที่จัดไว้ ดูรวมๆ แล้วก็หลายสิบรุ่นอยู่นะ เลยขอดูตัวนึงเป็นรุ่นอะไรไม่รู้ เห็นเป็นแบบเข็มสีดำใหญ่ดี ห้าพันกว่าๆ ลด 50% ก็ไม่แพงมาก แต่ตาดันไปมองเห็นตัวดิจิตอลสีดำ หน้าเหลี่ยมๆ อยู่อีกตู้นึงที่ไม่ลดราคา มันคือยักษ์ดำในตำนานนั่นเอง ขอดูตัวนี้ด้วยเอามาเทียบกัน ไปไปมามา ก็ได้ตัวยักษ์ดำมาจนได้

ลืมบอกตัวที่ไม่ได้อยู่ในตู้กระจกลด 50% จะลดราคาที่ 25% อยู่ด้วย โดยปกติจะลด 20% และแอดร้านใน Line จะลดเพิ่มอีก 5% เป็น 25% แต่มีเงื่อนไข เรื่องการจ่ายเงินสด กับ รูดบัตรเครดิต ด้วยนะ โดยตัวยักษ์ดำที่ได้มานี้ ราคาป้ายอยู่ที่ 6,500 (ราคาเต็มไม่ค่อยแน่ใจมองไม่ถนัดแค่คิดว่าน่าจะเท่านี้) ลด 25% จ่ายเงินสดจะอยู่ที่ 4,875 บาท ถ้ารูดบัตรจะอยู่ที่ 5,006 บาท ทางร้านคิดแบบไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็เป็นปกติของร้านค้าบางร้านที่จะชาร์จค่ารูดบัตร …คิดว่านะ โดยโปรลด 50% ถ้ารูดบัตรจะลดแค่ 45% นะเท่าที่จับใจความได้

CASIO G-SHOCK GX-56BB-1DR หรือที่เรียกกันว่า “ยักษ์ดำ”

นาฬิกามาในกล่องกระดาษสีดำ ที่มีคู่มือภาษาอังกฤษเล่มเล็ก พร้อมกับใบรับประกันของทางร้าน ในกล่องกระดาษจะมีกล่องเหล็กหกเลี่ยมใส่นาฬิกาอยู่อีก 1 กล่อง มีฟองน้ำกันกระแทกแน่นหนา

นาฬิกาสีดำ ขนาดใหญ่ ก็เรียกว่าใหญ่นะสำหรับนาฬิกาดิจิตอล สายเรซินหนาดูแข็งแรง หน้าจอแสดงผลแบบสีดำ ตัวเลขสีขาว แสดงผลชัดเจน ในหน้าจอแสดงผลนี้รอบๆ จอจะเป็นแผงรับแสงอาทิตย์เพื่อใช้เป็นพลังงานโดยมีแบตเตอร์รี่เก็บพลังงานอยู่ภายใน สเป็กโดยละเอียดมีอะไรบ้างก็หาอ่านได้ในเว็บของ CASIO เลยนะ

ลองใส่ดูก็พอจะเห็นแล้วละว่ามันใหญ่ ใส่ที่ข้อมือแล้วก็ใหญ่จริงๆ แต่ด้วยความชอบก็ไม่สนใจหรอก เพราะมองดูมันแล้วมันสวยจริงๆ คิดถูกแล้วที่เลือกยักษ์ดำมา

เคส Samsung Galaxy S8+ จากงาน Samsung x LINE FRIENDS Pop Up Event

ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน Samsung x LINE FRIENDS Pop Up Event ที่ สยามสแควร์วัน โดยเป็นงานที่ Samsung ร่วมกับ LINE FRIENDS จัดขึ้นสำหรับโทรศัพท์ S8, S8+ เป็นหลัก ภายในงานจะมีเคสมือถือ S8, S8+ ตัวคาแรคเตอร์ไลน์ให้ซื้อกันด้วย รู้สึกว่าจะมี 4 ลาย 4 แบบ เคสชิ้นละ 650 บาท เป็นแบบเคสพลาสติกใส 2 แบบ และแบบพลาสติกสีทึบ 2 แบบ

เพราความอยากได้เคสใสๆ อยู่แล้วแต่ไม่มีโอกาสไปกรุงเทพฯ เท่าไหร่ ก็เห็นประกาศขายเคสรุ่นนี้ ลายหมีบราว มือสองอยู่ ก็ไม่รออะไรกดซื้อไปทันที เดี๋ยวมาดูกันว่าเป็นยังไง

ตัวเคสเป็นพลาสติกใส เรียบ พิมพ์ลายด้านล่าง เคสเป็นแบบเกาะมุม 4 มุม เปิดหัวท้าย ด้านข้าง ทั้งหมด ลองใส่ดูก็สวยดีนะ แต่ดูเหมือนจะใส่เพื่อความสวยงามเฉยๆ ไม่ได้มีการปกป้องเครื่องเท่าไหร่ มุมส่วนที่เกาะเครื่องไว้แค่ดันนิดหน่อยก็หลุดออกได้ง่าย ดังนั้นถ้าตกพื้นก็คงแยกส่วนเครื่องกับเคสแน่นอน

มาดูส่วนที่เป็นข้อสังเกตกันบ้าง

  • ตัวเคสแบบพลาสติกใสธรรมดาปกติ เนื้อพลาสติกไม่ได้ดูมีคุณภาพแต่อย่างใด เป็นพลาสติกอ่อน ไม่แข็งบิดตัวได้ง่าย ซึ่งตอนได้มาด้านหลังส่วนที่เป็นพลาสติกใสก็เป็นรอยขนแมวอยู่แล้ว หลังจากใส่ใช้งานไปเพียง 1 ครั้ง ขนแมวขึ้นพรึบ ลายพร้อยเลย
  • ตัวเคสด้านหลังนั้นเหมือนจะยกสูงจากด้านหลังของตัวเครื่องนิดนึง และฝุ่นสามารถเข้าไปอยู่ข้างในได้ ดังนั้นเวลาเกิดการกดทับเคสกับเครื่องอาจจะถูฝุ่นที่อยู่ด้านในทำให้ด้านหลังเครื่องเป็นรอยได้

จากที่ได้ใช้ดูแล้ววัสดุคุณภาพไม่สมราคา 650 บาท เลย ถึงจะซื้อมือสองมาไม่ใช่ราคาเต็มก็ยังเสียดายเงิน แต่ก็ถือว่าเป็นเคสที่ดูแล้วสวยน่าใช้นะ เก็บเป็นของสะสมได้อยู่

แกะกล่อง ปากกา S PEN Samsung Galaxy Tab S3

S PEN Samsung Galaxy Tab S3 ราคา 1,290 บาท

ปากกา S PEN รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่อง Samsung Galaxy Tab S3 เป็นปากกา S PEN แบบแยก เห็นตอนเปิดตัวก็ลุ้นว่าจะมาเข้ามาขายแยกรึเปล่า คิดว่าน่าจะเอามาวาดกับ Samsung Tab A 10 ที่มีอยู่ คงจะจับวาดถนัดมือดีไม่น้อย

ปากกา S PEN รุ่นนี้หาซื้อยากจริงๆ ตาม Shop Samsung ในห้างไปถามทีไรก็ไม่มีขายสักที คอยจ้องดูในเว็บ S-eStore เรื่อยๆ มาแป๊บๆ ก็หมด แต่ในที่สุดก็ได้มา

แพ็กเกจเป็นกล่องฝาพลาสติกใส แบบอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่ๆ ในกล่องจะมีแหนบ และ หัวปากกา สำหรับเปลี่ยนมาให้ในชุดเลย

ตัวปากกาขนาดเท่าๆ กับปากกาปกติ ความกว้างกำลังดี จับถนัดมือ ปุ่มกดได้ดี ตัวปากกาทำจากพลาสติก เคลือบพื้นผิวหนีด ลื่นหน่อยๆ แบบผิวซิลิโคน ตัวคลิบหนีบเป็นโลหะพิมพ์โลโก้ Samsung หัวปากกาเป็นแบบหัวแหลมขนาดเล็ก ตามกล่องบอกว่ารองรับแรงกดได้ที่ 4096 ระดับ

จากที่ได้ลองใช้คู่กับ Samsung Galaxy Tab A และคู่กับตัวปากกา S PEN เดิม แล้วก็พอจะรู้สึกถึงความแตกต่างนะ รู้สึกถึงแรงกดที่ใช้แรงกดน้อยๆ ก็วาดเส้นบางๆ ได้ง่ายขึ้น คงเป็นเพราะหัวปากกาที่เล็กลง แรงเสียดทานเลยน้อยลงไปด้วย ทำให้ลงน้ำหนักได้เบาขึ้นได้  และสิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนคือ ความถนัดมือในการวาด หรือเขียน เพราะขนาดปากกาเหมือนกับปากกาขนาดปกตินั่นเอง

สรุปแล้วก็พอใจกับตัวปากกา S PEN รุ่นนี้นะ วาดรูปได้สนุกขึ้นเยอะ แต่ก็ยังติดอยู่ที่มันเป็นปากกาแบบแยกชิ้น เวลาพกไปใช้นอกสถานที่จะไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะเวลาใช้ร่วมกับ Tab A 10 นี้ จะต้องดึงปากกาที่อยู่กับตัวเครื่องออกก่อนถึงจะใช้ปากกา S PEN Tab S3 นี้ได้ ใช้ไปก็กลัวจะลืมปากกาเดิมทิ้งเอาไว้ที่ไหนอีก  Update: ได้ลองปิดฟังก์ชั่นประหยัดแบตในส่วนของการปิดการตรวจจับปากกา S PEN เมื่อมีปากกาเสียบอยู่ในเครื่องดู พบว่าสามารถใช้ปากกา S PEN Tab S3 ได้โดยไม่ต้องดึงปากกาของเครื่องออกมาแล้ว แต่เวลาใช้นอกบ้านก็คงจะใช้ปากกาที่เสียบมากับเครื่องจะสะดวกรวดเร็วมากกว่า

แกะกล่อง เคส UAG PLASMA Samsung Galaxy S8+

UAG PLASMA Samsung Galaxy S8+ ราคา 1,590 บาท (True Shop)

ร้าน True Shop เปิดใหม่ที่เดอะมอลล์โคราช ร้านใหญ่ กว้างขวาง มีบูธขายเคสของ UAG ด้วยหลังจากรอมานาน ตอนนี้มีให้เลือกหลายรุ่นส่วนใหญ่จะเป็นของ iPhone ของ Samsung มีแค่ 2 รุ่นเห็นจะได้ ของ S7 กับ S8, S8+ แต่ก็มีแค่สีใสให้เลือกซื้อ มีสีดำอยู่อันเดียว

แพ็คเกจกล่องเป็นแบบใหม่มีบอกชื่อรุ่น PLASMA แล้ว นี่ก็เพิ่งจะสังเกตว่ามันชื่อรุ่นนี้ตัวเคสยังใช้วัสดุแบบเดิม คือเป็นพลาสติก เป็นพลาสติกที่ให้ผิวสัมผัสว่ามันมีคุณภาพ ส่วนรอยต่อระหว่างพลาสติกสีดำกับแบบใสต่อกันได้เรียบเนียน จับตัวเคสแล้วรู้สึกถึงความแข็ง ไม่เสียรูปทรง

ใส่เครื่อง S8+ ลงไปรู้สึกว่าจะแน่นกว่าเคสของตัว S7 Edge ตัวก่อนนะ แน่นกระชับแนบไปกับตัวเเครื่องดี ปุ่มกดทั้งสองด้านกดง่ายนิ่ม กดแล้วเคสไม่ย้วยเสียรูป ตัวเคสมีความหนานิดหน่อยแต่ทำให้จับเครื่องได้กระชับขึ้นมาก ถือตัวเครื่องเปล่าๆ แล้วจับลำบาก พิมพ์ข้อความก็ลำบางเพราะตัวเครื่องยาวแถมยังบางอีก ใส่เคสแล้วช่วยได้เยอะ

โดยรวมแล้วชอบมากเลย แต่ยังคงมีปัญหาตอนเอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ที่พอดีตัว หัวเคสมันหนาเวลายัดลงกระเป๋ามันติดเนื้อผ้าไม่ลื่นเหมือนพลาสติกธรรมดา แต่ก็ยอมรับได้

แกะกล่อง ฟิล์มกันรอย กับ เคสใส Samsung Galaxy S8+

เคยเห็นมาบ้างกับฟิล์มกันรอยของ Samsung แต่ไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเห็นแล้วอยากลองซื้อมาติดดู รุ่นที่มีขายเหมือนจะเป็นรุ่น S7, S7 Edge อยากหากซื้อมาลองกับ S7 Edge มาก แต่ก็หยุดหาไปเพราะเจอฟิล์มที่ใช้ดีมาติดแล้ว คราวนี้ไม่พลาดในเมื่อ Samsung ได้นำฟิล์มของ Galaxy S8 มาจำหน่าย น่าจะติดดีเพราะ Samsung ออกแบบและผลิตมาจำหน่ายเอง จะได้ลดภาระเรื่องการหาฟิล์มดีๆ ติด โดยเฉพาะพวกจอโค้งแบบนี้  กับอีกอย่างคือ เคสใส หรือ Clear Cover ของ Samsung ที่ได้ใช้กับ S7 Edge มา เรียกได้ว่าเป็นเคสที่ดีเคสนึงเลยก็ว่าได้ ตัวเคสบาง ใส ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องเป็นรอย และยังดูสวยอยู่ เลยไม่พลาดที่จะหยิบมาใช้อีกเหมือนกัน

Samsung Screen Protection from External shock SCREEN PROTECTOR ราคา 290 บาท

ในแพ็คจะมีฟิล์มให้ 2 แผ่น กับชุดอุปกรณ์ติดฟิล์ม ติดค่อนข้างง่ายเพราะบนฟิล์มจะมีเส้นบอกตำแหน่งให้ติด ตัวฟิล์มใส ติดแล้วแสดงภาพได้สวยไม่มีจุดๆ ของเนื้อฟิล์ม ติดลงขอบโค้งได้ ฟิล์มไม่เด้ง เรียกว่าโอเคเลยละ แต่มีข้อสังเกตดังนี้

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถเอาเทปใสดึงฝุ่นออกจากฟิล์มด้านในได้ เมื่อดึงออกมาแล้วตัวฟิล์มจะเป็นรอยทันทีปิดฟิล์มบนจอแล้วแสดงผลมีรอยเทปกาว เลยคิดว่าตัวฟิล์มน่าจะเป็นแบบ TPU แต่เนื้อไม่นิ่มเหมือน TPU ยี่ห้ออื่น
  • ตัวฟิล์มสะท้อนแสงมาก พอติดแล้วทำให้หน้าจอสะท้อนแสดงเป็นฝ้าขาวมากขึ้นมองจอลำบางเวลาแสดงจ้า
  • ตัวฟิล์มจะมีขอบขาวล้อมลอบฟิล์ม ทำให้เห็นขอบฟิล์มชัดเจนมากหลังจากติดเสร็จแล้ว ขอบขาวนี้จริงๆ ไม่มีสีเป็นฟิล์มใสๆ นี่หละ แต่เมื่อใช้งานไปฝุ่นจะเข้าไปติดในขอบนี้ทำให้ขอบเป็นสีขาว และเห็นเศษฝุ่นติดอยู่เต็มไปหมด เพราะขอบนี้ไม่ได้ติดลงบนจอมันบานอยู่แบบนั้นเอานิ้วลูบก็สัมผัสได้ถึงขอบที่เปิดออกมาน่ารำคาญมาก ด้วยปัญหานี้แหละถึงดึงฟิล์มออกใช้แบบไม่ติดฟิล์มสบายตา สบายใจกว่าเยอะ

Samsung Ultra-thin and translucent CLEAR COVER ราคา 690 บาท

เคสใสอันนี้ซื้อมาเพราะประสบการณ์การใช้งานที่ดีกับเคสใสรุ่นก่อนหน้าที่ใช้กับ S7 Edge เลย เคสใสสำหรับ S8+ รุ่นนี้ตัวเคสเป็นพลาสติกใสสีเทาสำหรัรบใช้กับเครื่องสีดำ ตัวเคสทำจากพลาสติกแข็งใส บาง ด้านหลังเคสมีจุดเล็กๆ ด้านในเพื่อไม่ให้เคสแนบกับเครื่องแล้วเกิดลายน้ำ ผิวด้านนอกเรียบมันเงาเหมือนพลากสติกทั่วไป เมื่อใส่กับตัวเครื่องแล้วค่อนข้างพอดีแต่รู้สึกได้ถึงตัวเครื่องมีการขยับอยู่ด้านในเคสตลอด ใส่แล้วจับกระชับมือไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และยังคงความสวยของเครื่องเอาไว้ได้ แต่มีข้อสังเกตดังนี้

ข้อสังเกต

  • ตัวเคสขนาดไม่พอดี ใส่แล้วไม่แนบไปกับตัวเครื่องเหมือนกับเคสใสรุ่นก่อนที่ใช้กับ S7 Edge ที่เคสแน่นพอดีกับตัวเครื่อง 100% ใส่แล้วรู้สึกได้ว่าแน่นกระชับปลอดภัยไม่ทำให้ตัวเครื่องเป็นรอย แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เคสใสสำหรับ S8+ รุ่นนี้ มันหลวมๆ ตรงช่วงบน กับมุมด้านล่าง เครื่องสามารถขยับขึ้นลงภายในเคสได้ ขอบด้านข้างกว้างกว่าตัวเครื่อง ทำให้ฝุ่นเข้าไปและถูกับขอบเครื่อง ซึ่ง S8+ ของผมตอนนี้เป็นรอยเรียบร้อยแล้วเพราะเคสตัวนี้เซ็งมาก เป็นรอยตรงบริเวณขอบด้านข้าง กับส่วนบนที่มันขยับไปมาได้ ทั้งตัวเครื่อง และเคสก็เกิดรอยบริเวณเดียวกันเพราะการเสียดสีกัน
  • พลาสติกตัวเคสคุณภาพไม่เหมือนกับเคสใสรุ่นก่อน รุ่นนี้เป็นพลาสติกใสแข็ง ไม่ค่อยยืดหยุ่น ขอบเคสคม เหมือนเคสพลาสติกถูกๆ ที่ขายทั่วไป เคสใสรุ่นเก่าเป็นพลาสติกที่ไม่บางมากมีความยืดหยุ่นดี ทำสีสวยไม่ลอกเวลาใสกับเครื่องแล้วกระชับพอดีตัวเครื่อง
  • จากข้อสังเกตสองข้อข้างบนก็ทำให้ผมถอดเคสเก็บกลับเข้ากล่องไปเรียบร้อย ใช้แบบไม่ใส่เคสแบบนี้สบายใจกว่า

จะว่ายังไงดีกับการซื้ออุปกรณ์เสริมแท้จาก Samsung ในครั้งนี้ กับการที่คาดหวังเอาไว้มากกับอุปกรณ์เสริมของแท้ว่าจะต้องดีกับตัวเครื่อง S8+ ที่ซื้อมาแน่นอน เพราะคิดว่าน่าจะออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่ก็ผิดหวังจนได้ ทำไงได้ละก็ที่ผ่านมาทาง Samsung ทำอุปกรณ์เสริมออกมาใช้งานได้ดีมากเลยคาดหวังไว้ว่าน่าจะดีเหมือนเดิม

ลองใช้ L’Oréal ELSEVE Extraordinary Oil Eclat Imperial สีชมพู

L’Oréal ELSEVE Extraordinary Oil Eclat Imperial สีชมพู ขนาด 100 มล. ราคา 279 บาท (จาก Watsons)

สีนี้มาในกล่องขนาดใหญ่ และหนักกว่าปกติ ทั้งที่ปริมาณเท่ากัน คือ 100 มล.  ดูที่ฉลากจะเห็นว่าเป็นรุ่นนำเข้า แกะกล่องออกมาก็จะพบว่าขวดนั้นเป็นแก้ว ไม่ใช้ขวดพลาสติกเหมือนสีปกติที่ขายอยู่ และขนาดขวดก็ใหญ่กว่าขวดพลาสติกด้วย ทำให้ดูพรีเมี่ยมขึ้นไปอีก สมกับที่หาซื้อยากกว่าสีปกติ  จริงๆ ที่หาซื้อไม่ได้นี่เพราะโปรลดราคานะ ตอนราคาปกติ 300 กว่าบาทนี่เหลือเต็มขั้น พอมีโปรปุ๊ปหายไปจากชั้นปั๊ปเลย กล่องนี้ได้มาจากร้าน Watsons เหลือ 2 กล่อง

สีชมพูนี้ตามโฆษณาบอกว่ามีกลิ่นกุหลาบ เลยอยากลองซื้อมาทดสอบกลิ่นว่าเป็นกลิ่นกุหลาบจริงหรือเปล่า ถ้าไม่หอมหรือไม่มีกลิ่นก็ใช้อยู่ดี ขวดเก่าใกล้หมดแล้ว เพราะมันใช้ดีจริง ใช้ใส่ผมตอนผมหมาดๆ พอแห้งแล้วผมนุ่มกับลื่นดีชอบมาก

น้ำมันยังคงไม่มีสีเหมือนรุ่นอื่นๆ แต่มีกลิ่นหอมกุหลาบจริงๆ ในน้ำมัน เป็นกลิ่นแบบน้ำหอมกุหลาบ หอมดี กลิ่นไม่แรงเท่าไหร่ ใส่ตอนผมหมาดๆ แล้วกลิ่นไม่ค่อยติดผมตอนผมแห้งแล้ว ลองใส่ตอนผมแห้งคราวนี้กลิ่นอยู่ทนนานกว่า ส่วนอย่างอื่นยังคงดีเหมือนเดิม เพียงแต่สีนี้ผมดูเงามากกว่าหน่อย ลูบผมแล้วสัมผัสได้ถึงน้ำมันอยู่เหมือนกัน ผมดูไม่ฟูมาก แต่ไม่ได้ลื่นมือเวลาเอามือสางผมเหมือนขวดเดิม ทำให้ผมดูเหนียวๆ สางผมแล้วติดมือพันกันไม่ลื่นมือเหมือนเก่า สรุปแล้วจากที่ได้ลองใช้เองสีนี้สีชมพูพิเศษที่กลิ่นกุหลาบหอม แต่ไม่ได้ทำให้ผมลื่นสุดๆ เหมือนสีเดิม *สีเดิมใช้ฝาสีทองครับ

**เพิ่มเติมเห็นว่ามีแบบขวดแก้วสีขาวมาวางขายแล้วในโลตัส ไม่รู้กลิ่นอะไรเหมือนกัน

Blog: วันที่ 28 มีนาคม 2560 แลกรับกล่องดิจิตอลทีวี [DIGITAL TV Set Top Box : DVB-T2]

กล่องรับสัญญาณดิจิตอลทีวี Digital TV Set Top Box – ยี่ห้อ SONORE รุ่น DTV1

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องของโครงการ “แลกรับกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในรระบบดิจิตอล” ของ กสทช. ครั้งนี้คิดว่าน่าจะเป็นรอบที่ 2 มั้ง รอบแรกจะส่งใบแจ้งสิทธิ์ให้ตามทะเบียนบ้าน หรือบ้านที่มีเจ้าบ้านอะไรนี่แหละ แล้วทางบล็อกยังไม่ได้รรับใบแจ้งสิทธิ์รอบนั้น จนมารอบใหม่นี้ได้มีใบแจ้งสิทธิ์มา โดยรอบการรับแลกกล่องนี้สามารถแลกรับได้ระหว่างวันที่ 2 มีนาคม – 2 กันยายน 2560 นี้ โดยสามารถไปแลกได้ตามจุดรับแลก ร้านค้าที่ร่วมโครงการ หรือจะลงทะเบียนขอรับได้ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ และเซเว่นอีเลฟเว่น ได้อีกด้วย

ซึ่งทางบล็อกเลือกที่จะไปลงทะเบียนขอรับกล่องที่ไปรษณีย์เพราะไม่รู้ว่ามีจุดรับแลกหรือร้านค้าไหนที่ร่วมบ้างไม่อยากเสียเวลาตระเวณหา ขั้นตอนก็ไม่ยาก อย่างแรกไปติดต่อที่ไปรษณีย์แจ้งว่าจะขอลงทะเบียนรับแลกกล่องรับสัญญาณดิจิตอลทีวี พร้อมกับยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่เลย เจ้าหน้าที่จะดำเนินการลงทะเบียนให้เราใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 5 นาที ก็เสร็จ

หลังจากลงทะเบียนขอรับไปก็รอกล่องรับสัญญาณส่งมาที่บ้านใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึงได้ กล่องที่ได้มาจะไม่สามารถเลือกยี่ห้อได้แล้วแต่ว่าเค้าจะส่งมาให้เลย ที่ได้มานี้เป็นกล่องยี่ห้อ SONORE ไม่เคยได้ยินยี่ห้อนี้เลย เท่าที่นึกเหมือนเคยผ่านตาว่าเป็นยี่ห้อเครื่องเสียง หรือทีวีละมั้ง แต่ก็ไม่เป็นไรยี่ห้ออะไรก็ได้แค่มีสติกเกอร์รับรองของ กสทช. ก็พอ มั่นใจได้ว่าจะดูดิจิตอลทีวีได้ เล่ามานานแล้วคราวนี้มาดูในกล่องกันบ้างว่าเป็นแบบไหน มีอะไรข้างในบ้าง

ในกล่องจะมี ตัวเครื่อง, รีโมท, สายสัญญาณ 2 แบบ, แบตเตอรี่ขนาด AAA 2ก้อน, ปลั๊กไฟ, คู่มือ และใบรับประกัน ตัวเครื่องเป็นพลาสติกสีดำผิวด้านดูมีคุณภาพดีเลยหละ ตัวเครื่องมีรูระบายอากาศรอบตัวเครื่องยกเว้นด้านบน ท่าจะระบายอากาศได้ดี

หลังจากได้ต่อเข้ากับทีวีและใช้กับเสาอากาศแบบหนวดกุ้ง ภายในบ้าน ลองใช้งานค้นหาช่องก็มีน่าจะครบทุกช่อง ใช้งานได้ดีเลยละ แต่จะมีข้อสังเกต นิดน่อยด้านล่าง

  • ถ้าเราใช้สาย HDMI ต่อ และใช้เสาอากาศภายในบ้าน จะทำให้กล่องรับสัญญาณได้อ่อน-ไม่มีสัญญาณบ่อย ภาพกระตุกบ่อย เหมือนจะไม่เกี่ยวกันแต่ก็เรื่องจริง เพราะลองเปลี่ยนเป็นสาย AV ธรรมดาแล้วภาพใหลลื่นดี สัญญาณแสดงเกือบเต็ม 100% ตลอด
  • เวลาเปลี่ยนช่องรายการแล้วภาพจะค้างหยุดไปนานหน่อย อันนี้เทียบกับกล่อง SAMART Pro ที่ใช้อยู่

นอกนั้นก็ยังไม่เจออะไรผิดปกติ เอาไว้ใช้ไปสักพักถ้ามีอะไรจะมาเพิ่มต่อด้านล่างนี้

แกะกล่อง ขนมทำเอง โรสเซล่า ทำช็อกโกแลตเห็ด ชุด DIY My Garden

โรสเซล่า DIY My Garden ราคา 20 บาท

ชุดนี้จะมาทำเห็ดช็อกโกแลตหลากสี จริงๆ ก็แค่ 3 สีนะ ในกล่องจะมีแม่พิมพ์ทำหัวเห็ด มี 7 แบบ ขนมปังแท่งเล็กสำหรับทำต้นเห็ด ช็อกโกแลต 4 หลอด

ชุดนี้สำคัญตรงที่ช็อกโกแลตควรจะแช่น้ำอุ่นให้เนื้อเหลวลงก่อนไม่งั้นจะบีบลงแม่พิมพ์แล้วจะยากหน่อยไม่เป็นรูปร่าง เวลาเคาะแม่พิมพ์ช็อกโกแลตจะไม่เรียบเสมอกัน นอกนั้นก็ทำตามวิธีทำด้านหลังกล่องได้เลย ไม่ยาก แถมได้ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจ เหมือนในรูปเลย ชุดนี้ไม่ต้องมีฝีมือก็สามารถทำออกมาให้เป็นเห็ดสวยๆ ได้ง่ายๆ

แกะกล่อง ขนมทำเอง โรสเซล่า ทำคัพเค้ก ชุด DIY My Cupcake

โรสเซล่า ทำคัพเค้ก ชุด DIY My Cupcake ราคา 20 บาท

ขนม DIY ชุดนี้เป็นชุดทำคัพเค้กด้วยตัวเอง ในกล่องจะมีเวเฟอร์ถ้วยคัพเค้ก ซีเรียลรูปดาว ช็อกโกแลต 3 รส เยลลี่เชอร์รี่ เม็ดป๊อปสำหรับโรยหน้ามาให้พร้อม มีวิธีทำด้านหลังกล่อง

พอได้ลองทำดูแล้วก็ไม่ยุ่งยากเท่าไร ทำได้ง่ายๆ อาจจะวุ่นวายตอนบีบช็อกโกแลตแต่ทำเสร็จแล้วก็สนุกดี ขนมชุดนี้อร่อยด้วยนะช็อกโกแลตไม่หวานมากเหมือนชุดก่อน สำหรับชุดนี้ถ้าเราทำได้เด็กก็ทำได้แน่นอน

แกะกล่อง ตลับลูกอม Miniaturely Tablet Sailor Moon 5

Miniaturely Tablet Sailor Moon 5

ตลับลูกอมชุดนี้มาแบบกล่องยาว เพราะเปลี่ยนรูปแบบของตลับเป็นพวกคฑา-ปากกา แทน 1 กล่องจะมี 6 กล่อง มีแบบละ 2 กล่อง ตอนที่เห็นเปิดจองครั้งแรกก็ไม่อยากจะจองหรอกเพราะส่วนตัวคิดว่ามันไม่สวยเลย พวกคฑาอะไรเนี่ยเห็นทำออกมาขายหลายรูปแบบมากทั้งอันเล็ก อันใหญ่ อันเท่าของจริง อันเล็กมากๆ ก็มี คือเห็นจนเบื่อแล้ว พอมาเป็นตลับลูกอมก็คิดอยู่ว่าจะเอาลูกอมใส่ตรงไหน และมันก็ไม่สวยไงรูปร่างหัวโตๆ ด้ามป้อมๆ เหมือนของเล่น มันไม่ใช่ตลับที่เหมือนจริงแต่ขนาดเล็กเหมือนกับ 4 ชุดแรก แต่ก็นะ สั่งจองไปขำๆ อยากจะดูของจริงว่าเป็นไง

แบบที่ 1

แบบที่ 2

แบบที่ 3

แล้วที่ส่งสัยว่าจะเอาลูกอมใส่ลงไปตรงไหน คำตอบก็อยู่ด้านหลัง หมุนด้ามแล้วจะเจอช่องเล็กๆ ด้านหลัง ลูกลมจะลงไปอยู่ในด้ามเรียงกันเป็นชั้นๆ ปัญหาคือเอาลูกอมใส่ยากเพราะช่องมันขนาดพอดีกับลูกอมที่แถมมา จะเอาลูกอมอื่นๆ ใส่คงจะไม่ได้ถ้าขนาดใหญ่ไปหน่อยเดียว

สรุปภาพรวมแล้วตลับลูกอมชุดนี้ยังคงมีรายละเอียดของตัวตลับที่ดีเหมือนกับชุดที่ผ่านมา แต่ไม่ถูกใจเรื่องรูปร่างอัตราส่วนของมันสักเท่าไร แต่สำหรับคนที่ชอบและเก็บชุด Miniaturely Tablet มาตั้งแต่แรกก็คงจะต้องซื้อเก็บให้ครบชุดแน่นอน

แกะกล่อง RODE VideoMicro ไมโครโฟนขนาดเล็ก คุณภาพดี ราคาประหยัด

RODE VideoMicro ราคา 2,390 บาท, RODE SC6 ราคา 600 บาท, RODE SC7 ราคา 490 บาท

เลือกมานานแล้วสำหรับไมค์ที่จะซื้อมาใช้กับงานวีดีโอในบล็อก เลือกยี่ห้อนี้เพราะรู้จักแค่ยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียว 555 ไม่มีความรู้มากนักแต่ก็เลือกเยอะเพราะยี่ห้อนี้ทำไมโครโฟนออกมาหลายรุ่น ราคาใกล้เคียงกันด้วย ดูรีวิวจากหลายๆ ที่แล้วก็ตัดสินใจเลือกรุ่น VideoMicro นี่หละราคาถูก และคุณภาพเสียงดีใกล้กับตัวอื่นๆ (เป็นความชอบส่วนตัวนะ) แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อยืดยาวมาหลายเดือน จนตอนนี้กำลังมีงานที่จะต้องใช้การอัดเสียง เลยมีโอกาสที่จะซื้อมาใช้สักที

ภายในกล่องจะประกอบด้วย

  • ตัวไมค์ 1 ตัว
  • ขาเมาท์จับไมค์ [Rycote Lyre suspension mount] 1 อัน
  • วินชิลด์ ไอ้ตัวปุกปุยครอบไมค์เอาไว้กันลม [Furry Windshield] 1 อัน
  • สายเชื่อมต่อไมค์กับอุปกรณ์ 1 เส้น

ตัวไมค์มีขนาดเล็ก วัสดุดูดีมีคุณภาพไม่ก๊อกแก๊กมีน้ำหนักพอสมควรเหมือนจะเป็นโลหะเพราะสัมผัสเย็น ขาเมาท์จับไมค์เป็นพลาสติกรวมไปถึงตัวฐานที่ใช้ติดกับกล้องด้วย สายเชื่อมต่อเส้นหนาดูแข็งแรงทนทาน

หน้าตาหลังจากประกอบร่างแล้วก็ยังดูขนาดเล็กไม่ใหญ่เกินไป ใส่วินชิลด์แล้วใหญ่ขึ้นนึดหน่อยไม่เป็ญหา

งานแรกที่เอามาใช้เป็นงานอัดเสียงประกอบวีดีโอ โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องอัดเสียง เลยจัดอุปกรณ์เสริมมาเพิ่ม 2 ตัว สายต่อไมค์เข้ากับช่องต่อในมือถือ SC7 และอีกอันซื้อมาแบบงงๆ ตัวเชื่อมต่อ SC6 เอาไว้ต่อไมค์เข้ากับช่องต่อในมือถือได้ 2 ตัว พร้อมกับช่องเสียบหูฟังสำหรับฟังเสียงโดยไม่ต้องเสียบ ต้องถอดสายไมค์บ่อยๆ ได้ลองใช้งานดูแล้วรับเสียงได้ดีเลย เสียงออกมาชัดมีเสียงรบกวนน้อย พูดเหมือนเคยใช้ไมค์รุ่นอื่นมาก่อนอย่างงั้นแหละ ส่วนตัวยังไม่เคยใช้อุปกรณ์พวกนี้มาก่อนเลยค่อนข้างพอใจกับเสียงอัดที่ได้มาจากไมค์อันนี้มาก

แกะกล่อง Samsung Galaxy Tab A [2016] 10.1″ with S Pen

Samsung Galaxy Tab A [2016] 10.1″ with S Pen  + Book Cover  ราคา 12,900 บาท [Samsung Shop by Jay Mart]

สเป็คคร่าวๆ

  • หน้าจอ ความละเอียด 1920 x 1200 [10.1″] TFT LCD
  • ซีพียู 1.6 GHz Octa Core Processor
  • แรม 3GB
  • กล้อง 8.0 MP AF + 2.0 MP
  • แบตเตอรี่ 7,300 mAh
  • ปากกา S Pen

Samsung Galaxy Tab A [6] ตัวนี้คิดอยู่นานมากกว่าจะซื้อมา เพราะมี Note5 ใช้อยู่แล้ว สป็คของ Note5 ก็ดีกว่าด้วย แต่ด้วยความไม่สะดวกของหน้าจอ Note5 ที่มันเล็ก และความละเอียดสูง เวลาใช้งานวาดรูปมันจะต้อคอยขยายหน้าจอขึ้นมาบ่อยๆ วาดเส้นก็วาดได้นิดเดียวก็สุดหน้าจอแล้วไม่ค่อยสะดวก เลยอยากหาอะไรที่หน้าจอใหญ่ๆ มาใช้วาดรูปแทน มองไปมองมาก็มีแค่ตัวนี้จอขนาด 10.1 นิ้ว กำลังดี รุ่นใหม่ด้วย ไปลองเล่นที่ร้านแล้วค่อนข้างถูกใจ เลยจัดมาลองใช้งานดูสักพัก ถ้าไม่โอเคค่อยขายทิ้งก็แล้วกัน

Samsung Galaxy Tab A [6] ได้มาจากร้าน Samsung Shop by Jay Mart ที่เดอะมอลล์ ในราคา 12,900 บาท แถมเคสแบบ Book Cover สีขาว สีเดียวกับตัวเครื่อง ซึ่งถามพนักงานแล้วว่ามีแค่สีขาวสีเดียว ไม่ค่อยชอบสีขาวเท่าไหร่เพราะเปื้อนง่าย แต่ก็ไม่มีสีอื่นให้เลือก

วันที่เขียนแกะกล่องนี้ก็ใช้งานตัว Tab A [6] มาได้ 2 อาทิตย์พอดี ถือว่าใช้งานตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้ดีเลยทีเดียว ดังนั้นเลือกใช้ Tab A [6] ต่อ และก็ปล่อย Note5 ออกไปเรียบร้อย หลายคนอาจจะสงสัยว่าปล่อย Note5 ไปทำไมเสป็คดีกว่าเห็นๆ ก็อยากบอกว่ามันเป็นความชอบและความต้องการส่วนตัวครับ เหตุผลก็ตามด้านบนเลย และส่วนตัวก็ยังใช้ S7 Edge อยู่ เลยไม่ได้คิดว่าจะเสียอะไรที่ดีไปสักเท่าไรครับ

เล่าเรื่องส่วนตัวมาสักพักแล้วก็จะมาแกะกล่องดูด้านในกล่องกันว่ามีอะไรบ้าง บทความนี้จะไม่มีการรีวิวระบบการทำงาน เมนูต่างๆ ของเครื่องนะครับ มีแค่แกะกล่องเฉยๆ คิดว่าคงหาอ่านจากที่อื่นกันได้มากมาย

ตัวเครื่องทั้งหมดทำมาจากพลาสติกแบบด้าน สีขาวมุก การประกอบเครื่องแน่นหนาไม่มีเสียงกรอบแกรม กระจกหน้าจอเป็นแบบเรียบไม่มีตัดขอบติดฟิล์มใสธรรมดาได้ไม่มีขอบลอย (ผมติดฟิล์ม Focus แบบใสธรรมดา สั่งจาก Lazada 240 บาท) จอภาพสวย มีความละเอียดดี ไม่เนียนเท่า Note5 เพราะด้วยความละเอียดหน้าจอและขนาดของหน้าจอ สีจอสวยแต่ติดไปทางอมฟ้า ไม่เป็นปัญหาดีกว่าจอมเหลือง มุมมองกว้างพอสมควรเอียงจอดูได้สบาย เสียงลำโพงไม่ดังมากเวลาใช้งานนอกสถานที่ แต่ใช้งานในห้องได้เสียงดังปกติดี ปากกา S Pen แท่งหนามีลอนบนแท่ง จับถนัดมือดีกว่าปากกาของ Note5 หัวปากกาสัมผัสแรงกดได้ใกล้เคียงกับปากกาของ Note5 ของ Note5 เขียนลายเส้นได้ลื่นเนียนกว่านิดหน่อย เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ใช้งานเพราะผมไม่สามารถสัมผัสแรงกดได้ตามระดับของปากกา ปากกาใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน ตัวเครื่องไม่มีไฟแสดงสถานะ LED ไม่มี NFC ไม่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ภาพถ่ายจากกล้องหลัง

ภาพถ่ายจากกล้องหน้า

ตัวเคส Book Cover ที่แถมมา มีราคากว่า 1,600 กว่าบาทนั้นเรียกว่าคุ้มเลยเพราะให้ซื้อเองคงไม่ซื้อ ไปซื้อของไม่มียี่ห้อใช้แทนเพราะราคาถูกกว่ามาก แต่ตอนนี้แถมมาพร้อมกับเครื่องเลย ตัวเคสสีขาว ด้านนอกสัมผัสลื่น แต่หนืดจับนัดมือ ด้านในเคสเป็นพื้นผิวนุ่มๆ ดูกระชับดี เคสเป็นเคสแม่เหล็ก สามารถพับเคสเป็นแท่นวางเครื่องได้ ปรับความเอียงได้ 2 ระดับ ใส่กับเครื่องแล้วดูดีมีสกุลมาก ทำให้รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ได้มามากเลย

แกะกล่อง ขนมช็อกโก-บี้ แคนดี้ ชุดบ้านเฮลโล คิตตี้ [Choco-bie Hello Kitty House]

ช็อกโก-บี้ แคนดี้ ชุดบ้านเฮลโล คิตตี้ [Choco-bie Hello Kitty House]

เห็นขนมชุดนี้แล้วนึกถึงขนมห่อที่แถมบ้านกระดาษที่เคยซื้อตอนเป็นเด็ก ชื่อขนมอะไรนะ… “จาจา” อะไรนี่แหละที่มีบ้านกระดาษหลายแบบเยอะมากฮิตมากช่วงนั้น แล้วมันก็หายไป เห็นขนมกล่องนี้แล้วดูภายนอก คิดว่าคงจะเป็นแค่บ้านกระดาษสี่ด้านธรรมดาประกอบกันเฉยๆ แต่ไหนๆ ก็นึกย้อนอดีตไปแล้วก็หยิบเอามาแกะกล่องดูข้างในแล้วกัน

อย่างที่คิดเอาไว้บ้านกระดาษภายในกล่องเป็นแค่บ้าน 4 ด้านประกอบกันเท่านั้น มีปล่องควัน กับรั้วหน้าบ้านเพิ่มนิดหน่อยพอดูมีมิติ มีสติ๊กเกอร์ Hello Kitty สำหรับแต่งตัว กับขนมอีก 1 ห่อ อดคิดไม่ได้ว่าทำไมถึงดูน้อยคิดขนาดนี้ ขนมแถมมาแค่นี้

ประกอบออกมาแล้วก็ดูสวยดี สีสันสดใส ต่อค่อนข้างยากเพราะกระดาษแข็งที่เจาะรูปเอาไว้ไม่ทะลุ กระดาษเลยแตกประกอบยากไปหน่อย แต่ก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ถึงจะเป็นบ้านกระดาษรูป Hello Kitty ก็จริง แต่เป็นคิดตี้มีลิขสิทธิ์นะ ไม่ใช่คิตตี้ปลอม ติอย่างเดียวขนมที่แถมมาไม่เหมาะกับคิดตี้ลิขสิทธิ์เลย ขนมช็อกโกแลตแบบเม็ดที่หวานแปลกๆ ไม่อร่อย

ลองชิม เลย์ กลิ่นโคเรียนบาร์บีคิว [Lays Korean Barbecue]

เลย์ กลิ่นโคเรียนบาร์บีคิว [Lays Korean Barbecue] น้ำหนัก 38 กรัม ราคา 15 บาท

รสนี้เป็นมันฝรั่งแบบแผ่นเรียบ มีกลิ่นหอมเหมือนเนื้อหมักซอสแม็กกี้ รสชาติออกไปทางเค็ม และมีรสอะไรสักอย่างที่อยู่กับรสเค็มด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกัน… หรือว่าจะเป็นรสเนื้อหมักซอสบาร์บีคิวมั้ง  รสมันคล้ายๆ กับเลย์บาร์บีคิวห่อสีส้มแต่มันไม่มีรสเผ็ดมันมีแค่รสเค็ม  อร่อยรึเปล่าก็ไม่เท่าไหร่นะก็เหมือนรสอื่นๆ ไม่แตกต่าง