แกะกล่อง Casio G-STEEL นาฬิกา G-SHOCK สายเหล็ก

จริงๆ ว่าจะเขียนลงบล็อกตั้งแต่วันที่ได้มาแล้วละ แต่ก็ลืมไปเลยเอามาเล่าย้อนหลังให้อ่านกัน ไปได้นาฬิกา G-SHOCK ตัวนี้มาเพราะโปรลดราคา 50% ที่จัดที่ร้านมีจงมี ที่ The Mall Korat เพราะถ้าไม่เห็นคำว่า 50% นี้ก็คงไม่ไปดูและซื้อมาหรอก แต่รุ่นนี้ที่ร้านจะอยู่ในโซนลดราคาที่ 40% ก็ยังลดเยอะอยู่ดีนะ รุ่นนี้เป็นรุ่น G-STEEL รุ่นสายโลหะของ G-SHOCK ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นที่เท่าไหร่แต่ที่มีสายโลหะแบบนี้เห็นแค่รุ่นนี้รุ่นเดียว รุ่นเพื่อนๆ ของมันจะมีสายผ้า สายเรซิ่น แต่หน้าปัดเป็นโลหะแบบนี้ก็มี รุ่นนี้เป็นสายโลหะ ชื่อรุ่น GST-S110D-1ADR ราคาเต็มอยู่ที่ 13,500.- บาท แต่ก็อย่างที่บอกไปมันลดราคา 40% ได้มาที่ 8,100.- บาท ถือว่าไม่เลวเลยราคานี้ โปรดลดราคามีถึงสิ้นเดือน มิถุนายน 61 นี้ แต่ถ้าพลาดโปรนี้ไปก็รอหน่อยเพราะ ร้านมีจงมี มีโปรลดราคาค่อนข้างบ่อย แต่ลด 40-50% นี้ไม่บ่อยนะ

 

นาฬิกามาในกล่องเหล็กหกเหลี่ยมเหมือนเดิม เพียงแต่กล่องจะเป็นสีเทา ในกล่องมีเล่มคู่มือ แผ่นพับเล็กๆเรื่องการใช้งาน ใบรับประกัน และสายนาฬิกาส่วนที่เอาออกตอนวัดขนาดข้อมือ ความรู้สึกที่จับครั้งแรกคือ มันหนักเหมือนกันนะ ด้วยความที่ใส่แต่พวกสายเรซิ่นมาตลอดมันรู้สึกแปลกที่มีอะไรหนักๆ ที่ข้อมือ หน้าปัดเป็นแบบเข็มปรับได้อิสระ มีหน้าจอดิจิตอลแสดงสถานะที่เปลี่ยนไปแสดงนาฬิกาดิจิตอล หรือแสดงวันที่ได้ มีไฟ LED ด้านล่าง และยังใช้ระบบพลังงานแสดงอาทิตย์อีกด้วย พอลองใส่แล้วขนาดมันใหญ่พอๆ กับตัวยักษ์ดำตัวเก่า แต่น้ำหนักจะมากกว่าเยอะหน่อย ใส่แล้วมันให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะ

 

Advertisements

Blog: วันที่ 24 มิถุนายน 2561 เล่าเรื่องซื้อน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบ [Paul Smith ROSE, Pure DKNY A Drop of Rose]

สวัสดีบล็อก หายไปนานไม่ได้เขียนอะไรลงบล็อกอีกแล้ว ที่หายไปช่วงนี้ก็ไปวุ่นวายกับเรื่องน้ำหอม มันเป็นช่วงฟุ้งซ่านของปีที่จะต้องหาเรื่องซื้อของรึว่าหาของสักอย่างนึง มันเริ่มมาจากที่ไปซื้อน้ำหอมขนาดทดลองมาสองสามกลิ่นนี่แหละดมไปดมมามันทำให้ความคิดของสี่ห้าปีที่แล้วกลับเข้ามาในหัว ความคิดนั้นคือการหาน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบดีๆ สักขวด เพราะบล็อกชอบกลิ่นของดอกกุหลาบสดมันหอมสดชื่นดี ได้กลิ่นแล้วทำให้รู้สึกสงบผ่อนคลาย แต่ช่วงนั้นหาไม่ได้เลยล้มเลิกไป จนไปเจอมา 2 กลิ่นนี่แหละที่พอเข้าเค้าหน่อย เรื่องน้ำหอมนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีความรู้เท่าไหร่แต่ก็อยากจะเล่าประสบการณ์การหาน้ำหอมให้อ่านกันเล่นๆ นะ

 

ว่าด้วยเรื่องน้ำหอมมันเป็นเรื่องที่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อนก็ได้ มันแตกต่างกันไปในแต่ละคน บล็อกเองก็ไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำหอมแต่อย่างใด เป็นแค่เพียงคนชอบน้ำหอมเท่านั้น ดมมาหลายกลิ่น หลายยี่ห้อก็ไม่สามารถแยกกลิ่นที่อยู่ในน้ำหอมได้เลย เพียงแต่วันนี้มาตามหาน้ำหอมกลิ่นกุหลาบในอุดมคติ กลิ่นนั้นคือกลิ่นกุหลาบสดที่มีความหอมแบบอมเปรี้ยวเหมือนเวลาที่ดมดอกกุหลาบแล้วจะได้กลิ่นแบบนั้น ซึ่งได้หามาลองหลายยี่ห้อแล้วก็ยังไม่เจอกลิ่นที่คิดไว้ เวลาผ่านไปก็ลืมๆ เรื่องน้ำหอมไปบ้าง จนปล่อยผ่านไปตามกาลเวลา จนเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสหาซื้อน้ำหอมเลยได้ลองหาน้ำหอมกลิ่นดูอีกครั้ง ได้ค้นๆ ดูในเน็ตจนได้มา 2 กลิ่น 2 ยี่ห้อ เป็นรุ่นที่เค้าบอกมาว่าหอมเหมือนกุหลาบจริงด้วยนะ เค้าว่างั้น

กลิ่นแรกได้มาเป็นของกลิ่น ROSE ฉีดมาครั้งแรกได้กลิ่นหอมหวานๆ ถ้าไม่บอกว่าเป็นกลิ่นกุหลาบจากชื่อของกลิ่นนั้นก็อาจจะไม่คิดว่าเป็นกลิ่นกุหลาบก็ได้ มันเป็นเป็นกลิ่นหอมนุ่ม ละมุน เมื่อดมแล้วคิดถึงกลิ่นไปมันก็เป็นกลิ่นกุหลาบนั่นแหละเป็นกลิ่นกุหลาบแบบนุ่มๆ พร้อมกับกลิ่นที่คิดว่าเป็นกลิ่นชาเขียว เป็นสิ่งที่ได้กลิ่นมาคู่กัน เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกดีผ่อนคลายถ้าฉีดไม่เยอะเกินไป กลิ่นออกไปทางสดชื่น ไม่ฉุนไม่หืนแต่อย่างใด แต่กลิ่นรู้สึกว่าไม่ค่อยกระจายตัวเท่าไหร่ คนอื่นจะได้กลิ่นเมื่อเดินเข้ามาใกล้ๆ กลิ่นอยู่ได้ประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง รู้สึกได้ว่าฉีดตอนประมาณ 7 โมงเช้าก่อนไปทำงาน กลิ่นจะเริ่มจางลงจนไม่ค่อยได้กลิ่นอะไรในช่วงประมาณเที่ยง ยิ่งถ้าเหงือออกเยอะตัวร้อนบ่อยกลิ่นก็จางเร็ว สรุปกลิ่นนี้ก็ยังคงเป็นกลิ่นกุหลาบที่ยังไม่ตรงความต้องการอยู่ดี อาจจะเรียกว่าเป็นน้ำหอมกลิ่นหอมหวานด้วยซ้ำไม่เชิงเป็นกลิ่นกุหลาบจริงสักเท่าไหร่

กลิ่นที่สองเป็นของ Pure DKNY A Drop of Rose กลิ่นนี้ได้มาแบบเป็นน้ำหอมขนาดทดลองหลอดสเปรย์เล็กๆ เพราะหาขวดใหญ่ไม่ได้ ได้ลองกลิ่นครั้งแรกแล้วเหมือนจะใช่เลยนะเนี่ย หอมกุหลาบมาก ไม่หอมหวานละมุนเหมือนของ Paul Smith นะ หอมสดชื่นแบบกุหลาบสดแนวนี้ กลิ่นอมหวานอมเปรี้ยวรู้สึกสดชื่นบอกไม่ถูก กลิ่นให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนที่มีดอกกุหลาบกำลังบานอยู่แล้วลมพัดกลิ่นกุหลาบมาแบบนั้น กลิ่นหอมเบาๆ ไม่ฉุน กลิ่นกระจายตัวดีมาก ฉีด 2 ครั้ง กลิ่นก็ตีขึ้นมาให้ได้กลิ่นตลอดเวลา รู้สึกว่ากลิ่นจะไม่เปลี่ยนเลยด้วยนะเป็นกลิ่นกุหลาบแบบครั้งแรกที่ฉีดยาวเลย กลิ่นอยู่ได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงเหมือนกับตัวแรกเพียงแต่ชั่วโมงหลังกลิ่นไม่ค่อยกระจายแล้วแต่ลองดมตรงที่ฉีดยังได้กลิ่นอยู่

ด้วยกลิ่นที่สองนี้เป็นกลิ่นที่ค่อนข้างถูกใจจึงหาซื้อดูในเน็ต อยากบอกว่าเป็นน้ำหอมรุ่นเก่าที่หายากและค่อนข้างทำให้หงุดหงิดในการหาซื้อพอสมควร เพราะหาร้านขายได้ มีโพสขาย มีสต๊อกเมื่อดูที่หน้าเว็บ แต่พอส่งข้อความถามไปแล้วทุกร้านจะบอกว่าไม่มีขาย – หมดแล้วทุกร้านเลยจริงๆ ร้านพวกนี้เค้าไม่ได้อัพเดทสต๊อกสินค้ากันบ้างรึไง ถ้ามีคนกดสั่งซื้อไปโอนเงินไปแล้ว ร้านพวกนี้คงจะบอกให้เลือกตัวอื่นแทนละมั้ง สรุปแล้วก็ยังหาแบบขวดใหญ่ไม่ได้ แต่มีโพสขายใน ราคาค่อนข้างสูงและมีค่าจัดส่งจากต่างประเทศ คงต้องเก็บเงินก่อนแล้วค่อยซื้อ ระหว่างนี้ก็เหมาสเปรย์ขนาดทดลองที่หาได้มาใช้ก่อนแล้วกัน

Blog: วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 แท่นวางมือถือตั้งโต๊ะ muqu

สวัสดีบล็อก! วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องแท่นวางมือถือ แบบที่วางบนโต๊ะ ไม่รู้ช่วงนี้ไปเห็นอะไรมาถึงได้คิดแต่ว่าอยากได้แท่นวางมือถือดีๆ สักอันวางบนโต๊ะทำงานจังเลย… ความคิดนี้มันติดอยู่ในหัวมาหลายอาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้จะหาซื้อเพราะคิดว่ามันยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่าไหร่ จนความอยากมันบังตา บังความคิด กด Google ค้นหาแล้วก็ได้มาจนได้ ถึงทำให้ได้รู้ว่าไอ้แท่นวางมือถือเนี่ยมันมีหลากหลายแบบมากๆ ทำไมของแบบนี้ถึงมีหลากหลายนักแต่ก็ดีมีให้เลือกเยอะ

 

และวันนี้แท่นวางที่เลือกไว้ก็มาถึง เลือกแท่นวางยี่ห้อ muqu อ่านว่า มูคู มั้ง เห็นว่าดูแปลกและน่าจะทนทานดี เพราะทำจากอลูมิเนียมทั้งอัน เข้าไปดูในเว็บก็มีให้เลือก 2 แบบ อีกแบบสำหรับวาง ipad ปรับระดับการเอียงได้ด้วยแต่คิดว่าคงไม่จำเป็นเลยเลือกแบบแท่นวางธรรมดามา เข้าเว็บของ muqu ครั้งแรกนั้นคิดว่าเป็นเว็บร้านค้าของจีนซะอีก มีสินค้าไม่เยอะ เว็บไซต์ออกแบบง่ายๆ เมนูมีให้เลือกนิดเดียว ก่อนกดสั่งก็ชั่งใจอยู่ว่าสั่งแล้วจะได้ชัวร์ไหมนี่ แถมมีให้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตอีก แต่กดไปดูช่องทางติดต่อเลยเห็นว่าเป็นเว็บในไทยมีชองทางติดต่อชัดเจน เลยตัดสินใจกดสั่งซื้อไป 2 อัน รุ่น VIA อันละ 390 บาท ส่ง Kerry ฟรีด้วย เป็นช่วงลดราคา จากปกติราคา 650 บาท แล้วก็ลุ้นว่าของจะมาเมื่อไหร่

 

สรุปว่าวันเดียว Kerry ก็มาส่ง เรียกว่าเร็วมาก แกะออกดูแล้วก็เรียกว่าเป็นแทนวางที่ดูดีมีคุณภาพเลยละ ทำจากอลูมิเนียมทั้งอัน มีแผ่นซิลิโคนติดตรงที่วาง และพนักพิงกันรอยให้ด้วย ตัวแทนวางมีน้ำหนักอยู่ และมีแผ่นซิลิโคนกันลื่นที่ด้านล่างทำให้วางบนโต๊ะพร้อมกับทัชหน้าจอได้มั่นคงดีแท่นวางไม่เลื่อนไหล ถูกใจมากๆ แท่นวางอันนี้เลยจะเอาไว้ใช้ที่ทำงาน และอีกอันจะเอาไปใช้ที่บ้าน

 

ได้ของดีมาเลยอยากจะมาเล่าแนะนำคนที่กำลังหาแท่นวางดีๆ เหมือนกัน

หวังว่าจะช่วยได้นะครับ (ᵔᴥᵔ)

 

เคสมือถือเคฟล่า PITAKA MAGCASE

PITAKA MAGCASE For Galaxy Note 8 ราคา 1,590 บาท

พูดถึงเคสมือถือที่ทำจากเคฟล่า หรือลายเคฟล่าแล้วคงมีไม่กี่เจ้าในตลาดที่ทำลายนี้ออกมา แล้วถ้าเป็นเคสเคฟล่าทั้งชิั้น และเป็นเคฟล่าแท้ด้วยละ? ก็นึกถึงได้แคค่ยี่ห้อเดียวที่ทำมาคือ PITAKA ที่รู้จักเคสยี่ห้อนี้ก็คงเป็นเพราะได้ดูจากช่องในยูทูปที่แนะนำเคสบางๆ คุณภาพดี จนได้มาลองใช้ รุ่นที่ได้มาเป็นรุ่นของ Samsung Galaxy Note8 จริงๆ แล้วมันทำจากเคฟล่ารึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทาง PITAKA เค้าบอกว่าทำจาก Aramid Fibers ที่ใช้ทำอุปกรณ์กันกระสุนต่างๆ นั่นเอง

 

แพ็คเกจของเคสนั้นดูดีมากในกล่องสวมรูปเคสด้านนอก ตัวกล่องเคสด้านในเป็นกล่องกระดาษแข็งที่มีแม่เหล็กเปิดปิดฝาทำให้ดูมีราคามากทีเดียว เปิดออกมาก็จะเจอเคสอยู่ด้านในมีโฟมบุกันกระแทกอย่างดีพร้อมการ์ดขอบคุณ ตัวเคสบางมากๆ ผิวสัมผัสเคสให้ความรู้สึกดี นุ่มลื่น สัมผัสได้ถึงลายของตัววัสดุ ตัวเคสเป็นแบบเคสแข็งขึ้นรูปลองบิดดูก็มีความยืดหยุ่นระะดับนึงไม่กล้าบิดมาก

 

เมื่อใส่กับตัว Note8 แล้วใส่ง่ายคลิกเดียวก็อยู่เลย ตัวเคสบางเหมือนไม่ได้ใส่เคสอย่างที่เขาว่าจริงๆ เหมือนติดสกินลายเคฟล่าก็ว่าได้ พอถือในมือแล้วมันให้ความรู้สึกดีบอกไม่ถูก ขอบด้านข้างเครื่องที่ปิดมาแค่ครึ่งเดียวก็จับได้ถนัดมือไม่มีปัญหา ด้านบนด้านล่างตัดช่องมาสำหรับพอร์ดต่างๆ ได้อย่างดีติดแค่ด้านบน ตัดช่องไมโครโฟนมาไม่ตรงเท่าไหร่

 

หลังจากกได้ใส่เคสใช้มา 1 อาทิตย์เต็มก็สรุปได้ว่าค่อนข้างถูกใจเคสอันนี้มาก

  • มันบางมากไม่ทำให้เครื่องรู้สึกหนาขึ้นเลย ไม่ทำให้ตัวเครื่องดูขี้เหร่ด้วย
  • จับได้ถนัดมือแม้ผิวสัมผัสเคสนุ่มลื่นก็ตาม (ในสภาพอากาศปกติ)
  • เคสแนบกระชับกับตัวเครื่องดีไม่ค่อยมี่ช่องให้ฝุ่นลอดเข้าไปในเคส หลังจากแกะดูเมื่อใช้งานมา 1 อาทิตย์ จะมีฝุ่นรอบๆ ช่องที่เจาะไว้เท่านั้นไม่มีหลุดไปถึงตัวเครื่อง ข้อนี้สำคัญมากเพาะถ้าฝุ่นเข้าไปแล้วเคสไม่แน่นพอมันจะเสียดสีกับตัวเครื่องจนเกิดรอยได้

ข้อสังเกต

  • ช่องไมโครโฟนด้านบนตัดช่องไม่ตรงไมโครโฟนเท่าไหร่ น่าแปลกมากทั้งๆ ที่ช่องอื่นๆ มีความแม่นยำมาก
  • ตัวเคสบางครั้งลื่นมากเมื่อเจออากกาศแห้งๆ
  • ตัวเคสเป็นรอยเมื่อโดนของแข็งหรือมุมแข็งๆ ขูดได้ง่าย แต่ก็จางหายไปได้ง่ายเหมือนกัน
  • เคสไม่น่าจะกันการตกกระแทกอะไรได้เท่าไหร่ แต่กันรอยรอบๆ ตัวเครื่องได้พอสมควร

ใครที่กำลังมองหาเคสสวย บางๆ และชอบลายเคฟล่า แนะนำ PITAKA Magcase ตัวนี้เลย

#PITAKA #NOTE8 #เคสมือถือ #Samsung #เคสเคฟล่า

Blog: วันที่ 20 มีนาคม 2561 โทรศัพท์ใหม่ Samsung Galaxy Note8 + เคส Spigen THIN FIT

สวัสดีบล็อก! ไม่ได้ลงอะไรในบล็อกมานานอีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนแวะเข้ามาบล็อกอยู่เรื่อยๆ วันนี้จะมาบอกว่าได้ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว จากครั้งก่อนที่ได้ตัว Note FE เครื่องเกาหลีมาใช้ดีทีเดียวคิดเอาไว้ว่าจะใช้นาน แต่ก็ได้ Note8 มาจนได้ คิดไว้ว่าจะซื้อเอามาทำโปรเจคอะไรสักอย่าง เอาไว้ถ้าได้ทำจริงๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังกัน

ซื้อ Note8 เครื่องนี้ก็ไม่คิดอะไรมากเลย เพราะเราชอบอยู่แล้วเพียงแต่รอเวลา และสีที่อยากได้มาขายเท่านั้น ใช่แล้วสีที่ซื้อมาก็คือสีน้ำเงิน Deepsea Blue สีใหม่นี่แหละ สีน้ำเงินนี้เห็นในเว็บรีวิวส่วนมากจะเห็นเป็นสีน้ำเงินสดสว่าง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสีน้ำเงินตุ่นๆ นะสีดูเป็นผู้ใหญ่เลยเชียวละ สีขอบของเครื่องนี่สวยสุดๆ สีน้ำเงินสดเงาวับ แต่ก็ชื่นชมสักพักก็คิดว่าจะหาเคสเหมาะๆ มาใช้ด้วยสักหน่อย

ได้เคสของ Spigen มา รุ่น THIN FIT เป็นเคสแข็งที่ไม่หนามากแถมมีสีน้ำเงิน Deepsea Blue ด้วย ตัวเคสเคลือบผิวสัมผัสนุ่มลื่นแบบซิลิโคน แต่จับได้ถนัดมือ ด้านหลังมีลาย 3 มิติ (มั้ง) ดูแปลกตา ปกติรุ่น THIN FIT ของ Spigen นี้จะเป็นแบบสีเรียบๆ ผิวพลาสติกเฉยๆ ส่วนตัวคิดว่าไม่สวยเลยไม่เคยลองซื้อมาใช้ แต่ THIN FIT ของ Note 8 นี้มันแปลกตาสวยใช้ได้เลย (แอบเห็น THIN FIT ของ S9, S9+ กลับไปใช้เป็นลายผิวพลาสติกสากๆ เหมือนเดิมอีกแล้วไม่สวยเลย)

เคสใส่ง่ายพอดีเป๊ะไม่หลวม ไม่แน่นไป อีกทั้งผิวสัมผัสทีดีจับถนัดมือ อันนี้เป็นความเห็นจากที่ได้ลองใช้จริงแล้วจากทริปไปเที่ยวต่างจังหวัดเมื่ออาทิตย์ก่อน หยิบเข้า – ออก จากกระเป๋า ถ่ายรูปจับถนัดไม่ลื่นมือดีมาก ได้เคส Spigen THIN FIT อันนี้ราคาอยู่ที่ 650 บาท ซื้อจากร้านโซน Be Trend ชั้น 2 ตรงบันไดเลื่อนขึ้นชั้น 3 เป็นร้านที่ขายแตต่เคสของ Spigen

ขอแถมท้ายกับการสังเวยเงินค่าฟิล์มกันรอยซะหน่อย ฟิล์มกันรอยของพวกจอโค้งนี่หายากนะ มีขายแต่กระจกกันรอย ลองสั่งฟิล์มกันรอยของ Gorilla รุ่น NANO เป็นรุ่นพลาสติก กับ เรซิ่น อะไรนี่แหละ เห็นว่าเป็นฟิล์มพลาสติกเต็มจอรวมถึงขอบโค้งรุ่นเดียวที่มีขายแบบเป็นทางการตอนนี้อยู่ ในกล่องจะมีอุปกรณ์เตรียมมาให้พร้อมติดเลย ตัวฟิิล์มเป็นแบบฟิล์มใสขอบสีดำ เจาะเว้นรูกล้องและเซ็นเซอร์ ตัวฟิล์มพลาสติกดูหนาแปลกๆ กลัวจะติดขอบไม่อยู่จัง

คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีปัญหาเรื่องติดตรงขอบแน่นอน เพราะเคยลองมาเยอะกับพวกฟิล์มพลาสติกแบบเต็มขอบของ S8+ เครื่องเก่า ที่ติดให้ดียังไงขอบก็จะเด้งไม่ขอบใดก็ขอบนึงละ แต่ที่ชอบแบบพลาสติกก็เพราะความใสของมันและราคาถูก ซึ่ง Gorilla NANO รุ่นนี้ได้มา 290 บาท จริงๆ มีร้านที่ขายถูกกว่านี้อีกถึง 200 ต้นๆ เลยก็มีแต่มาเห็นทีหลังแอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกัน ลองติดดูแล้วก็เป็นอย่างที่คาดฟิล์มขอบเด้งทั้ง 2 ข้าง รีดยังไงก็ไม่ติดกับจอ เสียดายตัวฟิล์มนั้นใสดีไม่ทำให้จอเป็นจุดสีๆ แบบฟิล์ม TPU ด้วย แต่ถึงจะติดขอบได้ก็ไม่สวยอยู่ดี สังเกตว่าตรงขอบข้างของฟิล์มเล็กกว่าจอนะ ดูดีๆ จะเห็นว่าขอบสีดำกินเข้ามาในจอทุกด้านด้วยนิดนึง ยิ่งตรงขอบข้างเนี่ยส่องเห็นจอข้างใต้เลยไม่สวย และตัวฟิล์มก็หนามากไม่แปลกใจที่เด้งออกจากขอบ ตอนแรกคิดว่าดึงพลาสติกออกไม่หมดซะอีก

แต่ก็สั่งฟิล์มใสแบบไม่เต็มจอของ Focus เอาไว้แล้ว ติดแบบเต็มจอไม่ได้ก็เอาแบบไม่เต็มจอแล้วกัน

ลองใช้ NIVEA MEN CREME

นีเวีย เม็น ครีม แบบตลับ [NIVEA MEN CREME] ปริมาณ 30 มล. ราคา 39 บาท

ครีมนีเวียตลับนี้ที่ซื้อมาก็เพราะแพ็คเกจเนี่ยแหละ ชอบพวกกระป๋องเหล็กแบบนี้เห็นแล้วอดซื้อไม่ได้ ประกอบกับอินไปกับโฆษณาที่ปล่อยมารัวๆ เลยไปดูแล้วก็ได้ตลับเล็กมาจากเซเว่น ตลับละบาท ตลับใหญ่ที่โลตัสบาท แต่หาซื้อยากเพราะหมดแล้วทั้งชั้นวาง ตัวตลับเป็นแบบโลหะ ฝาเป็นแบบฝาปิดเฉยๆ ไม่มีหมุนเกลียว ด้านในมีแผ่นฟลอย์ซีลทับอยู่อีกชั้น เปิดฟลอย์จะเห็นเนื้อครีมสีขาว เนื้อครีมดูคงตัวไม่เหลว หรือไหลเยิ้ม จิ้มดูก็รู้สึกว่านิ่มๆ นุ่มๆ ให้สัมผัสดี ดูแล้วคงตัวไม่น่าจะละลายไหลออกมาได้ เพราะฝาปิดได้ไม่แน่นนะปิดได้แต่หลวมหน่อยๆ น่าจะทำมาให้เปิดใช้งานได้ง่าย ลองคิดถึงตอนเปิดตลับที่ปิดแน่นพร้อมกับมือลื่นๆ ดูคงตลกพิลึก

กลิ่นครีมเป็นกลิ่นน้ำหอม กลิ่นแบบผลิตภัณฑ์ของผู้ชาย จะว่าหอมก็หอม จะกว่าฉุนก็ฉุน สรุปเป็นกลิ่นที่ให้อารมณ์หอมแบบสะอาด เนื้อครีมสีขาวสัมผัสนุ่มเนียน ไม่เหนียวเหอะ หรือมันเยิ้ม ทาบนหน้าแล้วเกลี่ยง่ายมาก แต้มนิดเดียวเกลี่ยครีมได้ครึ่งหน้าเลย ทาแล้วรู้สึกไม่เหนียว สบายๆ แต่ได้กลิ่นครีมมาตลอดๆ จะมึนหัวหน่อย ได้ลองใช้ทาตอนกลางคืนเพราะไม่มั่นใจเรื่องการกันแดดกับคุมมันของครีมที่โฆษณา ครีมตลับนี้บอกแค่คำว่า “ผสมสารกันแดด” แต่ไม่มีบอกพวกค่า SPF อะไรให้มั่นใจได้บ้างเลยทำใจใช้ตอนกลางวันไม่ได้จริงๆ เรื่องคุมมันนี่ทาเสร็จก็ไม่ได้ทำให้หน้ามันขึ้นนะ หน้าดูชุ่มชื่นดีไม่ดูแห้งเหมือนตอนล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ ตื่นมาตอนช้าพบว่าหน้าก็ยังมันอยู่นะแต่ไม่เยอะเท่าไร แต่ผลการลองทาแค่ 1 ครั้งอาจจะไม่ได้รู้ผลการใช้ตอนกลางวันจริงๆ นะว่าจะได้ผลตามที่โฆษณาไว้ไหม

สรุปแล้วเป็นครีมที่ใช้ง่ายเหมาะสำหรับผู้ชายตามที่โฆษณานั่นแหละ เปิดฝาเอามือป้ายครีมแล้วป้ายหน้าลูบๆ ปิดฝาตลับแล้วก็เสร็จเรียบร้อย ส่วนผลการใช้งานมันก็แตกต่างกันไปแต่ละคนต้องลองใช้เองถึงจะรู้ว่าใช่สำหรับตัวเองหรือไม่ สำหรับบล็อกรู้สึกว่ายังไม่ถูกใจเพราะคิดว่าเหมือนเป็นแค่ครีมทาเพื่อความชุ่มชื่นผิวเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าทาแล้วผิวรู้สึกดีกว่าปกติแต่อย่างใด เรื่องกันแดดก็ไม่ชัดเจน ขอยึดอยู่กับครีมกันแดดและบำรุงตัวเดิมไปก่อน

Blog: วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เล่าเรื่องแป้งโยคี

สวัสดีบล็อก! วันนี้จะมาเล่าเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องได้ อาทิตย์ก่อนแป้งที่ใช้หมดเลยแวะไปดูกระปุกเล็กที่เซเว่น รู้สึกว่าเคยเห็นผ่านตาว่ามีขายอยู่ หยิบมาดูขวดแรกที่เห็นคิดว่าอันนี้แหละ แต่เหลือบไปเห็นอีกขวดนึงอยู่ข้างๆ กันไม่มีสติ๊กเกอร์สวยๆ ติด คิดว่าเป็นรุ่นเก่าแต่ก็สงสัยเลยหยิบมาดูปรากฎว่ายี่ห้อมันคล้ายกัน แต่มันไม่เหมือนกัน เอ๊ะแล้วยังไงละทีนี้ แป้งที่ว่านี้คือ แป้งโยคี ที่ว่ามันคล้ายกันเพราะรูปร่างขวดเหมือนกัน ขนาดเท่าๆ กัน ยี่ห้อใหญ่ๆ เขียนว่า “แป้งโยคี” เหมือนกัน ต่างกันที่บริษัทที่ผลิต ด้วยความสงสัยเลยหยิบมาทั้ง 2 แบบ กลับมาอ่านดูมันไม่เหมือนกับขวดที่ใช้ประจำนี่ อันนั้นจำได้ว่าซื้อที่โลตัสเป็นขวดใหญ่ มันคาใจเย็นวันนั้นเลยแวะไปดูที่โลตัส มันคนละยี่ห้อจริงๆ ด้วย ส่วนผสมก็ต่างกัน สรุปแล้วแป้งโยคีนี่มันมี 3 แบบเลยละ

อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงได้มีปัญหากับแค่ซื้อแป้งโยคีนี่ เพราะว่ามันใช้แล้วได้ผลดี เลยอยากจะซื้อแบบเดิม กลัวเปลี่ยนรุ่นใช้แล้วจะเกิดสิ่งผิดพลาดได้ ผลที่ว่านี้ก็คือ “ใช้ระงับกลิ่น” ตัวบล็อกเองใช้โรยรองเท้ามันช่วยให้รองเท้า และเท้าเวลาใส่รองเท้านานๆ ไม่มีกลิ่น และได้ผลดีเลยด้วย ยังใช้ทาเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีก เลยพยายามหาแป้งรุ่นเดิมเพราะแป้งที่ชื่อใหม่ (บริษัทที่ผลิตคนละบริษัท) มันมีส่วนประกอบต่างกับรุ่นที่ใช้อยู่บ้าง เลยเกิดอาการสับสน วันนี้เลยจะเอาทั้ง 3 แบบที่เจอมาให้ดู เผื่อใครที่สงสัยเหมือนกัน

รูปด้านบนเป็นรูปของแป้งโยคีทั้ง 3 แบบ

  • แบบแรก ขวดใหญ่ เป็นแป้งโยคีที่บล็อกใช้ประจำตัวนี้แหละที่หาซื้อ
  • แบบที่สอง เป็นแบบที่มีสวนผสมใกล้เคียงกับที่ใช้อยู่ แต่ยังไม่ได้ลองใช้
  • แบบที่สาม เป็นแป้งยาเอาไว้ทำอะไรก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

จะเห็นว่าทั้งสามแบบจะใช้ชื่อว่า “แป้งโยคี” รูปแบบของฉลากก็คล้ายกันอีก โทนสีส้ม รูปแบบขวด สีของขวด ทำไมมันคล้ายกันแบบนี้ มันเกี่ยวข้องกันใช่ไหมทั้ง 3 แบบ งงไปหมด แต่ก็รู้แล้วว่าแป้งโยคีที่ขายในเซเว่นไม่ใช่แบบที่ตามหา หมดข้อสงสัยแล้ว!

แป้งโยคี  บริษัท โยคี (1997) จำกัด น้ำหนัก 100 กรัม ราคา 55 บาท ผลิตโดย บ.ศิริบัญชา จำกัด

แป้งโยคี ในรัศมีวงกลม น้ำหนัก 60 กรัม ราคา 25 บาท ผลิตโดย บ.เฮอร์นิเทคอินเตอร์ คอสเมติกส์

ยาผงโยคี บริษัท โยคี (1997) จำกัด น้ำหนัก 60 กรัม ราคา 25 บาท ผลิตโดย บ.ศิริบัญชา จำกัด

แกะกล่อง เคส Nillkin Samsung Galaxy Note 7 + Fan Edition

ตอนนี้ Samsung Galaxy Note 7 ได้กลับมาจำหน่ายใหม่ในชื่อ Samsung Galaxy Note Fan Edition และมีจำหน่ายในไทยแล้วเช่นกัน คิดว่าหลังจากขายในไทยแล้วจะหาอุปกรณ์เสริมได้ง่ายขึ้น แต่ก็เปล่าเลยยังคงหาอุปกรณ์พวกเคสได้ยากอยู่ดี เคสของ Samsung แท้ที่ใช้พวก NFC ก็นำมาใช้กับ Note FE ไม่ได้ เคสธรรมดาก็หายากซะเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่หมดช่องทางเสียทีเดียวใน Lazada ยังมีร้าน Nillkin Shop ที่ยังเอาเคสของ Note 7 มาขายอยู่เลือกมา 2 แบบ แบบแรกเป็นแบบ TPU ใส อีกแบบเป็นแบบคือแบบพลาสติกแข็ง

Nillkin Nature TPU Case Samsung Galaxy Note 7 ราคา 199 บาท

ส่วนตัวไม่ชอบเคสแบบ TPU นี้สักเท่าไหร่ ยิ่งเป็นแบบบางเฉียบอีกคิดว่ามันคงจะย้วยไป ย้วยมา เหมือนที่เคยซื้อของยี่ห้ออื่น แต่ก็อยากลองของ Nillkin ดูว่าจะแตกต่างจากเคส TPU อื่นๆ ไหม ตัวเคสอย่างที่บอกเป็น TPU ที่มีความยืดหยุ่น เลือกสีโปรงใสธรรมดามาลอง ตัวเคสมีจุกปิดช่องเสียบสายชาร์จ และช่องเสียบหูฟังมาให้ ด้านหลังจะมีลายจุดเล็กๆ อยู่เพื่อไม่ให้เคสดูดติดกับกระจกด้านหลังเครื่อง จับดูแล้วรู้สึกว่าจะเหมือนกับเคส TPU ของยี่ห้ออื่นที่ขายทั่วๆ ไป

ลองใส่เข้ากับเครื่องแล้วดูสวยดี ไม่ทำให้เครื่องหนาขึ้น เหมือนไม่ได้ใส่ แต่ก็พบว่ามันย้วยจริงๆ ทั้งด้านข้าง และด้านหลัง ด้านหลังนี่เคสไม่ได้แนบสนิทกับตัวเครื่องมันโป่งเป็นช่องอยู่ ด้านข้างก็โป่งออกมานิดๆ ไม่อยากจะคิดว่าเอาใส่กระเป๋ากางเกงแล้วพวกฝุ่น หรือทรายหลุดเข้าไปได้นี่จะขูดกับตัวเครื่องแค่ไหน เคส TPU รุ่นนี้คงไม่ใช้ไม่อยากกังวลเรื่องฝุ่น

Nillkin Frosted Shield Samsung Galaxy Note 7 ราคา 279 บาท

เคสรุ่นนี้เคยใช้มากับเครื่อง Galaxy S8+ เครื่องก่อน เป็นเคสพลาสติกสีด้าน ผิวสัมผัสนุ่มมือแต่กระชับมือ เคสออกแบบมาให้กระชับพอดีกับตัวเครื่องมากๆ ใส่แล้วมั่นใจว่าจะไม่มีอาการขยับของตัวเครื่องทำให้เกิดรอยแน่นอน ตัวเคสคลุมทั้งตัวเครื่อง เว้นช่องไว้สำหรับปุ่มปรับประดับเสียง ปุ่มเปิดเครื่อง ลำโพง และช่องเชื่อมต่อต่างๆ เมื่อกดเคสเข้ากับเครื่องแล้วเคสจะคลุมพอดีเป๊ะกับตัวเครื่องเลย

หลังจากใส่แล้วก็จะได้เครื่องที่มีการป้องกันอย่างดี แต่คงไม่กันการตกกระแทกหรอก กันรอยได้อยู่ ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องดูหนามากขึ้น แต่ทำให้จับกระชับมือมากขึ้น เป็นเคสที่เอามาใช้บ่อยๆ แนะนำให้ลองใช้ดูราคาไม่แพงด้วย แต่อยากให้รุ่นนี้ทำเป็นแบบพลาสติกใสมาบ้างเพราะอยากเห็นสีของตัวเครื่องมากกว่า ใส่เคสแล้วมันคลุมมิดดูเป็นโทรศัพท์พลาสติกไปเลย

แกะกล่อง ของเล่นผู้ใหญ่ TENGA POCKET

TENGA POCKET ราคาชิ้นละ 259 บาท (แล้วแต่ร้านค้า)

พูดถึงของเล่นผู้ใหญ่ที่เป็นที่รู้จักเปิดเผยมาจากญี่ปุ่นก็น่าจะรู้จัก TENGA กัน บล็อกเองรู้จักกับ TENGA มานานแล้วเคยซื้อมาใช้มาลองหลายรุ่นแล้วก็ผ่านไป จนมาเห็นรุ่นนึงที่ยังไม่เคยซื้อมาเป็นรุ่น Pocket ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับรุ่น EGG เดิมเพียงแต่เปลี่ยนรูปร่างเป็นแบบแบนๆ ในซองพลาสติก วันนี้จะมาแกะดูข้างในห่อกัน

แพ็คเกจเป็นแบบห่อพกพาง่าย มี 3 สี แต่ละสีก็จะมีลายข้างในแตกต่างกัน ความหมายของสีก็น่าจะเหมือนกับรุ่นอื่นๆ ของ TENGA

  • สีขาว ลายคลื่นยาวๆ แบบสัมผัสนุ่มนวล
  • สีแดง ลายจุดวงกลม แบบสัมผัสกลางๆ
  • สีดำ ลายบล็อกสีเหลี่ยม แบบสัมผัสเข้มๆ ชัดเจน

แกะห่อสีดำออกมาแล้วจะเจอตัว POCKET ซิลิโคนรูปร่างแบนๆ อยู่ในพลาสติกใสอีกชั้น และซองเจนหล่อลื่น ตัวซิลิโคนขนาดไม่ใหญ่มีลักษณะแบนเปิดข้างในจะเห็นลายบล็อกสี่เหลี่ยมชัดเจนมาก เห็นแล้วก็น่าลองจริงๆ เนื้อซิลิโคนเหมือนรุ่น EGG แต่เหมือนจะหนากว่านิดหน่อย สีขาวเนื้อเหนียวยืดหยุ่นดี ลายด้านในก็ชัดเจน ลายบนซิลิโคนดูทนทาน

วิธีใช้ตามที่แนะนำบนซองก็คือใส่เจลลงในซิลิโคน แล้วก็ใช้งาน หลังจากใช้งานแล้วก็เอาซิลิโคนใส่ลงในซองใหญ่พับซองแล้วก็ทิ้งได้เลย ลองใช้งานสีดำไปแล้วรู้สึกว่าคิดถูกที่เลือกสีนี้มาลองก่อน ควบคุมความแน่น หลวมด้วยตัวเอง ลายบล็อกสี่เหลี่ยมนี่สุดๆ คิดว่าน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนที่ชอบอะไรเร่งเร้า อย่างว่าใครชอบนุ่มๆ เพลินๆ ก็ลองสีแดงหรือขาวดู สรุปรวมแล้วใช้งานง่าย สะดวก ให้สัมผัสดี ไม่หกเลอะเทอะ

ถ้าถามว่าหลังจากใช้แล้วสภาพมันยังดีอยู่จะล้างแล้วเก็บเอาไว้ใช้งานใหม่ได้อีกไหม จริงๆ แล้วก็ทำได้เพราะมันเป็นซิลิโคนถ้าดูแลเรื่องความสะอาด ทำให้แห้งดี และใช้งานเองอยู่แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จากประสบการณ์ที่เคยใช้งานรุ่น EGG แล้วก็เอากลับมาใช้งานได้อีกหลายครั้งมากจนมันขาดถึงได้ทิ้งไป ถ้าเราไม่รุนแรงกับมันมากนักก็คงใช้ได้นานอยู่นะ อันนี้แล้วแต่เลยจะใช้อย่างไรก็พิจารณาเอา แต่ตามคำแนะนำมาตรฐานทั่วไปแนะนำให้ใช้แค่ครั้งเดียวแล้วไปซื้อมาใหม่ซะอุดหนุนเค้าบ่อยๆ จะได้มีหลายๆ รุ่นให้เล่นกัน

แกะกล่อง Staedtler® Noris® Digital ปากกา S Pen แบบดินสอไม้

Staedtler® Noris® Digital Stylus Pencil ราคา 1,290 บาท

แกะกล่องปากกา S Pen วันนี้จะมาแกะกล่อง S Pen ดินสอไม้ หรือ Staedtler® Noris® Digital เป็นอุปกรณ์เสริมพวก Samsung Note ทั้งหลาย S Pen รุ่นนี้หาซื้อมาตั้งแต่ตอนเปิดตัวพร้อมกับ Samsung Tab S3 แล้ว ไม่มาขายในไทยสักทีเลยได้ S Pen ของ Tab S3 มาใช้แทน แต่ในที่สุดก็เข้าไทย เข้ามาครั้งนี้มาเป็นของแถมสำหรับคนที่สั่งจองเครื่อง Samsung Note8 และได้โอกาศซื้อมาเก็บสะสมสักที ได้มาจากห้องซื้อขายใน Facebook ราคาที่ได้มา 850 บาท เรียกว่าถูกกว่าราคาจริงพอสมควรเลย

ปากกามาในกล่องกระดาษของ Staedtler ดูสวยงาม ด้านหลังกล่องมีบอกรุ่นของอุปกรณ์ที่รองรับไว้เบื้องต้น ภายในกล่องที่ได้มามีแค่ตัวปากกา ไม่มีหัวปากกาให้เปลี่ยนกับคีมเปลี่ยนแถมมาเหมือนกับชุดปากา S Pen จาก Samsung เอง

ตัวปากการูปดินสอไม้รูปร่างและสีที่เป็นเอกลักษณ์ของ Staedtler มีปลอกปากกาแบบใส่มาให้ด้วย วัสดุเป็นวัสดุที่ออกไปทางพื้นผิวยาง-ซิลิโคน-พลาสติก อะไรประมาณนั้น ไม่รู้เรียกว่าอะไรนะวัสดุประเภทนี้ แต่ภายนอกเหมือนมีฟิล์มพลาสติกเคลือบอยู่ ตรงบริเวณหัวปากกาที่เป็นพื้นผิวเหมือนไม้ให้อารมณ์เหมือนกระดาษแข็ง ส่วนหัวสีดำเป็นพลาสติก และหัวปากกาก็เป็นแบบพลาสติก โดยรวมแล้วดูสวยงามเหมือนดินสอไม้จริงๆ สัมผัสที่จับปากกานั้นก็เหมือนจับดินสอไม้น้ำหนักกำลังดีแต่ไม่แน่ใจว่าใกล้เคียงกับดินสอไม้จริงหรือเปล่า

เทียบขนาดกับ S Pen รุ่นต่างๆ (เรียงจากด้านบน: Staedtler® Noris® Digital / S Pen (Tab S3) / S Pen (TabA 10.1 with S Pen) / S Pen (Note FE)) จะเห็นว่าความยาวของ Staedtler นั้นยาวกว่า S Pen ขอรุ่นอื่นๆ ได้ลองใช้งานเบื้องต้นคู่กับตัว S Pen Tab S3 แล้วรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างเท่าไหร่ สามารถวาดเส้นเล็กด้วยน้ำหนักเบาๆ และลงน้ำหนักเพื่อวาดเส้นใหญ่ได้ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ S Pen Tab S3 จะสามรถคุมน้ำหนักที่ลงได้ดีกว่าเพราะตัวปากกาใหญ่กว่าจับถนัดมือแต่สวยน้อยกว่านะ สรุปง่ายๆ ว่าเป็น S Pen ที่ใช้งานได้ผลเหมือนกับ S Pen จาก Samsung นั่นหละ แต่ก็เพราะด้วยรูปร่างดินสอไม้นี้ ทำให้มันเพิ่มความน่าใช้ และน่าสะสมขึ้นไปอีก ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็เพราะรูปร่างของมันถึงซื้อมายังไงละ

ลองชิม โอรีโอ ทินส์ [Oreo Thins Tiramisu, Vanilla Delight]

โอรีโอ ทินส์ [Oreo Thins Tiramisu, Vanilla Delight] น้ำหนัก 95 กรัม ราคา 35 บาท

โอรีโอรุ่นใหม่ รุ่นบาง รุ่นบางนี้ในเซเว่นมีขาย 2 รสชาติ รสวนิลา ดีไลท์ Vanilla Delight และ รสทีรามิสุ Tiramisu มันบางกว่าแบบปกติยังไง บางแล้วมันดีกว่าแบบเดิมไหม แล้วทำไมต้องทำรสชาติใหม่ รสใหม่อร่อยไหม เราจะมาลองแกะห่อดูกันเลย

แพ็คเกจของ โอรีโอ ทินส์ ทำมาเป็นแบบกล่อง บรรจุห่อเล็กข้างใน 2 ห่อ ในห่อเล็กๆ จะมีคุ๊กกี้ 8 ชิ้น

คุ๊กกี้มีขนาดใหญ่กว่าแบบปกตินิดหน่อย แต่มีความหนาของคุ๊กกี้ที่น้อยลงมาก เรียกว่าบางไปหมดทุกอย่างทั้งตัวคุ๊กกี้ ทั้งลายพิมพ์บนคุ๊กกี้ ก็บางไปหมด เทียบขนาดกับแบบปกติแล้วดูบางจริงๆ เพราะบางขึ้นเลยทำให้เวลากัดคุ๊กกี้แล้วรู้สึกกว่าคุ๊กกี้กรอบขึ้นเหมือนที่โฆษณาด้วยละ

  • รสแรก รสวนิลา ดีไลท์ Vanilla Delight แกะห่อได้กลิ่นหอมของวนิลา แต่กลิ่นไม่แรงเท่าไหร่ ครีมด้านในมีสีเหลืองอ่อนๆ รสครีมเป็นรสวนิลาแบบครีมขนมเค้ก กินพร้อมคุ๊กกี้แล้วเข้ากันกับรสของคุ๊กกี้ไม่หวานเกินไปเหมือนรสธรรมดา
  • รสที่สอง รสทีรามิสุ Tiramisu รสนี้มีกลิ่นหอมมากตั้งแต่แกะห่อ เป็นกลิ่นประมาณกลิ่นกาแฟและช็อกโกแลต หอมมันๆ จะว่าไปก็ไม่เคยกินทีรามิสุอะไรนี่เลยเลยไม่รู้ว่ากลิ่นหรือรสมันเหมือนขนมทีรามิสุจริงๆ ไหมนะ แต่รสครีมที่ได้เป็นรสหวานแบบช็อกโกแลตประมาณนั้น กินพร้อมคุ๊กกี้แล้วอร่อยดี เข้ากัน

สรุปแล้วเป็นโอรีโอรูปแบบใหม่ พร้อมรสชาติแปลกใหม่ที่โอรีโอชอบทำอยู่แล้ว และให้คนซื้อแก้เบื่อได้ดี แต่ส่วนตัวแล้วยังคงชอบรสธรรมดาดั้งเดิมมากกว่าอยู่ดี

แกะกล่อง Samsung GALAXY Note Fan Edition

เครื่อง GALAXY Note Fan Edition ที่ได้มานี้เป็นเครื่องจากเครือข่าย KT จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นเครื่องแบบ 1 ซิม แพ็คเกตของ Samsung GALAXY Note Fan Edition ยังคงเป็นกล่องสีดำตัวหนังสีสีน้ำเงินเหมือนกับรุ่น  GALAXY S7 Edge โดยมีกล่องสวมชั้นนอกที่ด้านหน้ากล่องมีรูปหัวใจสีน้ำเงิน พร้อมกับชื่อรุ่น Fan Edition ชัดเจน ด้านในเป็นกล่องที่เปิดออกด้วยระบบแม่เหล็ก เปิดออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ภายในกล่อง

Samsung Galaxy Note Fan Edition วางขายในเกาหลีเมื่อวันที่ 7/7/2017 อ้างอิง Samsung KR

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวเครื่อง
  • เคส Clear View Cover สีเดียวกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบขากลม
  • สายเคเบิลแบบ USB C
  • ตัว USB OTG สำหรับเสียบอุปกรณ์ USB
  • หัวแปลง Micro USB to USB C
  • หัวปากกา S Pen 5 หัว พร้อม แหนบ
  • หูฟังรุ่่นเดิมในกล่องพลาสติกสีดำใส

 

สีของตัวเครื่องที่เลือกมาคือ สีฟ้า (Blue Coral) มีขอบอลูมิเนียมตัวเครื่องเป็น สีทองชมพู (Rose Gold) ด้านหน้าไม่มีโลโก้ Samsung แล้ว มองดูด้านล้างหน้าจอก็จะเห็นปุ่ม Home พร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ แบบดั้งเดิม สะดวกใช้งานมาก

ด้านหลังจะมีเลนส์กล้อง เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โลโก้ Samsung พร้อมกับชื่อรุ่นอยู่ด้านล่าง

ด้านข้างซ็ายจะมีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง ด้านขวามีแค่ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ด้านบนเป็นช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดหน่วยความจำแบบ Micro SD Card  ด้านล่างจะช่องเชื่อมต่อแบบ USB C ช่องลำโพง และ ปากกา S Pen

 

ปากกา S Pen ของ Note FE นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง หัวปากกาจะเป็นแบบหัวแหลมเล็กกว่า Note 5  ตรงที่กดปลายปลากกาจะเป็นอลูมิเนียมสีเดียวกับขอบตัวเครื่องกลมกลืนกันดี

ดูจากภายนอกแล้วมันก็คือ Note 7 นั่นแหละ เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุน้อยกว่าเดิม จาก 3,500mAh เป็น 3,200mAh นั่นเอง

สิ่งที่ชอบ

  • ชอบสีฟ้าของตัวเครื่องมากๆ ด้านหน้าของเครื่องเป็นสีเหมือนด้านหลัง ไม่ชอบ S8+ ตรงที่กระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหตุผลที่เค้าบอกมาก็เพราะจะซ่อนช่องเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่มีเยอะมาก พอเลือกตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีดำกลับทำให้ทุกอย่างดำไปหมดเลยดูไม่สวย ส่วน Note FE ก็มีเซ็นเซอร์เยอะเหมือนกับ S8+ นะ ที่เห็นมีแค่ 3 ช่องด้านบนนั้น เซ็นเซอร์ตัวอื่นๆ อยู่ใต้ฟิล์มสีฟ้านั่นเอง ถามว่ามีปัญหากับพวกเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีฟ้าไหม? ไม่มีปัญหาใช้งานได้ปกติ เรียกว่าออกแบบได้ฉลาดมากซ่อนเซ็นเซอร์ใต้ฟิล์มสีทำให้ด้านหน้าเครื่องดูไม่รกแต่ไม่รู้ทำไมไม่ทำกับ S8+ แบบนี้บ้าง
  • ชอบปุ่ม Home และ สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าที่เดิมคุ้นเคย
  • มีปากกา S Pen
  • ชอบสแกนม่านตาเร็วมากไม่ตั้งใจมองก็สแกนได้ ข้อนี้อยากบอกว่าสแกนม่านตามันเร็วกว่าของ S8+ ที่ใช้อีกนะ กดปุ๊ปมองจอก็ปลดล็อกปั๊ป ของ S8+ มันสแกนได้บ้างไม่ได้บ้างต้องเอามือไปจิ้มสแกนนิ้วข้างหลังแทนน่าหงุดหงิด ข้อนี้เป็นความรู้สึกตัวตัวนะครับ

ข้อสังเกต

  • กล้องถ่ายรูป ปิดเสียงชัตเตอร์ไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นโหมดไม่ใช้เสียงแล้ว ซึ่งเสียงชัตเตอร์นี่ดังมากกก ปรับระดับเสียงให้เบาลงไม่ได้ด้วย / แก้ปัญหาโดยใช้ App ถ่ายรูปตัวอื่นโหลดใน Play Store
  • ใช้ Samsung Pay ในไทยไม่ได้ ต้องใส่ซิมเกาหลีเท่านั้นถึงจะใช้งานได้
  • หาฟิล์มกันรอยดีๆ ในไทยไม่ได้ / ตอนนี้ยังหาฟิล์มที่คลุมขอบโค้งแบบที่ไม่ใช่ TPU และขายในไทยไม่ได้ ต้องสั่งจากต่างประเทศ

หลังจากรอคอยมานานเรียกว่าถูกใจมาก รูปร่าง สีสันตัวเครื่อง ที่สำคัญคือ S Pen นี่แหละสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ได้เอามาใช้แทน S8+ เครื่องเดิมแล้ว การใช้งานหลังจากนี้มีปัญหาอะไรจะเขียนเล่าไว้ในบล็อกต่อๆ ไปครับ

 

แกะกล่อง รองเท้า บาจา Bata รุ่น Star Wars

รองเท้า บาจา รุ่น Star Wars [Bata Star Wars exclusive collection] ราคา 499 บาท

รองเท้ารุ่นนี้วางขายในเว็บ Lazada เท่านั้น (เค้าว่ามา) โดยมีจำหน่ายเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าเดี๋ยวก็หมด เดี๋ยวก็มาขายใหม่ ไม่เหมือนว่าจะเป็นรุ่นลิมิเต็ตอะไรนะ  แต่เป็นรุ่นที่เรียกว่า “Bata Star Wars exclusive collection” ตัวเองก็ไม่ได้เป็นแฟนหนัง Star Wars แต่อย่างใด อยากได้รองเท้าใส่สบายสักคู่นึงเฉยๆ ราคาป้ายอยู่ที่ 999 บาท แต่สามารถซื้อได้ 499 บาท ตามช่วงโปรโมชั่นที่มีมาบ่อยมาก เข้าไปดูในเว็บเห็นว่ามีขนาดเท้าของเราเลยกดซื้อไป เลื่อนลงมาเห็นส่วนของรีวิวก็เห็นว่ามีรีวิวย้อนกลับไปเกือบๆ ห้าเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ก็บอกว่าสวยสมราคาดี ขนาดใหญ่ไปบ้าง อะไรบ้างเดี๋ยวต้องมาดูกัน

แกะกล่องออกมารองเท้าแพ็คอยู่ในกล่องอย่างดี  มีกระดาษยัดข้างในและแกนพลาสติกใส่ไว้ทำให้รองเท้าไม่เสียรูปทรงเวลาอยู่ในกล่อง ตัวรองเท้าทำจากผ้าสีดำ เนื้อผ้าดูทนทาน ด้านในรองเท้ามีลายกราฟฟิก แต่ไม่รู้ว่าเป็นลายอะไรเหมืือนกัน พื้นรองเท้ามีตราโลโก้ Star Wars ตัวหนาเห็นได้ชัดเจน พื้นรองเท้าน่าจะทำจากยางหนา และแน่นดีมาก ต้องดูตอนใส่จริงว่าจะใส่สบายหรือไม่  ตัวรองเท้าจะมีหัวของ Darth Vader ตัวร้ายในหนัง สีเงินติดอยู่ข้างๆ ด้วย พื้นรองเท้าเป็นยางสีขาวมีลายกราฟฟิกสวยดี

ลองใส่แล้วตอนไปดูหนังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รองเท้าใส่แล้วรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าปกติ 1 เบอร์ ปกติจะใส่เบอร์ 43 สั่งมาเบอร์ 43 แต่มันหลวมหน่อยๆ ไม่กระชับ เหมือนที่มีคนมารีวิวเอาไว้ในเว็บจริงๆ ด้วย แต่ก็โอเคใส่แล้วสบายไม่คับดี ช่วงหัวรองเท้าตื้นกว่ารองเท้าแบบ slip on ทั่วไปตอนแรกกลัวว่าจะใส่เดินแล้วรองเท้าจะหลุดง่ายแต่พอใช้จริงแล้วโอเคเลย มาถึงเรื่องของพื้นรองเท้าด้านในที่เป็นยางแน่นๆ นั้น เรียกว่าแน่นจริงๆ แต่ก็ไม่แข็งถึงกับใส่ไม่สบายนะ แต่ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ใส่แล้วนุ่มสบายสักเท่าไหร่ พื้นรองเท้าด้านนอกเป็นยางใส่เดินบนพื้นกระเบื้องแล้วไม่ลื่น สรุปแล้วเป็นรองเท้าที่คุณภาพดีสมราคา เอาไว้ใส่ในวันสบายๆ ได้ดีคู่หนึ่งเลย แต่ถ้าจะใส่เอาไว้เดินมากๆ ก็อาจจะเมื่อยเท้านิดหน่อยนะ

ลองชิม เนสกาแฟ โกลด์ ไอซ์ คอฟฟี่ คอนเซนเทรท เอสเพรสโซ และ ม็อคค่า

Nescafe Gold Iced Coffee Concentrate Espresso, Mocha ขนาด 96 มิลลิลิตร ราคาประมาณ 75 บาท

กาแฟบีบ อาจจะเป็นชื่อที่เรียกแล้วเข้าใจกันง่ายที่สุดสำหรับการลองชิมกาแฟใหม่ในครั้งนี้ ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่าย จริงๆ แล้วก็เห็นว่ามาขายตั้งแต่เมษายนแล้วละ เพียงแต่ว่าที่โคราชยังหาซื้อไม่ได้ ครั้งนี้ได้มาลองชิมซึ่งเป็นของฝากที่ส่งมาให้จากต่างจังหวัดเลย เพราะยังหาซื้อที่โคราชไม่ได้ (เห็นว่าที่ TOP มีขาย แต่อยู่ไกลเลยไม่ได้ไปดู)

ได้มา 2 รส รสเอสเพรทโซ กับ ม็อคค่า รูปร่างภายนอกจะเป็นแบบขวดมีฝาปิด ขวดเป็นแบบบีบได้ หัวบีบเป็นหัวบีบที่ดูแล้วทนทานไม่รั่ว ไม่ตัน

วิธีชงก็บีบกาแฟ ประมาณ 2 ช้อนชาครึ่ง ผสมกับนมสดประมาณ 100 มล. คนให้เข้ากันแล้เติมน้ำแข็ง

  • รสม็อคค่า ได้กลิ่นหอมกาแฟกับช็อกโกแลต มีรสหวานแบบหวานช็อกโกแลต หวานกำลังดี กาแฟไม่เข้มมาก มีความหอมช็อกโกแลตระหว่างดื่ม
  • รสเอสเพรสโซ ได้กลิ่นหอมกาแฟแบบกาแฟเย็นที่คุ้นเคยเลยละ รสกาแฟเข้มและเด่นกว่าม็อคค่า ตามด้วยรสหวานมัน เป็นรสกาแฟแบบกาแฟกระป๋องที่หวานหอม อร่อยมาก

ลองชงแล้วก็ง่ายและสะดวกดีสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบรวดเร็ว เพียงแต่สงสัยว่าชงตามปริมาณที่ระบุมาแล้วควรใส่แก้วแล้วใส่น้ำแข็งมากน้อยแค่ไหนถึงจะได้รสที่เป็นมาตรฐาน คิดว่าคงให้ใส่ตามใจชอบละมั้ง เพราะที่ลองชิมไปชงตามที่ระบุและใส่แก้วขนาดเล็ก ดื่มใกล้หมดแก้วจะรู้สึกว่ามันหวานคอจนขนลุกเลย ครั้งต่อไปคงจะต้องใส่นมและน้ำแข็งเพิ่มสักหน่อย

สรุปแล้วเป็นการทำกาแฟเย็นเองที่ง่ายมากไม่ต้องกะปริมาณให้ปวดหัว ชงไปแล้วรสไม่ถูกใจก็บีบกาแฟเพิ่ม ถ้าเข็มข้นไปก็ใส่นม หรือน้ำแข็งเพิ่มเท่านั้น ก็จะได้รสชาติกาแฟเย็นที่ถูกใจสุดๆ แล้ว

แกะกล่อง วิทยุ TECSUN รุ่น R-9012

ครั้งนี้จะมาแกะกล่องวิทยุ TECSUN รุ่น R-9012 ที่สั่งมาจาก Lazada เป็นวิทยุที่รับคลื่น FM, MW, SW เรียกว่ารับคลื่นได้หลากหลายในตัวเดียวเลย ที่ซื้อมาก็เพราะจะลองเล่นช่วงคลื่นสั่น (Shortwave Radio) วันนี้ก็เลยจะมาแกะกล่องดูข้างในว่าตัววิทยุเป็นอย่างไร มีอะไรในกล่องบ้าง และการใช้งานคร่าวๆ

วิทยุมาในกล่องกระดาษลูกฟูกปกติตามสไตล์ วิทยุจะอยู่ในซองพลาสติกกันกระแทก มาพร้อมกับคู่มือภาษาจีน ทั้งกล่องมีเท่านี้เลย

  • ด้านหน้าจะเป็นลำโพงขนาดค่อนข้างใหญ่ มีแผงหน้าปัดแสดงรายการหมายเลขคลื่นในย่านความถี่ต่างๆ ด้านล่างมีสวิตช์เลื่อนเปลี่ยนย่านความถี่
  • ด้านหลังมีช่องใส่ถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน มีแผงพลาสติกเปิดออกมาใช้เป็นขาตั้งได้
  • ด้านขวามีปุ่มหมุนจูนคลื่นวิทยุ ด้านล้างจะเป็นสวิทตช์ปิด-เปิดเครื่อง
  • ด้านซ้าย เรียงจากด้านบนจะมีเชื่อกคล้องข้อมูล ตัวปรับความดังเสียง ช่องเสียบหูฟังแบบโลหะ ช่องเสียบไฟ
  • ด้านบนจะมีเสาอากาศ ด้านล่างไม่มีอะไร

วัสดุตัวเครื่องนั้นทำจากพลาสติกที่ดูมีคุณภาพดีเลยทีเดียว การประกอบเครื่องแน่นบีบแล้วไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด สวิทเลื่อนมีจังหวะดีไม่หลวม ปุ่มหมุนจูนคลื่นนั้นหมุนหนืดดีมาก และปุ่มปรับเสียงหมุนได้ลื่นดี

การใช้งานก็รับคลื่นวิทยุ FM ได้ชัดเจนถ้าอยู่ในที่โล่ง คลื่นที่สัญญาณอ่อนก็ฟังได้ เพียงแต่มีเสียงรบกวนแบบวิทยุปกติ แต่ครบช่วงคลื่นที่มีรึเปล่าไม่รู้ไม่ขอออกความคิดเห็น

คลื่น MW หรือ AM นั้นไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นพื้นที่อับสัญญาณหรืออย่างไรรับสัญญาณชัดๆ ได้ไม่กี่คลื่น แม้จะดึงเสาสัญญาณออกมาแล้ว

คลื่น SW ลองหมุนจูนฟังดูทุกคลื่นความถี่อย่างคร่าวๆ แล้วช่วงเวลากลางวัน สามารถรับคลื่นจากประเทศได้อยู่ ไม่ชัดมากแต่ก็ฟังได้ น่าตื่นเต้นมากๆ เดี๋ยวจะลองเล่นลองเปลี่ยนสถานที่ดูเรื่อยๆ แล้วจะมาเล่าให้ฟังในบล็อกต่อไปนะครับ

สรุปแล้ววิทยุ TECSUN รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์การเป็นวิทยุได้ด้วยตัวของมันเอง ด้วยการใช้งานที่ง่าย และมีช่วงคลื่นความถี่ที่หลากหลาย เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับวิทยุสักเครื่อง เป็นความคิดส่วนตัวนะครับ ( ͡° ͜ʖ ͡°)

แกะกล่อง ตลับลูกอม Miniaturely Tablet Sailor Moon Part 6

Miniaturely Tablet Sailor Moon Part.6 ราคา 4,040 Yen / ราคารวมส่งจากญี่ปุ่นแล้วประมาณ 1,500 บาท

ตลับยา Sailor Moon รุ่นนี้คงจะเรียกว่าตลับยาไม่ได้แล้ว คงเป็นแค่ตลับใส่ลูกอมซะมากกว่า ใส่ลูกอมที่แถมมา ส่วนยาใส่ได้แค่ยาแก้แพ้มั้งเม็ดเล็กๆ ในกล่องใหญ่จะมีตลับยาอยู่ 6 กล่อง มีแบบซ้ำ 2 กล่อง

แพ็คเกตยังคงเป็นกล่องพลาสติกใส มีโครงพลาสติกตั้งตัวตลับยาด้านในดูดีเหมือนเดิม มีห่อลูกอมอยู่ใต้ฐานกระดาษด้านล่าง ลูกอมรสพีชหอม หวานเย็นๆ อร่อยดี

ตัวตลับยังคงทำรายละเอียดได้ดี ใช้พลาสติกสี – พลาสติกใส เป็นส่วนๆ จริง ไม่ใช่แค่เอาสีทา ทำให้มีรายละเอียดที่ดีสวยงามสมจริง เพียงแต่ช่องใส่ยา หรือลูกอมจะเล็กไปหน่อยเพราะใส่ได้ตามความยาวของคฑา ช่องร้อยโซ่พวงกุญแจของบางตลับจะเป็นพลาสติกขนาดเล็กดูแล้วบอบบาง

สรุปแล้วก็เป็นอีกหนึ่งชุดที่ทำออกมาแบบสวยเหมือนจริง ขนาดเล็กน่ารักดี

Blog + แกะกล่อง เคสมือถือ Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus

วันนี้จะมาเล่าถึงเรื่องเคสโทรศัพท์มือถือ แต่ไหนแต่ไรแล้วไม่เคยจะซื้อเคสใส่มือถือเลย มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำตกแน่นอน ซึ่งก็ไม่เคยทำมือถือตกเลยนะ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองซื้อเคสมาหลายอันแล้ว แล้วทำไมเราถึงเริ่มซื้อเคสมือถือใช้ละ คงจะเริ่มช่วงใช้ S7 Edge นั่นแหละตอนแรกๆ ที่ได้เครื่องมาแล้วมันสวยบางมาก จนกลัวทำตกเลยไปหาซื้อเคสมาใส่ ได้เคสแรกมาเป็นของ UAG แต่ก็ไม่ถูกใจมันเท่ดูทนทานดีก็เถอะ แต่มันทำให้เครื่องหนาขึ้นมาก หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นในการซื้อเคสมือถือไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

พอมาได้เครื่อง S8+ มาก็ยังซื้อเคสมือถือมาอยู่เรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ จะว่าไปการที่ใส่เคสมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย พอไม่ใส่ก็รู้สึกว่าเครื่องจะตกตลอดเวลาเลยทำให้หาเคสใส่อีกครั้งจนได้ จนครั้งนี้ที่จะมาแกะกล่องให้ดูก็เป็นอันที่ได้มาล่าสุด และคงจะเป็นอันสุดท้าย (คิดว่านะ) ก่อนที่จะเริ่มรอการมาของ Samsung Galaxy Note 8 ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ถ้าใครอ่านบล็อกผมมาจะเห็นว่าใช้ Note Series มาตลอด จนเกิดมหากาพย์การ Pre-Order Samsung Galaxy Note 7 เมื่อปีก่อน เลยทำให้ต้องใช้ S Series รอ

ก่อนหน้านั้นก็ซื้อมาตลอดนะส่วนใหญ่จะซื้อแบบราคาถูกใช้ เพราะคิดว่าซื้อแบบแพงๆ แล้วจะเสียดายเงินถ้าเราใช้แล้วไม่ชอบ เคสที่ซื้อมาลองใช้กับ S8+ หลังจากบล็อกแกะกล่องอันก่อนก็มี 2 อันนี่แหละ

Nillkin Frosted Shield ราคา 230 บาท อันนี้ซื้อมาจาก Lazada ซื้อมาหลังจากผิดหวังกับเคสใสของ Samsung กะว่าจะซื้อมาเล่นๆ เพราะไม่แพง แต่ใช้แล้วเป็นเคสที่ใช้นานที่สุด เพราะมันเป็นเคสแข็งที่บาง กระชับตัวเครื่องแน่นดีมาก ด้านหลังก็มีลายให้จับง่ายแม้จะเคลือบซิลิโคนลื่นๆ ใช้มาจนถึงตอนนี้เลย แต่ที่ยังไม่พอใจก็เป็นด้านหลังนี่แหละมันไม่สวย ใส่แล้วดูไม่สมราคามือถือเลย

Baseus Wiing Case for Galaxy S8 Plus ราคา 130 บาท อันนี้ลองเสี่ยงซื้อมาจริงๆ จากในกลุ่มขายของในเฟสบุ๊ค เคยเห็นมีสมาชิกคนอื่นๆ ใช้กันแล้วเค้าว่ามันบาง มันสวย พอได้มาแล้วก็จริง บางมาก ดูเฉยๆ สวยดี แต่วัสดุมันแบบว่าเป็นพลาสติกบางขึ้นรูปธรรมดาเลย พลาสติกคล้ายๆ พวกปกหนังสือพลาสติกหน่ะ ลองใส่ 5 นาที แล้วก็ถอดออกเลย ตัวเคสลื่นมือมากจับแทบไม่ติดนิ้ว

Rhinoshield Bumper case for Samsung Galaxy S8 Plus ราคาประมาณ 800+ ได้มือสองมา 400 บาท

จนมาเจอเคสนี้ละเป็นเคส Bumper ที่ดูแล้วน่าใช้งานมาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับเคสที่มีแค่ขอบเครื่องก็เลยได้แค่มองๆ จนมาเจอประกาศขายมือสองนี่แหละ ราคาสมเหตุสมผล สภาพยังดีอยู่เลยซื้อมาลองใช้ดูว่าจะโอเคไหม

ภายนอกแพ็คเกจดูดีมากสมราคาเค้าละ ภายในจะมีภาพคู่มือแนะนำการใช้งานและบอกถึงคุณสมบัติป้องกันการกระแทกในระดับความสูงเท่าไหร่ด้วย ตัวเคสเป็นพลาสติกเนื้อดีเลย ผิวด้าน ด้านในขอบเคสจะเป็นลายหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง มีการตัดช่องต่างๆ ได้กว้างและลงตัวดี ตัวเคสจะหนาช่วงหัว และท้ายเครื่อง

ลองใช้แล้วใส่ง่าย เคสพอดีเครื่องใส่แล้วจับกระชับมือดี ชอบเคสแบบ Bumper ตรงที่ใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องใหญ่เกินไป และเปิดด้านหลังโชว์กระจกด้านหลังด้วย ตัวเคสพอวางกับโต๊ะแล้วจะยกสูงจากพื้นไม่ทำให้ด้านหลังเป็นรอยทั้งด้านหน้าและหลัง โดยรวมแล้วถูกใจมาก ได้โชว์เครื่อง พร้อมกับป้องกันเมื่อตกกระแทกได้ด้วย

มีข้อสังเกตตรงขอบเคสด้านข้างที่ไม่ได้กระชับไปกับเครื่อง สามารถดึงยืดออกมาได้พอสมควร ทำให้ขอบด้านข้างจะขยับไปมาเวลาถือ-จับเครื่อง น่ากลัวว่าจะขูดเครื่องเป็นรอยเพราะฝุ่นที่จะเข้าไปอยู่ข้างในเพราะขอบเคสมันขยับไปมาตลอด และปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นแข็งมากๆ กดยากต้องตั้งใจกดมากถึงจะกดได้เป็นแค่ปุ่มเดียวเลย

ใครรับได้กับข้อสังเกตที่ว่ามาก็ดีเลยเพราะมันเป็นเคสที่ให้ครบกับความต้องการของเราที่ต้องการโชว์เครื่อง และ ป้องกันเครื่องเราได้ (กันตกแตก) พร้อมๆ กัน

เคส Rhinoshield นี้ถูกใจมากเลยนะ เป็นเคสที่ต้องการเลยแต่ติดที่เคสด้านข้างมันหลวมๆ และดิ้นในมือได้ตอนใช้งานนี่แหละ ทำให้ต้องคิดว่าจะใช้ต่อดีไหม ถ้าไม่ไหวคงจะเลิกใส่เคสแล้วกลับไปเหมือนเมื่อก่อนคงจะประหยัดเงินในส่วนตรงนี้ได้มาก

Blog: แกะกล่อง ยักษ์ดำในตำนาน Casio G-SHOCK GX-56BB-1DR

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แวะไปร้านนาฬิกาที่เดอะมอลล์ เห็นในเพจของร้านประกาศโปรโมชั่นลดราคา 50% เลยไปดูสักหน่อย นาฬิกาที่ใช้อยู่ก็ยังไม่พังนะแค่อยากได้ใหม่เฉยๆ อยากใส่ G-SHOCK เหมือนเดิม เคยมี G-SHOCK อยู่ตัวนึงซื้อตอนที่กำลังจะเรียนจบ ป.ตรี เก็บเงินซื้อเองจำไม่ได้ว่าราคาเท่าไรแล้ว แล้วมันเหมือนจะถ่านหมด พอเอาไปให้ที่ร้านซ่อมของ Casio ที่เดอะมอลล์ดูเขาบอกว่ามันเสียแล้ว เลยไปร้านนาฬิกาซื้อถ่านมาเปลี่ยนเอง เปลี่ยนถ่านใหม่มันก็ติดนะ ใช้ได้ วัน – สองวัน มันก็ดับไปเลย แล้วก็ไม่ติดอีก ก็เลยใช้ตัวนาฬิกาเครื่องคิดเลขของ Casio นี่แหละใช้อยู่เพราะมันถูกดี จนเห็นประกาศโปรลดราคาของทางร้านเลยทำให้คิดถึง G-SHOCK ขึ้นมา

เล่าย้อนอดีตไปแล้วก็มาดูที่ร้านลดราคากัน ร้านที่ว่านี้ก็คือ “ร้าน มี จง มี”  ร้านแว่นและนาฬิกาที่อยู่ชั้น 2 ในห้างเดอะมอลล์นครราชสีมา พอถามพนักงานก็ถึงรู้ว่าที่ลดราคา 50% นั้น ลดแค่เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น โดยรุ่นที่ลดราคาจะรวมอยู่ในตู้กระจกที่จัดไว้ ดูรวมๆ แล้วก็หลายสิบรุ่นอยู่นะ เลยขอดูตัวนึงเป็นรุ่นอะไรไม่รู้ เห็นเป็นแบบเข็มสีดำใหญ่ดี ห้าพันกว่าๆ ลด 50% ก็ไม่แพงมาก แต่ตาดันไปมองเห็นตัวดิจิตอลสีดำ หน้าเหลี่ยมๆ อยู่อีกตู้นึงที่ไม่ลดราคา มันคือยักษ์ดำในตำนานนั่นเอง ขอดูตัวนี้ด้วยเอามาเทียบกัน ไปไปมามา ก็ได้ตัวยักษ์ดำมาจนได้

ลืมบอกตัวที่ไม่ได้อยู่ในตู้กระจกลด 50% จะลดราคาที่ 25% อยู่ด้วย โดยปกติจะลด 20% และแอดร้านใน Line จะลดเพิ่มอีก 5% เป็น 25% แต่มีเงื่อนไข เรื่องการจ่ายเงินสด กับ รูดบัตรเครดิต ด้วยนะ โดยตัวยักษ์ดำที่ได้มานี้ ราคาป้ายอยู่ที่ 6,500 (ราคาเต็มไม่ค่อยแน่ใจมองไม่ถนัดแค่คิดว่าน่าจะเท่านี้) ลด 25% จ่ายเงินสดจะอยู่ที่ 4,875 บาท ถ้ารูดบัตรจะอยู่ที่ 5,006 บาท ทางร้านคิดแบบไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็เป็นปกติของร้านค้าบางร้านที่จะชาร์จค่ารูดบัตร …คิดว่านะ โดยโปรลด 50% ถ้ารูดบัตรจะลดแค่ 45% นะเท่าที่จับใจความได้

CASIO G-SHOCK GX-56BB-1DR หรือที่เรียกกันว่า “ยักษ์ดำ”

นาฬิกามาในกล่องกระดาษสีดำ ที่มีคู่มือภาษาอังกฤษเล่มเล็ก พร้อมกับใบรับประกันของทางร้าน ในกล่องกระดาษจะมีกล่องเหล็กหกเลี่ยมใส่นาฬิกาอยู่อีก 1 กล่อง มีฟองน้ำกันกระแทกแน่นหนา

นาฬิกาสีดำ ขนาดใหญ่ ก็เรียกว่าใหญ่นะสำหรับนาฬิกาดิจิตอล สายเรซินหนาดูแข็งแรง หน้าจอแสดงผลแบบสีดำ ตัวเลขสีขาว แสดงผลชัดเจน ในหน้าจอแสดงผลนี้รอบๆ จอจะเป็นแผงรับแสงอาทิตย์เพื่อใช้เป็นพลังงานโดยมีแบตเตอร์รี่เก็บพลังงานอยู่ภายใน สเป็กโดยละเอียดมีอะไรบ้างก็หาอ่านได้ในเว็บของ CASIO เลยนะ

ลองใส่ดูก็พอจะเห็นแล้วละว่ามันใหญ่ ใส่ที่ข้อมือแล้วก็ใหญ่จริงๆ แต่ด้วยความชอบก็ไม่สนใจหรอก เพราะมองดูมันแล้วมันสวยจริงๆ คิดถูกแล้วที่เลือกยักษ์ดำมา

เคส Samsung Galaxy S8+ จากงาน Samsung x LINE FRIENDS Pop Up Event

ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน Samsung x LINE FRIENDS Pop Up Event ที่ สยามสแควร์วัน โดยเป็นงานที่ Samsung ร่วมกับ LINE FRIENDS จัดขึ้นสำหรับโทรศัพท์ S8, S8+ เป็นหลัก ภายในงานจะมีเคสมือถือ S8, S8+ ตัวคาแรคเตอร์ไลน์ให้ซื้อกันด้วย รู้สึกว่าจะมี 4 ลาย 4 แบบ เคสชิ้นละ 650 บาท เป็นแบบเคสพลาสติกใส 2 แบบ และแบบพลาสติกสีทึบ 2 แบบ

เพราความอยากได้เคสใสๆ อยู่แล้วแต่ไม่มีโอกาสไปกรุงเทพฯ เท่าไหร่ ก็เห็นประกาศขายเคสรุ่นนี้ ลายหมีบราว มือสองอยู่ ก็ไม่รออะไรกดซื้อไปทันที เดี๋ยวมาดูกันว่าเป็นยังไง

ตัวเคสเป็นพลาสติกใส เรียบ พิมพ์ลายด้านล่าง เคสเป็นแบบเกาะมุม 4 มุม เปิดหัวท้าย ด้านข้าง ทั้งหมด ลองใส่ดูก็สวยดีนะ แต่ดูเหมือนจะใส่เพื่อความสวยงามเฉยๆ ไม่ได้มีการปกป้องเครื่องเท่าไหร่ มุมส่วนที่เกาะเครื่องไว้แค่ดันนิดหน่อยก็หลุดออกได้ง่าย ดังนั้นถ้าตกพื้นก็คงแยกส่วนเครื่องกับเคสแน่นอน

มาดูส่วนที่เป็นข้อสังเกตกันบ้าง

  • ตัวเคสแบบพลาสติกใสธรรมดาปกติ เนื้อพลาสติกไม่ได้ดูมีคุณภาพแต่อย่างใด เป็นพลาสติกอ่อน ไม่แข็งบิดตัวได้ง่าย ซึ่งตอนได้มาด้านหลังส่วนที่เป็นพลาสติกใสก็เป็นรอยขนแมวอยู่แล้ว หลังจากใส่ใช้งานไปเพียง 1 ครั้ง ขนแมวขึ้นพรึบ ลายพร้อยเลย
  • ตัวเคสด้านหลังนั้นเหมือนจะยกสูงจากด้านหลังของตัวเครื่องนิดนึง และฝุ่นสามารถเข้าไปอยู่ข้างในได้ ดังนั้นเวลาเกิดการกดทับเคสกับเครื่องอาจจะถูฝุ่นที่อยู่ด้านในทำให้ด้านหลังเครื่องเป็นรอยได้

จากที่ได้ใช้ดูแล้ววัสดุคุณภาพไม่สมราคา 650 บาท เลย ถึงจะซื้อมือสองมาไม่ใช่ราคาเต็มก็ยังเสียดายเงิน แต่ก็ถือว่าเป็นเคสที่ดูแล้วสวยน่าใช้นะ เก็บเป็นของสะสมได้อยู่

แกะกล่อง ปากกา S PEN Samsung Galaxy Tab S3

S PEN Samsung Galaxy Tab S3 ราคา 1,290 บาท

ปากกา S PEN รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่อง Samsung Galaxy Tab S3 เป็นปากกา S PEN แบบแยก เห็นตอนเปิดตัวก็ลุ้นว่าจะมาเข้ามาขายแยกรึเปล่า คิดว่าน่าจะเอามาวาดกับ Samsung Tab A 10 ที่มีอยู่ คงจะจับวาดถนัดมือดีไม่น้อย

ปากกา S PEN รุ่นนี้หาซื้อยากจริงๆ ตาม Shop Samsung ในห้างไปถามทีไรก็ไม่มีขายสักที คอยจ้องดูในเว็บ S-eStore เรื่อยๆ มาแป๊บๆ ก็หมด แต่ในที่สุดก็ได้มา

แพ็กเกจเป็นกล่องฝาพลาสติกใส แบบอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่ๆ ในกล่องจะมีแหนบ และ หัวปากกา สำหรับเปลี่ยนมาให้ในชุดเลย

ตัวปากกาขนาดเท่าๆ กับปากกาปกติ ความกว้างกำลังดี จับถนัดมือ ปุ่มกดได้ดี ตัวปากกาทำจากพลาสติก เคลือบพื้นผิวหนีด ลื่นหน่อยๆ แบบผิวซิลิโคน ตัวคลิบหนีบเป็นโลหะพิมพ์โลโก้ Samsung หัวปากกาเป็นแบบหัวแหลมขนาดเล็ก ตามกล่องบอกว่ารองรับแรงกดได้ที่ 4096 ระดับ

จากที่ได้ลองใช้คู่กับ Samsung Galaxy Tab A และคู่กับตัวปากกา S PEN เดิม แล้วก็พอจะรู้สึกถึงความแตกต่างนะ รู้สึกถึงแรงกดที่ใช้แรงกดน้อยๆ ก็วาดเส้นบางๆ ได้ง่ายขึ้น คงเป็นเพราะหัวปากกาที่เล็กลง แรงเสียดทานเลยน้อยลงไปด้วย ทำให้ลงน้ำหนักได้เบาขึ้นได้  และสิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนคือ ความถนัดมือในการวาด หรือเขียน เพราะขนาดปากกาเหมือนกับปากกาขนาดปกตินั่นเอง

สรุปแล้วก็พอใจกับตัวปากกา S PEN รุ่นนี้นะ วาดรูปได้สนุกขึ้นเยอะ แต่ก็ยังติดอยู่ที่มันเป็นปากกาแบบแยกชิ้น เวลาพกไปใช้นอกสถานที่จะไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะเวลาใช้ร่วมกับ Tab A 10 นี้ จะต้องดึงปากกาที่อยู่กับตัวเครื่องออกก่อนถึงจะใช้ปากกา S PEN Tab S3 นี้ได้ ใช้ไปก็กลัวจะลืมปากกาเดิมทิ้งเอาไว้ที่ไหนอีก  Update: ได้ลองปิดฟังก์ชั่นประหยัดแบตในส่วนของการปิดการตรวจจับปากกา S PEN เมื่อมีปากกาเสียบอยู่ในเครื่องดู พบว่าสามารถใช้ปากกา S PEN Tab S3 ได้โดยไม่ต้องดึงปากกาของเครื่องออกมาแล้ว แต่เวลาใช้นอกบ้านก็คงจะใช้ปากกาที่เสียบมากับเครื่องจะสะดวกรวดเร็วมากกว่า